ผีอีเก๋ | บันทึกที่ 1
รู้จักผีอีเก๋ปะ ไม่รู้จัก ก็ไม่แปลก เพราะเรื่องนี้มันเกิดขึ้นในชนบทที่ห่างไกลความเจริญเอามากๆ และบังเอิญว่านิสัยเบื่อเมืองอย่างผม จึงทำให้ผมชอบท่องเที่ยวในสถานที่แบบนี้ อีกทั้งช่วงนี้กำลังเกิดโรคระบาดหนักอีก การหนี้เข้าป่าจึงน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน การออกสู่สถานที่แบบนี้ทำให้ผมพบเจอกับสิ่งที่แปลกใหม่ ที่ในเมืองมันไม่มี เรื่องนี้ทั้งฮาและน่ากลัว ขณะเขียนอยู่นี้ เป็นเวลา 19.30 น. ในหมู่บ้านมืดมิดและเงียบสงบ มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ให้ได้ยิน ในขณะเขียนอยู่นี้ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะรอดชีวิตกลับไปหรือเปล่า แต่ด้วยเหตุที่ผมไม่ยี่ระกับอะไร ไม่มีอะไรผูกมัด พ่อแม่จากไปหมดแล้ว ครอบครัวก็ไม่มี คืออยู่ก็ได้ ตายก็แล้วแต่ ดังนั้นก็แล้วแต่ ฮ่า ๆ อะเริ่มเรื่องกันเลยละกัน ก่อนที่จะไม่ได้บันทึกไว้

ณ หมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ ทุกค่ำคืนชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างต้องอยู่กันอย่างหวาดผวา รวมทั้งผมด้วย เพราะมีผีอีเก๋คอยตามหลอกหลอนชายหนุ่มไม่เว้นวัน มันชักชวนชายหนุ่มให้ไปอยู่ด้วย และมีหลายต่อหลายคนในหมู่บ้านนอนหลับตายไปเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ มันแปลกประหลาด ลือกันว่ามันไปอยู่กับผีอีเก๋กันนั่นละ บางคนที่เจอและรอดมาได้ คือพวกใจแข็ง ไม่ยอมหลงไหลในความงามของผีอีเก๋มัน สู้ดิ้นรนไม่ยอมไปกับมัน จนรอดมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟังถึงสาเหตุที่หลายคนสงสัย

ชาวบ้านหาหมอผีมาปราบ รายแล้วรายเล่าก็ต้องเผ่นป่าราบไปหมด (เขาเล่าให้ฟัง) อีเก๋เป็นผีสาวสวยที่ฤทธิ์มากกว่าผีธรรมดาทั่วไป และล่าสุดชาวบ้านก็ได้เจอหมอผีคนล่าสุด มีชื่อเป็นที่ร่ำลือ หมอคนนี้ชื่ออาจารย์ดิว จิตสันโดษ กับคนติดตามหนึ่งคนคือไอ้บ๋อง ลือกันว่าคนนี้ละใช่ เก่งฉกาจนัก สยบผีมาทั่วสารทิศ

และค่ำคืนที่ทุกคนในหมู่บ้านรอคอยก็มาถึง มันเป็นคืนเดือนมืด แม้ทุกคนเชื่อมั่นในอาจารย์ดิว แต่ก็ยังหวาดวิตกไปไม่ได้ ว่าจะเหมือนอาจารย์คนก่อนๆ มาหรือเปล่า จะอย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของอาจารย์ดิว ก็ค้ำประกันเรื่องนี้ได้ในระดับหนึ่ง

"ทุกคนอยู่ในวงสายสิญจน์นะครับ เพื่อความปลอดภัย… จริงๆเรื่องนี้ดิวจะไม่ขอยุ่งเลยนะ" เสียงอาจารย์ดิวแทรกขึ้น ในขณะทำพิธีอยู่ในวงสายสิญจน์ด้านหน้าสุด

ป่าช้าหลังวัดในเวลานั้นช่างมืดสนิท เงียบสงบ มีลมพัดมาวูบวาบเป็นระลอก เสียงใบไม้ไหว ปลิดปลิวได้ยินชัดเจน ร่างผีอีเก๋ถูกเผาที่นี่ ร่างไปแล้วแต่วิญญาณกลับไม่ไปไหน เฮ้อออ

"มึงดู ลมพัดมาแรงขนาดนี้ แสงเทียนไม่ไหวไม่ดับเลย" เสียงหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังกระซิบ และทุกคนก็เห็นเหมือนกัน

" กูบอกแล้ว อาจารย์คนนี้ไม่ธรรมดา" เสียงอีกคนกระซิบตอบ
"จุ๊ๆๆ" บ๋อง คนติดตามอาจารย์ดิว หันมาจุ๊ปากให้ทุกคนเงียบลง

ในความเงียบนั้น เสียงอาจารย์ดิวท่องมนต์พึมพำอยู่ในลำคอ บรรยากาศเงียบสงบ มีสายลมโรยริน ทุกคนในวงสายสิญจน์นิ่งเงียบในความมืดสลัว ท้องฟ้าในป่าแบบนี้มีแค่จันทร์เสี้ยว แสงสว่างมันไม่พอ นี่ถ้าไม่อยู่ในป่าช้า บรรยากาศแบบนี้ช่างเย็นสบายแสนรื่นรมณ์เลย แต่พออยู่ในป่าช้า ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปทั้งที่บรรยากาศเหมือนกัน

จู่ๆ ก็ดันมีนกแสกโฉบผ่านเข้ามาตรงพิธี แล้วร้อง แกว้กๆ แทรกความเงียบออกมาดังลั่นก่อนจะร่อนหายไปในความมืด ทำให้ทุกคนสะดุ้งตกใจเลิ๊กลั๊กแทบกระโดดหนีไปตามๆกัน ผมนี่ใจหายแว้บ เหมือนใจจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ

"ไอ้นกเหี้ย กูใจแทบวาย มึงอยากลงหม้อต้มยำใช่ไหม ไอ้สัตว์ เหี้ยเอ้ย ขึ้นเลยกู" ไอ้ต้นที่นั่งใกล้ๆ พูดขึ้นด้วยความฉุน ใจยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คนอื่นๆก็บ่นพึมพำ กันอื่ออึงกระสับกระส่าย

"จุ๊ๆๆๆ" ไอ้บ๋องหันมาจุ๊ปากให้ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง

มีแต่อาจารย์ดิว จิตสันโดษ ที่ยังนั่งบริกรรมพระคาถาอยู่อย่างสงบนิ่ง ไม่มีสะดุ้งตกใจใดๆ ความนิ่งของแกทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจ และมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะจิตแกคงฝึกมาอย่างดี

"จุ๊ๆๆๆ" ไอ้บ๋องหันมาจุ๊ปากอีกครัง
"ไอ้เหี้ย อะไรของมึงอีกเนียะ กูแค่อ้าปาก ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย" ไอ้ต้นพูดเบาๆ
"แล้วเมื่อกี้ใครพูด" ไอ้บ๋องถาม
"โทษครับ ผมตดเอง" เสียงกระซิบมาจากข้างหลัง
"แม่งเอ้ยยย มึงไม่ขี้มาให้เสร็จสับวะ" ไอ้ต้นสะบดด่าในลำคอ ความเงียบเข้าปกคลุมรอบบริเวณอีกครั้ง แต่ก็เงียบอยู่ได้ชั่วครู่ ก็มีเสียงพูดมากลางอากาศอีกครั้ง คราวนี้บ๋องยังไม่ทันหันมาจุ๊ปาก ไอ้ต้นลุกขึ้นยืนก่อนเลย

"เหี้ยเอ้ยย ใครพูดแทรกขึ้นมาอีกวะ ห้ะ แม่งกูจะเตะให้คอขาดเลย" ทุกคนส่ายหน้ากันหมด บ๋องไม่หันมา ทุกอย่างเงียบกริบ

"เก๋เองค่ะพี่ พวกพี่รังเกียจเก๋กันมากเลยหรือคะ ถึงต้องหาหมอผีมาทำร้ายเก๋" เสียงโหยหวญตอบมาจากหน้าปะรำพิธี

"เฮ้ย เปล่าจ้า" ไอ้ต้นพนมมือไหว้ตอบเสียงอ่อยนั่งก้มหน้าหลบหลังไอ้บ๋องทันที
" งั้นเดี๋ยวเก๋จัดการหมอผีคนนี้ก่อน แล้วค่อยไปหาพี่ๆนะคะ"
"เฮ้ยย" ทุกคนครางออกมาพร้อมกับส่ายหน้า
" พวกเราแค่อยากให้เก๋ไปสู่สุขติ ไปเกิดในภพที่ดีกว่านี้เท่านั้นเอง โถ่" ไอ้ต้นพูดแทนคนอื่นๆ ทุกคนพะยักหน้า อืมๆ พร้อมๆกัน

"เอาละ มึงจะลงหม้อดีๆ หรืออยากจะเจ็บตัวก่อน อีผีร้าย" เสียงอันเรียบ กร้าวแข็งของอาจารย์ดิวแทรกขึ้น พร้อมเปิดฝาหม้อหุงข้าวไฟฟ้าขนาดเล็ก เขียนอักขระเลขยันต์เต็มทั้งตัวหม้อและฝาหม้อออก

" โอ้โห่ อาจารย์แม่งโครตทันสมัยวะ แม่งลงปุ๊บปิดฝาเสียบไฟเผาเลย" ไอ้ต้นกระซิบยิ้มแย้มขิกๆ

" จะให้ผีสวยๆอย่างกู ไปลงหม้อสกปรกของมึงเนียะอะนะ ฝันไปเหอะ" ผีอีเก๋ตอบพร้อมเบ๋หน้าใส่ แล้วมันก็ยืดมือแขนยาวเข้ามาหาอาจารย์ดิว ทุกคนในปะรำพิธีร้องเฮ้ยพร้อมๆกัน นั่งกันกระสับกระส่าย เตรียมพร้อมจะกระโดดทันทีที่เกิดความผิดพลาดใดๆขึ้น ยกเว้นอาจารย์ดิว และไอ้บ๋องคนติดตาม ที่สงบนิ่งไม่มีอาการตกใจใดๆ

พอมือผีอีเก๋เข้ามาใกล้สายสิญจน์เท่านั้นละ แสงเจิดจ้าวูบออกมาจากสายสิญจน์ ผีอีเก๋สะดุ้งรีบหดแขนกลับใปทันที

"โอ้ยยยย" มันร้องโหยหวญด้วยความปวดแสบ ทุกคนในปะรำพิธี ตบมือเฮกันยกใหญ่ พอผีอีเก๋หันหน้าดุมาจ้อง ทุกคนก็รีบไหว้ก้มหน้าลงปิดปากอย่างสงบเสงี่ยม

"เป็นงัย มึงจะลงหม้อดีดีไหม" อาจารย์ดิวตะคอกถาม
"เชอะ" ผีอีเก๋เชิดหน้าใส่

"งั้นมึงเจอข้าวสารเสกกูหน่อยเป็นไร ฮึ" พูดจบ อาจารย์ดิวขย่ำข้าวสารจากขันในปะรำพิธีขึ้นมาท่องมนต์คาถา พอยกมือจะซัดออกไปใส่ผีอีเก๋ ก็ปรากฏมีมือจากข้างหลังเอื้อมมาจับแขนอาจารย์ดิวไว้

"อาจารย์ เสียดายข้าวสารนะ สงสารชาวนาเถอะ กว่าพวกผมจะทำนาได้ข้าวมาแต่ละเม็ด ต้องตากแดดตากฝน เหนื่อยแทบขาดใจ" ไอ้ต้นพูดขึ้นขณะจับแขนอาจารย์ดิว จิตสันโดษจ้องตาอาจารย์ดิวเชิงวิงวอน

"เฮ้ย อะไรของพวกมึงวะเนียะ" อาจารย์ดิวถอนหายใจ ส่ายหน้าพร้อมวางข้าวสารลงในขันตามเดิม

"ดิวว่าจะไม่ยุ่งแล้วเชียว" อาจารย์บ่นและส่ายหน้า
" งั้น มึงเจอมีดอาคมกู" อาจารย์ดิวจับมีดอาคมที่อยู่ในพานขึ้นมา
" มีดลงอาคม" ไอ้ต้นกระซิบกับเพื่อนในวง
"มีดยืมอามา" ไอ้บ๋องหันมากระซิบตอบทุกคน
"อาชื่อคม" ไอ้ต้นถามต่อ
"ใช่" ไอ้บ๋องพยักหน้า
"ไอ้สัด" ไอ้ต้นพึมพำในลำคอ

" พวกมึงสงสัยมีดอาคมของกูกันใช่ไหม" อาจารย์ดิวหันมาถามทุกคน
" มึงดูนี่" พูดจบอาจารย์ดิวตวัดมีดกลางอากาศขวับอย่างเร็ว แสงประกายเปร่งออกจากมีดดังสายฟ้าฟาด ทันใดนั้นด้ายสายสิญจน์ที่ล้อมปะรำพิธีอยู่ก็ขาดสะบั้นลงทันที

"อ้าววว อาจารย์” ทุกคนร้องกันเสียงหลง
"ด้ายสายสิญจน์ อาจารย์" ไอ้ต้นชี้โบ้ชี้เบ้
"ด๊อนวอรี่ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องตกใจ" อาจารย์ดิวยกมือขึ้นทำให้ทุกคนสงบลง
"อะถือมีดไว้" อาจารย์ดิวยื่นมีดมาให้ไอ้ต้นถือไว้ แล้วหันไปจับไหล่ไอ้บ๋องคนติดตาม
" ปะ" จบคำ อาจารย์ดิวและไอ้บ๋องคนติดตามก็หายตัววับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน ปล่อยให้ไอ้ต้นและคนอื่นๆ นั่งงงอยู่ตรงนั้น

"อาจารย์หายไปแล้ว" ไอ้ต้นพูดสีหน้างงๆ
"อาจารย์หนีไปแล้ว"
"เฮ้ย อาจารย์กับไอ้บ๋องหนีไปแล้ว" คราวนี้ไอ้ต้นได้สติตะโกนขึ้น พร้อมกับกระโดดขึ้น ทุกคนต่างกระโดดหนีล้มลุกคลุกคลานกันไปคนละทิศละทาง (ไม่ต้องถามถึงผมนะ)​

"ห่าเอ้ย ไม่ได้เรื่องสักคน" ไอ้ต้นซอยฝีเท้าผ่านป่าดงพงไพรอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งผีอีเก๋ยืนเท้าสะเอวดูอยู่ตรงนั้น…
by นาคา
SHARE
Written in this book
ผีอีเก๋
เรื่องผีๆ และความเชื่อในส่วนลึกของคน
Writer
NaKar
Alone Man
เมื่อก่อนเขียนบันทึกลงสมุดบันทึก สมัยนี้ไม่ละ ยุคสมัยเปลี่ยนไป บันทึกจึงอยู่บนออนไลน์ แน่นอนว่ามันไม่มีวันหาย หรือบุบสลาย แต่มันก็ง่ายที่ความลับจะถูกเปิดเผย -_^ ช่างมัน

Comments