ชีวิตอมตะ
วิทยาการในยุคปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามาก เราสามารถทำหลายสิ่งที่ในอดีตเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน เราสามารถอยู่ใต้น้ำได้เป็นเดือน อยู่บนท้องฟ้าได้เป็นวัน ถึงขนาดออกไปอยู่นอกโลกได้เป็นปี แสดงให้เห็นว่าเราก้าวข้ามขีดจำกัดที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ได้หลายขั้น แต่มีบางสิ่งที่อยู่ในใจของมนุษย์มาตลอด สิ่งที่มนุษย์หลายต่อหลายรุ่นพยายามเอาชนะ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ สิ่งที่ทุกชีวิตต้องพบเจอ จุดหมายปลายทางสุดท้าย ความตาย
เช่นเดียวกับการบินบนฟ้า ในอดีตเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน แต่ในปัจจุบันเราบินกันเต็มท้องฟ้าไปหมด จะต่างอะไรกับความตาย วันนี้อาจเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันสักวันคงกลายเป็นความจริง

แต่นั้นคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆเหรอ? ชีวิตที่เป็นนิรันดร์ เวลาที่ไม่มีวันหมด 

ทุกวันนี้เราสามารถเอาชนะส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้แล้ว เราสามารถอยู่ได้นานกว่าอายุขัยที่ธรรมชาติให้มา อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในอดีต คงอยู่ที่ราวๆ 50 ปี (ไม่ได้หมายถึงอายุไขของร่างกายจริงๆ แต่เป็นอายุที่ตาย ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดก็ตาม) แต่ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่เสียชีวิตในช่วงอายุราว 70-80 ปี อีกส่วนที่มีอายุยืนยาวกว่านั้น และมีอีกไม่น้อยที่มีอายุยืนถึง 100 ปี (ส่วนมนุษย์ที่เสียชีวิตในช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ สาเหตุหลักๆ ก็มาจากอุบัติเหตุ และโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากร่างกายโดยตรง) นั้นหมายความว่าเราสามารถเอาชนะอายุขัยที่ธรรมชาติให้ไว้เป็นเท่าตัว แต่เราเรียกสิ่งมีอยู่ว่า "ชีวิต" ได้จริงๆเหรอ?
หลายชีวิตที่กล่าวมาในข้างต้นใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล มากกว่าในบ้านของตนด้วยซ้ำ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทนความเจ็บปวด ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ความสามารถในการทำกิจวัตรต่างๆก็ลดลง จนบางรายแทบจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย นั้นเหรอชีวิตอันยืนยาวที่เราต้องการ การหายใจต่อเพื่อเป็นภาระของตนเองและผู้อื่น 
นั้นคงทำให้หลายท่านคิดว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อายุขัยแต่เป็นที่ความเสื่อมถอยของร่างกายต่างหาก ถ้าอย่างนั้น หากการเป็นอมตะคือการที่ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันเสื่อมสภาพ ร่างกายที่คงกระพัน ไม่มีวันตาย สำหรับคนปกติทั่วไปนั้นคงฟังดูดี การได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความเจ็บป่วย ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องตาย
แต่อีกส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำให้เป็นอมตะไปกับร่างกายด้วย ส่วนที่เรายังไม่รู้จักมากนัก ส่วนที่เรายังไม่รู้ขีดจำกัด ส่วนของจิตใจ 
เราไม่อาจมองเห็นหรือให้คำจำกัดความที่แท้จริงเกี่ยวกับมันได้ หากจะใช้การอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า จิตวิญญาณเป็นเพียงปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีทางประสาท ก็อาจจะใช่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในหัวของเราเท่านั้น และนั้นก็อาจจะเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดที่เรามี(ในตอนนี้) หมายความเราสามารถควบคุมมันได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างนั้นหรือ? หากเราสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจให้เต้นอยู่ตลอดไปได้ เราก็อาจสามารถควบคุมความคิดในหัวได้ (หมายความว่ามันคงยากพอกัน) 

แล้วทำไมเราต้องควบคุมความคิดในหัวตัวเองด้วยล่ะ? 

เพราะในหัวของเรามันไม่ได้มีแต่ความรู้สึกทางบวก (หรือความสุข) มันมีความรู้สึกด้านลบ (ความเศร้า ความเสียใจ) อยู่ด้วย และหากคุณจะต้องมีชีวิตยาวนานตลอดกาลสิ่งหนึ่งที่จะเกิดในหัวของคุณอย่างแน่นอนคือ ความเบื่อหน่าย ลองคิดดูว่าคุณจะต้องทำเรื่องอย่างเดิมซ้ำไปมาทุกวันดูสิ แค่ทุกวันนี้มีเวลาอยู่จำกัดยังเบื่อกันแทบตาย (บางคนเบื่อจนตาย) เหมือนกับการเล่นเกมส์นั้นแหละ แรกๆมันก็สนุกตื่นเต้นดี นานวันเข้ามันยิ่งน่าเบื่อไปเรื่อยๆ ลองนึกภาพการเล่นเกมส์เดิมซ้ำไปมาตลอดกาลดูสิ (ในชีวิตจริงมันอาจจะไม่ใช่เกมส์เดิมตลอด แต่หากคุณอยู่ไปนานๆ สักวันหนึ่งคุณก็จะรู้เองว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรให้ทำมากขนาดนั้นหรอก สุดท้ายมันก็จะวนกลับมาในเกมส์เดิม) เพราะฉะนั้น เราจึงต้องควบคุมการทำงานของสมองเพื่อไม่ให้เกิดอาการเบื่อขึ้น เราจะได้ทำกิจกรรมเดิมซ้ำไปซ้ำมาโดยที่ไม่รู้สึกอะไร นั้นคือสิ่งที่เราต้องการเหรอ? กลายเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก

เพราะนั้นจะเป็นสิ่งที่เราเป็นหลังจากที่เราเป็นอมตะ

หากการเป็นอมตะเกิดขึ้นจริง กับสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง (สมมติว่าเป็นลิงสักตัวก็แล้วกัน) คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมัน มันจะกลายเป็นผู้นำของฝูง เพราะมันไม่อาจถูกฆ่าได้ ไม่นานมันก็จะกลายเป็นเจ้าป่า เพราะมันมิอาจแพ้การต่อสู้ได้ แล้วสุดท้ายมันจะกลายเป็นอย่างไร? กลายเป็นเทพเจ้าผู้เป็นอมตะอย่างนั้นรึ? นั้นมันความคิดของมนุษย์ทั้งนั้น

หากสัตว์ตัวหนึ่งกลายเป็นอมตะจริงๆมันก็จะไม่มีชีวิต มันจะไม่ต่อสู้ดิ้นรน เพราะไม่อาจถูกฆ่า มันจะไม่แสวงหาอาหาร เพราะมันจะไม่หิวตาย มันจะไม่สืบพันธุ์ เพราะตัวมันจะคงอยู่ตลอดไป สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นสิ่งสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไร้ชีวิต  

นั้นทำให้เห็นว่า คนเรามักลืมความหมายของคำว่า ความตาย ไปส่วนหนึ่ง ผู้คนมักคิดว่ามันคือจุดจบ ซึ่งก็จริง ความตายคือจุดจบของชีวิต แต่ความหมายอีกความหมายหนึ่ง ที่เรามักหลงลืมไปว่า ความตายก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเช่นกัน หากเราไม่ตาย ชีวิตก็จะไม่สมบูรณ์

หากท่านเคยอ่านวรรณกรรม บทกวี หรือได้ดูภาพยนตน์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นอมตะ ท่านจะพบเรื่องราวที่คล้ายกันใหญ่ๆ อยู่ 2 เรื่อง คือ

1. คนธรรมดา(ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตัวเอก) จะตามหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์

2. คนที่เป็นอมตะจริงๆ มักจะอยากตาย 

เพราะผู้ที่ได้รับมันเท่านั้นจึงจะเข้าใจมันอย่างแท้จริง ในวรรณกรรมหลายๆเรื่อง ผู้ที่เป็นอมตะ มักจะพูดสิ่งๆหนึ่งที่คล้ายกันเสมอ คือ “ความเป็นอมตะนั้นไม่ใช่พรจากสวรรค์ แต่เป็นคำสาป

แน่นอนว่าคนธรรมดาที่ตามหาความเป็นอมตะนั้น ย่อมเป็นผู้ที่ไม่เข้าใจชีวิต 

มีคำคำหนึ่งที่ผมเคยได้อ่านมา แต่จำไม่ได้แล้วว่าจากหนังสือเล่มไหน ใครเขียน แม้กระทั่งเขียนว่าอะไร แต่สิ่งที่ผมจำได้คือความหมายของมัน “ผู้ที่หาเจอแล้ว จะไม่แสวงหาอีก” ช่างเป็นคำที่ลึกซึ้งจริงๆ เพราะทุกวันนี้เรายังไม่เจอสิ่งที่หา เราจึงค้นหามันอยู่ตลอด จากหนังสือทุกเล่มที่อ่าน จากทุกบทความที่หาได้ จากทุกการกระทำในชีวิต เราล้วนตามหาบางสิ่งอยู่ แล้วหากวันหนึ่งเราหาเจอ เราก็จะไม่แสวงหาอีก นั้นคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าทำไมความเป็นอมตะถึงเป็นคำสาป 
หากวันหนึ่งเราใช้ชีวิตอมตะมานานพอ เราก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตคืออะไร เมื่อนั้นเราจะหยุดดิ้นรน แล้วตอนนั้นคำสาปของการเป็นอมตะก็จะวนกลับมาทำร้ายเราเอง หากถึงตอนนั้น มันก็คงจะสายเกินไป 
และหากใครคิดว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นอมตะก็ได้ แค่ได้มีชีวิตยืนยาวหลายร้อยปีก็พอแล้ว นั้นยิ่งน่าหนักใจเข้าไปใหญ่ หมายความว่าในชีวิตหลายสิบปีนี้ไม่มากพอที่จะทำให้เราค้นพบความหมายที่แท้จริงของชีวิตเลยหรือ ต้องใช้เวลามากขนานนั้นเลยหรือ? แล้วเวลาที่ผ่านมาล่ะ เวลาที่ผ่านพ้นไปโดยที่เราไม่เคยเข้าใจความหมายของชีวิตมันเสียเปล่าไปหรือไม่ล่ะ?
ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตเหมือนคนเป็นอมตะ ใช้มันอย่างไร้ค่า ใช้มันอย่างสูญเปล่าราวกับว่ามีเวลาตลอดกาล จะมีสักกี่คนที่ตายโดยเข้าใจความหมายของชีวิต ยอมรับมัน 

ผมว่าธรรมชาติไม่เคยทำอะไรผิด ทุกอย่างนั้นสมบูรณ์ในตัวของมัน อายุขัยของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกกำหนดขึ้น เพื่อความสมดุล ทุกชีวิตดำรงอยู่ด้วยเหตุผลของมัน 

ส่วนความหมายของคำว่าชีวิตนั้น คงล้ำค่าเกินกว่าจะบอกกล่าวได้
ถ้านี้เป็นบทความที่เขียนขึ้นเมื่อสองพันปีที่แล้ว ผมคงบอกคุณไปอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่ ความหมายของชีวิตนั้นมีคนมากมายพูดถึงมัน ทั้งศาสดา เจ้าลัทธิ หรือ เหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย แต่เคยสงสัยไหม ว่าทำไมคนหลายพันล้านคนยังไม่เข้าใจความหมายของมัน ไม่ใช่เพราะมันล้ำค่าเกินจะบอกได้ แต่มันไม่สามารถบอกได้ มันคือสิ่งที่คนคนหนึ่งจะเข้าใจมันเอง มันคือความหมายที่เราต้องค้นหาและเข้าใจมันด้วยตัวเอง ไม่มีใครบอกเราได้และเราก็ไม่อาจบอกใครได้

และสุดท้ายเมื่อเราหามันเจอ เราก็จะไม่ตามหามันอีก 

เราก็จะไม่ต้องการเวลาที่ไม่มีวันหมด เมื่อเราเข้าใจความหมายของมัน เราจะชื่นชมเวลาที่เรามีอย่างจำกัด ว่ามันมีค่าและงดงามขนาดไหน
SHARE
Writer
Pallas
Walrus
You say goodbye👋 I say hello👋

Comments