อาการกำเริบ
คืนก่อนฉันฝันประหลาด

ปกติเวลาที่อาจารย์เริ่มทวงงาน หรือใกล้วันเดดไลน์ ฉันจะฝันร้าย

ฝันว่าโดนอาจารย์ทวงงาน ด้วยถ้อยคำหรือน้ำเสียงที่ตำหนิ บางครั้งก็ดูถูกเหยียดหยาม

"หายไปอีกแล้ว นัดคุยมั้ย แก้อะไรไปบ้างรึยัง รู้มั้ยว่าต้องแก้อะไร"

นี่คือข้อความที่อาจารย์ส่งมาในครั้งล่าสุด 

มันไม่ได้ทำให้ฉันเครียดเท่าไหร่นะ

อาจารย์ที่ปรึกษาฉันเป็นผู้หญิง บางครั้งแกก็ดูห้าวๆ ดูเปิดเผย พูดตรง บางครั้งก็ดูร้ายๆ ชอบจิกกัด หลายคนบอกว่าแกดุ แต่ฉันเห็นว่าอาจารย์เป็นคนตลกและน่ารักเสมอมา ดูเป็นผู้หญิงโก๊ะๆ ด้วยซ้ำเวลาไม่คีพลุคขรึม แต่อย่างไรก็ตาม ฉันกลัวหล่อน 

ฉันกลัวอาจารย์ที่ปรึกษาตัวเอง 

ฉันหลีกเลี่ยงการพูดคุยและเผชิญหน้ากับแกเสมอมา

แม้ว่าอาจารย์จะเป็นทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาธีสิส เป็นอาจารย์นิเทศก์ฝึกงานของฉัน แล้วก็สอนฉันมาเป็นเวลาสองปีแล้ว เราเจอกันทุกเทอม บางเทอมเรียนกับแกสามวิชาเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันน่ะ กลัวอาจารย์คนมานี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่รู้จักกันแล้ว เพราะอาจารย์มีลักษณะบางอย่าง คล้ายผู้หญิงที่เคยทำฉันอกหักในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดในชีวิต ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็เป็นอาจารย์ของฉันอีกเช่นกัน *เหม่อ*

กลับมาที่ความฝัน

คืนนั้นฉันตื่นมาอย่างมีความสุข อย่างสบายใจอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ความฝันมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่

ฉันฝันว่าอาจารย์สนใจนิสิตคนอื่นมากกว่าฉัน อาจารย์ดูรักและเอ็นดูคนอื่นมาก ส่วนฉันก็ได้แต่จ๋อย ยืนมองเงียบๆ แต่แล้วอาจารย์ก็หันมาสนใจฉัน หล่อนลูบคางฉันเบาๆ แล้วบอกว่า ไม่ต้องเครียดนะเรื่องธีสิส มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เหมือนจะพูดทำนองนี้

ในฝันฉันรู้สึกตื้นตัน ฉันถามอาจารย์ว่าฉันจะทำยังไงดี ฉันทำธีสิสไม่ได้เลย ฉันไม่รู้จะทำยังไง

อาจารย์บอกฉันว่า "กลับไปหานักจิตวิทยาซะ ที่เคยเป็นน่ะ มันยังไม่หายดีนะ กลับไปรักษาต่อให้หาย"

ฉันงงมาก

มันเกี่ยวอะไรกัน

แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมา รู้สึกว่าใจมันเบาๆ แปลกๆ 

ในความฝัน ตอนที่อาจารย์จับคางฉัน มองฉันด้วยสายตาเอ็นดู ปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยนแบบนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันเคยได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษาคนปัจจุบัน หรืออาจจะเคย แต่น้อยจนจำไม่ได้ มันคือสิ่งที่ฉันเคยได้รับจากอาจารย์สมัยป.ตรีต่างหาก ฉันตื่นมาแล้วคิดถึงอาจารย์คนเก่ามากกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาตัวเอง

พอไปเล่าให้รุ่นน้องฟัง น้องก็ขำ บอกว่าฉันจับอาจารย์สองคนมารวมร่างซะแล้ว

ตอนนั้นฉันไม่คิดว่าการไปคุยกับนักจิตวิทยาจะช่วยอะไรได้ ฉันคิดว่าตัวเองหายดีแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว วันก่อนคุยกับแฟนเรื่องในอดีต ฉันก็ยังร้องไห้ออกมาอยู่ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นสัญญาณที่ดี อาการเก็บกดของฉันมันเบาลง ฉันสัมผัสความรู้สึกในใจได้ไวขึ้นมาก 

ฉันร้องไห้กับเรื่องอะไรไม่กี่ครั้ง มันก็หายแล้ว ความยากคือทำยังไงให้แตะโดนมันจนร้องไห้ออกมานี่แหละ อย่างเรื่องอาจารย์คนเก่า ก็เก็บไว้ตั้งสี่ปี กว่าจะร้องออกมาให้มันโล่งใจ

ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า "อาการกำเริบ"

คือมันมีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันประหลาดใจ ว่าคำพูดอาจารย์ในฝันนั้นถูกต้องที่สุดเลย 

ฉันต้องกลับไปรักษาตัวจริงๆแล้วหละ

เท้าความก่อนว่าในอดีตฉันเป็นคนที่กดดันตัวเองหนักมาก ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงคิดว่าฉันซีเรียสกับชีวิตเกินไป ฉันมองไม่เห็นว่าตัวเองผิดปกติ กระทั่งในวัยยี่สิบ ฉันเริ่มอยากตาย รู้สึกชีวิตมันเหนื่อยเกินไป เครียดหนักจนไม่ไปเรียน ไม่ส่งงาน ไม่อยากไปสอนพิเศษ (ตอนนั้นฉันเนิร์ดมากและเป็นติวเตอร์สุดฮอต) ฉันจึงเริ่มไปพบจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

จากนั้นมาฉันกลายเป็นคนที่ต่อต้านความกดดันทุกอย่าง ปกติจะทนไปจนไม่ไหว อันนี้คือหนีไม่คิดชีวิต ไม่ใช่ว่ารับมือกับมันได้ เรายังกดดันอยู่เหมือนเดิม แต่เรากลัวเราจะรับมันไม่ไหว เลยรีบหนี เช่น ลาออกจากงานทันทีที่รู้ตัวว่าเครียดเกิน หรือบอกเลิกแฟนเพราะกลัวถูกครอบครัวแฟนคาดหวัง สมัยเรียนป.ตรี ฉันไม่เคยส่งงานช้า ฉันอดหลับอดนอนเพื่อทำส่งให้ทัน แม้จะไม่อยากทำหรือยากเย็นแค่ไหน พอป.โทก็ฉันไม่เคยอดนอนสักคืน ฉันเริ่มทำงานหลังเดดไลน์ซะเลย จะได้ไม่ต้องกลัวส่งไม่ทัน เพราะยังไงก็เลทไปแล้ว

ตอนนี้ฉันก็มากลัวการทำธีสิส เพราะมันเครียด

ความเครียดเกิดจากการที่เรารู้สึกว่าภารกิจตรงหน้านั้นยากเกินกว่าจะรับมือ เราเลยเครียด และฉันก็คิดว่าการทำธีสิสมันยากมาก จนฉันถึงกับอยากพักการเรียนเลยหละ ฉันเหนื่อย รู้สึกเหมือนไม่มีแรงไปทำอะไรยากๆ อีกอย่างฉันเพิ่งได้งานประจำที่รายได้ค่อนข้างโอเค แพลนไว้แล้วว่าถ้าเก็บเงินเดือนละเท่านี้ๆ ฉันจะทำตามแผนการไปเรียนต่อต่างประเทศได้อย่างแน่นอน จะเรียนจบช้าลงสักเทอมก็ยังไม่เสียแผน แต่หลังจากได้คุยกับรุ่นพี่ ก็ตัดสินใจละว่าจะไม่ดรอป ทำตอนไหนมันก็ยากเท่ากัน ผัดวันประกันพรุ่งออกไปไม่ช่วยอะไร รีบเรียนให้จบดีกว่าจะได้มีเวลาทำสิ่งที่อยากทำ หาเงิน เก็บเงินไปเรียนต่อเยอรมัน ในสถาบันและหลักสูตรที่เล็งเอาไว้แล้วว่าจะเป็นที่นี่นี่แหละ

ฉันมีความสุขมากกกกกกกกก ที่ได้วางแผนที่เป็นรูปธรรมอีกครั้ง

ในที่สุดฉันก็จะได้ไปเรียนที่เยอรมนี ได้ใช้ภาษาเยอรมัน ได้เรียนสิ่งที่ฉันสนใจ ทุกอย่างลงตัวสวยงาม

แต่แล้ว...

แม่ก็พูดกับฉันว่า 

"ที่หนูวางแผนจะเก็บเงินไปเรียนต่อน่ะ เก็บน้อยลงได้มั้ย แบ่งมาช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านบ้าง"

ฉันรู้สึกว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะระหว่างที่ฉันโดนลดเงินเดือนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ฉันก็ไม่ได้ให้เงินเดือนแม่เหมือนเมื่อก่อน ค่าอาหารค่าของใช้ เวลาไปซื้อกับแม่แม่ก็จ่ายให้ ส่วนพ่อก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีเงินสด ซึ่งนั่นก็ทำให้แม่แพลนจะขอชื่อฉันไปกู้เงินมาใช้จ่ายในบ้านช่วงนี้ โดยบอกคนอื่นที่อาจต้องมาค้ำประกันว่าฉันเอามาจ่ายค่าเทอม 

ฉันไม่ชอบการกู้เงินเลย โดยเฉพาะเวลาที่ยังไม่เห็นแพลนว่าแม่จะหาเงินจากไหนมาจ่ายหนี้ ฉันมีเงินจำนวนมากกว่าที่แม่ต้องการจะกู้ด้วยซ้ำ มันอยู่ในสลากออมสิน เอาออกไปใช้ก่อนก็ได้ แต่แม่กลับให้ฉันเอาชื่อตัวเองไปกู้เงิน ให้เหตุผลว่าฉันอาจจะถูกรางวัล ไม่ควรขายสลากออกมา

เมื่อก่อนฉัน sensitive กับปัญหาการเงินมาก เพราะถูกแม่กดดันมาตั้งแต่อายุ 12 ว่าพ่อเกษียณแล้ว บ้านเราไม่ค่อยมีรายได้ แล้วพ่อก็ประหยัดเสียจนฉันรู้สึกขาดความสุขในชีวิต พอหาเงินเองได้ก็หาแบบไม่คิดชีวิต สอนพิเศษจนบางวันเกือบเป็นลม ไม่ค่อยมีเวลากินข้าวเที่ยง และไม่กล้าใช้เงินเยอะ

ตอนนี้ฉันว่าฉันอาการดีขึ้นแล้ว มุมมองต่อโลกและชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว อะไรผิดแผนก็พอจะรับมันได้มากขึ้น ไม่จะเป็นจะตายเหมือนตอนเป็นเด็ก

แต่อาการฉันดันมากำเริบเพราะบทสนทนาต่อไปนี้...

แม่: ไปซื้อของแม่ก็จ่าย ผ้าอนามัย สบู่แชมพู ขนมอะไรแม่ก็จ่าย

ฉัน: เดี๋ยวน้องก็ช่วยอีกคนแล้วนี่นา พอแหละ

(บ่นในใจว่ารัฐบาลห่วยแตก ไม่รู้จักยกเว้นภาษีผ้าอนามัย)

แม่: แล้วดูสิ บริษัทรับน้องเข้าทำงานรึยัง

ฉัน: ก็ต้องพยายามหาต่อไปรึเปล่า แล้วเห็นมันพยายามมั้ยอะ

แม่: เห็นใจน้อง งานทำเค้าออนไลน์ไม่ได้ เอ้อ แล้วงานของคุณอา น้องสมัครรึยัง

ฉัน: ก็ไปถามเขาสิ

แม่เดินเข้าห้องไป

ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าคุณอาฉันคนหนึ่งเสนองานให้น้องสาวฉัน แต่น้องก็ไม่เคยสนใจจะสอบถามหรือดูอยากจะทำ


.

.


.


"เห็นใจน้อง"

เห็นใจน้องงั้นเหรอ???

กลัาที่จะพูดนะ 

บอกฉัน ซึ่งพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงตัวเองและแม่ตั้งแต่อายุสิบเก้าจนยี่สิบห้า ให้เห็นใจน้องสาว ที่อายุยี่สิบสี่แล้ว แต่เพิ่งเริ่มลองสมัครงานไปไม่กี่ที่ และยังไม่ได้สักที่ วงเล็บว่าก่อนหน้านี้อยู่เฉยๆ เป็นปี บอกว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ไม่ตั้งใจอ่าน จนสอบเนไม่ผ่านสักตัว

พายุเริ่มก่อตัวในหัวของฉัน

ภาพในอดีตที่ฉันดิ้นรนหางานอยู่ตลอดเวลา

ความลำบากต่างๆ ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ

คำพูดที่ฉันบอกแม่เสมอว่าเอาเงินของฉันไปได้เลย

ภาพฉันในชุดทำงานออฟฟิศวันแรก 

ภาพที่ฉันโอนเงินให้แม่ทุกเดือน

ภาพที่แม่มาระบายปัญหาทุกอย่างให้ฉันฟัง ในขณะที่น้องปลีกตัวออกไป

ภาพฉันร้องไห้อยู่ในโรงพยาบาล

ภาพห้อง counseling ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรอบที่ฉันกลับเข้าสู่กระบวนการการเยียวยา

ในขณะที่น้องสาวของฉันยังนั่งๆ นอนๆ ขอเงินพ่อ ขอยืมของนั่นของนี่ของฉันใช้ไปวันๆ แล้วก็ยังชอบพูดอีกว่าไม่อยากอยู่กับคนแบบฉัน ดีอกดีใจเวลาฉันไปค้างกับแฟน

ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดฉายซ้ำไปมา

ฉันเริ่มอึดอัดขึ้นมาตั้งแต่ในท้องจนรู้สึกแน่นหน้าอก เหมือนในตัวร้อนผ่าว เหมือนมีอะไรกำลังระเบิดอยู่ข้างใน ฉันเห็นแก้วน้ำวางอยู่ ฉันอยากขว้างมันลงกับพื้นให้แตก แต่เมื่อฉันไม่ได้ทำตามความต้องการอาการอึดอัดในตัวจึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนฉันปวดหัว เหมือนท้ายทอยถูกเค้นขย้ำ ปวดหน่วงหนึบลามไปถึงขมับ อาการอยากขว้างสิ่งของยังคงอยู่ ฉันอยากจะก่นด่า อยากสาดถ้อยคำรุนแรงเกรี้ยวกราดออกไป

ฉันทักไประบายให้พี่สาวคนหนึ่งฟัง แต่มันก็ยังไม่ดีขึ้น

เสียงในหัวฉันยังเถียงกัน สาดอารมณ์ปะทะใส่กันเอง

"ไม่อยากมีน้องห่วยๆแบบนี้"

"แต่เราทุกคนก็มีจุดบกพร่อง เธอก็มี"

"น้องเหี้ย"

"มันไม่ใช่ความผิดน้องทั้งหมดหรอก พ่อแม่ต่างหากที่ทำให้น้องเป็นคนแบบนี้"

"แล้วทำไมฉันต้องเป็นบ้าอยู่คนเดียว"

"อย่ามองว่าตัวเองเป็นเหยื่อสิ เธอน่ะเก่งที่หางานทำได้ตลอด"

"แต่น้องมันไม่เคยพยายามหาเลย"

"ก็พ่อแม่ไม่เคยกดดันน้อง พ่อยอมให้น้องทำตัวแบบนี้"

"แล้วแม่ก็เดือดร้อน แล้วก็ลามมาถึงฉัน"

"..."

"เป็นเราทุกที"

"..."

ฉันรู้สึกเหมือนน้ำตากำลังจะไหล แต่ฉันร้องไห้เองไม่ได้

มันยากเกินไป

มันเอ่อขึ้นมา ย้อนกลับลงไป 

กลับขึ้นมา และแห้งเหือดหาย 

เป็นอยู่สองสามครั้ง

ทั้งเจ็บทั้งโกรธ มือเริ่มจะสั่น

ฉันไม่ชอบร้องไห้

แต่ข้างในมันถึงขีดจำกัดแล้ว

ฉันคิดว่าต้องเขียนอะไรบางอย่างออกมา ไม่งั้นฉันนอนไม่หลับแน่ ฉันต้องตื่นมาซักผ้า

นั่นคือจุดที่ทำให้ฉันตัดสินใจเปิดบันทึกหน้านี้ขึ้นมา

ฉันนึกไปถึงทวีตนึงที่บอกว่าลูกสาวคนโตของครอบครัวเอเชียต้องแบกรับทุกอย่าง

ไม่รู้สิ...

มันอาจจะจริงด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่แค่ค่านิยม

ฉันแค่สนิทกับแม่มากกว่าน้อง แม่เลยพูดทุกอย่างกับฉัน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันเปราะบาง

ฉันน่ะ เป็นคนที่ได้รับการปกป้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันดูบอบบาง ทุกคนพูดอย่างนั้น ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันเป็นแบบนั้น ฉันก็กำลังหาทางรับมือกับความเปราะบางของตัวเองอยู่ วิธีอื่นที่ไม่ใช่การเก็บกดอย่างในอดีต

ขณะที่พิมพ์อยู่ก็รู้สึกถึงเลือดที่ท่วมทะลักออกมาจนกลัวผ้าอนามัยจะรับไม่ไหว

หมอที่รักษาโรคเลือดจางของฉันคิดว่าอาการเลือดจางของฉันมันอาจจะเกี่ยวกับการที่ฉันประจำเดือนมามากผิดปกติ ทั้งที่เคยเป็นคนมาน้อยมาตลอด จนกระทั่งช่วงปลายปีก่อนที่อยู่ๆ ก็เยอะขึ้นมา เลยนัดให้ฉันไปตรวจเพิ่มกับหมอสู เผื่อมีเนื้องอกหรือผิดปกติอะไร 

แต่ที่แน่ๆ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันเลือดจาง ก็คือความเครียด ฉันเครียดแล้วเบื่ออาหาร เครียดแล้วนอนไม่หลับ น้ำหนักฉันลดไป 6 กิโลตั้งแต่ช่วงก่อนจะตรวจเจอว่าเลือดจาง เครียดเรื่องเรียนที่จู่ๆ ก็เหมือนเราหมดแรงไป ทำได้ไม่ดีเท่าเดิม เครียดเรื่องเงิน เพราะมีอยู่เดือนนึงฉันกินเยอะจนน้ำหนักขึ้น ใช้เงินเดือนจนหมด เลยเกิดช็อก ไม่เจริญอาหารอีกเลยตั้งแต่นั้นมา ทั้งที่อุตส่าห์ขอฝึกงานต่อที่เดิม ด้วยเหตุผลว่าอาหารอร่อย แต่ดันกินไม่ลงเสียนี่

ประจำเดือนมามากก็อาจเป็นเพราะเครียดได้เหมือนกัน แฟนฉันประจำเดือนมาติดกันสามสัปดาห์แล้ว เธอบอกว่าน่าจะเพราะความเครียด เธอเรียนแพทย์เฉพาะทาง เรียนหนักกว่าฉันเยอะเลย

แฟนฉันก็เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน

ทำไมล่ะ...

ทำไมต้องมาคาดหวังกดดันลูกสาวคนโตกันขนาดนี้

ตอนที่ฉันได้ยินเพื่อนพี่หวานพูดว่า 

"เห็นใจเจ้เขาหน่อย เขาเป็นลูกสาวคนโต พ่อแม่เขาหวังไว้มาก"

ประโยคนั้นทำให้ฉันตัดสินใจบอกเลิกพี่หวานได้ในทันที

ฉันเกลียด

เกลียดสภาวะที่ต้องถูกกดดันคาดหวัง

ฉันสู้มาหลายปีเพื่อปลดแอกให้ตัวเอง

สู้เพื่อจะได้ไม่ต้องคอยแบกรับความคาดหวังจากใคร

ถ้าต้องมาอยู่กับคนที่ไม่สู้เพื่อปลดตัวเองออกมา

ฉันไปก่อนหละ

แต่พี่หวานบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ครอบครัวเธอไม่ได้เรียกร้องกดดันอะไร

งั้นฉันว่าพี่หวานกับฉันก็คงคล้ายกันแหละ

เราสนิทกับแม่ เราแบกความคาดหวังของผู้หญิงที่เรารักที่สุดมาตั้งแต่ยังเด็ก

แต่พี่หวานอยู่กับมันได้ ค่อยๆ ปรับตัวกับความกดดันเหล่านั้นได้

ส่วนฉันทำไม่ได้ หากฉันไม่โวยวายเกรี้ยวกราดใส่แม่ แม่ก็จะไม่หยุดมายุ่งกับฉัน ในเวลาที่ฉันไม่พร้อมรับความเครียดเพิ่มอีก

ฉันอ่อนไหวกับคำพูดเล็กๆ น้อยๆ

มันก็แค่คำว่า "เห็นใจน้อง" 

ประโยคสั้นๆ เท่านั้นแหละ

ที่ทำให้ฉันสติแตกขึ้นมาขนาดนี้

เพราะทุกคนลืมไว แต่ฉันแทบไม่เคยลืมอะไร

โดยเฉพาะความเจ็บปวด

เอาหละ มาลองพยายามก้าวผ่านมันไปอีกครั้งกันเถอะ

จะกลับไปคุยกับนักจิตวิทยาแล้ว

คนที่สามละรอบนี้ 

หวังว่าครั้งนี้ฉันจะรักษาอาการภูมิแพ้ความกดดันจนหายได้เสียที










SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

nananatte
1 month ago
เทคแคร์นะคะ คุณ shallot
Reply
Shallot
1 month ago
ขอบคุณค่ะคุณณัฐ เช่นกันนะคะ <3
blackclash
1 month ago
อ่านแล้วเพลินมาก ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีดี
Reply
Shallot
1 month ago
ขอบคุณเช่นกันค่ะ :)