แผลเป็นในจิตใจ
    
                                                        ตอนที่1  
                                                  "ความจริงของป๊า" 
         
               สวัสดีค่ะ นักอ่านทุกท่าน ดิฉันในวัยที่ 27 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันก็ตัดสินใจได้สักที ว่าถึงเวลาแล้วที่ตัวเองจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตตนเอง ผ่านการเขียนบล็อกนี้ เพื่อที่มันจะเป็นประโยชน์ และให้แง่คิด แก่ผู้อ่านที่ผ่านมาเห็นบล็อกนี้ เรื่องราวที่ดิฉันจะเล่าดังต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงของดิฉันเอง และยืนยันได้ว่าไม่มีการแต่งเติมเนื้อเรื่องเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น 
              ดิฉันเกิดในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตามที่ปรากฏในใบสูติบัตร แม่ของดิฉันเป็นคนอีสานและพ่อของดิฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีนทางภาคกลาง(ในที่นี้ดิฉันเรียกว่าป๊า) แต่ครั้งแรกที่ดิฉัน "จำความได้" ดิฉันก็อายุประมาณ 5 ขวบ ที่เติบโตและอาศัยอยู่ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนอยู่ที่จังหวัดหนึ่งอยู่ทางภาคกลางในขณะนั้นแล้ว โดยที่ในบ้านของครอบครัวป๊าของดิฉันอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวขยาย ในบ้านมี อาม่าวัย 92 ปี, ป๊าในวัย 60 ปี, ตั่วโกว (น้องสาวของป๊าคนที่ 1), หยี่โกว (น้องสาวของป๊าคนที่ 2) และลูกพี่ลูกน้องอีก 2-3 คน ดิฉันในวัย 5 ขวบตอนนั้น ที่จำความได้คือ ตอนนั้นดิฉันอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นกับทั้งป๊า อาม่า และญาติ ๆ ทุกคนในบ้านดูแลดิฉันดีเหมือนกับหลานคนอื่น ๆ โดยที่แม่ของดิฉันไม่ได้อยู่ด้วย แต่แม่จะมาหาสัปดาห์ละครั้งและซื้อขนมมาให้ ทุกครั้งที่แม่มาหา แม่จะนั่งตรงม้านั่งที่หน้าบ้าน โดยที่ไม่แม่ไม่เคยเข้าไปในบ้านเลยสักครั้ง มีแต่ดิฉันกับป๊าจะออกมาหาแม่และนั่งคุยกันที่หน้าบ้านทุกครั้ง ฉันเคยถามป๊าว่าว่าทำไมแม่ไม่เคยมานอนที่บ้านนี้เลย ป๊าได้แต่พูดติดตลกกับดิฉันว่า "ก็แม่หนูเป็นคนติ๊งต๊อง อาม่าไม่ชอบ" แล้วป๊าก็หัวเราะ แต่ความจริงที่ฉันมารู้ที่หลังตอนที่แอบได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านคุยกันคือ ที่บ้านไม่ชอบแม่ของฉัน และไม่ยอมรับแม่ของฉันเป็นสะใภ้ เพราะคนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่เช่นบ้านของป๊าฉันจะไม่ค่อยยอมรับสะใภ้ที่เป็นคนอีสาน และยิ่งแม่ของฉันเป็นภรรยาคนที่ 2 ของป๊าด้วยแล้ว เพราะป๊าเคยแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นครอบครัวเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนกันมาก่อน และมีลูกชายด้วยกัน1คน กับภรรยาคนแรก แต่ภายหลังก็ได้เลิกรากันไปนานแล้ว จนป๊าได้มาเจอแม่ของฉันและได้ตัดสินใจอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่มีพิธีสมรสและไม่มีการจดทะเบียนสมรส ผู้อ่านคงแปลกใจว่าทำไมป๊าของฉันถึงมีอายุ 60 ปี ในขณะที่ตอนนั้นฉันมีอายุเพียง 5 ขวบ เพราะตอนป๊าคบกับแม่ป๊าก็อายุ 50 กว่าๆแล้ว ในขณะที่แม่ของดิฉันอายุ 30 ต้นๆ ข้อมูลที่พอรู้ในตอนนั้นคือแม่ดิฉันจบแค่ป.4 และป๊าจบม.6 ก่อนหน้านี้ป๊าของฉันมีอาชีพเป็นล่ามเพราะป๊าพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ แต่พออายุมากขึ้นป๊าก็ออกจากงานมาทำอาชีพขับรถแท็กซี่รับนักท่องเที่ยวจีน ส่วนแม่ไปทำงานกับน้าที่เป็นน้องสาวแท้ๆของแม่ อยู่อีกที่นึง โดยที่ดิฉันอยู่ในความดูแลของป๊าที่บ้านอาม่า จนระยะหลังๆมา ฉันสังเกตว่าป๊าไม่ได้ไปขับรกแท็กซี่เหมือนแต่ก่อน แม่มาหาที่บ้านบ่อยขึ้น แต่ทุกครั้งที่มาบ้าน แม่กับป๊าจะคุยกันแค่ 2 คน โดยไม่ให้ฉันนั่งอยู่รับฟังด้วยเลยสักครั้ง และแล้ววันหนึ่งป๊าก็พาฉันออกจากบ้านที่อาศัยอยู่กับอาม่าและญาติๆ ไปอยู่บ้านหลังใหม่ในละแวกเดียวกัน เป็นบ้านจัดสรรที่ป๊ากับแม่ซื้อไว้ และเป็นวันที่ฉันรู้สึกดีใจมากในชีิวิตเด็กคนนึงที่แม่จะย้ายเข้ามาอยู่กับฉันและป๊าสักที ในที่สุดเราก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก แต่หลังจากนั้นได้ไม่นาน ฉันก็เริ่มสังเกตว่าระยะหลังๆ แม่จะทำงานหนักขึ้นและกลับดึกขึ้น หรือแทบไม่ได้กลับบ้านเลย จนป๊ากับแม่มีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ป๊าจะเป็นฝ่ายยอมแม่ซะมากกว่า บางครั้งป๊าก็โดนแม่ขว้างปาสิ่งของใส่ถึงกับต้องทำแผลอยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม่แต่ฉันเองที่ทำผิดนิดเดียวแม่ก็จะตีทันทีเพราะแม่เป็นคนอารมณ์ร้อน แต่โชคดีที่ป๊าคอยปกป้องฉันตลอด แม่เป็นแบบนี้บ่อยขึ้นจนฉันเองรู้สึกไม่ชอบใจทุกครั้งที่แม่กลับมาบ้าน ฉันไม่อยากให้แม่กลับบ้านมาทะเลาะกับป๊า ฉันต้องแอบฟังสิ่งที่ป๊ากับแม่คุยกันด้านบนตรงข้างบรรไดตลอด โดยไม่กล้าลงมาดูเหตุการณ์ แกล้งหลับบ้างทั้งๆที่ได้ยินป๊ากับแม่ทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน "ฉันไม่ชอบเลย เมื่อไหร่แม่จะออกจากบ้านสักที" ฉันเกิดคำถามนี้ในใจบ่อยครั้ง ทุกคืนที่ฉันนอนกับป๊า ฉันแอบร้องไห้ใต้ผ้าห่มพร้อมกับใช้มือปิดปากไว้ไม่ให้ป๊าได้ยินเสียงทุกครั้งเพราะฉันสงสารป๊ามาก พักหลังๆ ป๊าเริ่มมีอาการไอเรื้อรังบ่อยขึ้น แม่มาหาที่บ้านบ่อยขึ้นและแทบไม่ทะเลาะกับป๊าเลย แต่ฉันสังเกตเห็นถุงยาที่แม่นำมาจากโรงพยาบาลเยอะขึ้น แต่ฉันในตอนนั้นยังอ่านหนังสือไม่ออกว่าเขียนว่ายาอะไร แต่รู้ว่าป๊าน่าจะไม่สบายแต่ทำไมถุงยามันเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ แล้วทำไมป๊าต้องกินยาเยอะขนาดนั้น พอหลังจากแม่กลับไปทำงานฉันอดสงสัยไม่ได้เลยถามป๊า ป๊ามีแต่ตอบกลับมาว่า "ป๊า ไม่ได้เป็นไรเลย หนูไม่ต้องห่วงป๊านะ ป๊าสบายมาก ป๊าแค่ไม่สบายนิดหน่อย" ป๊าพูดเสร็จป๊าก็หัวเราะ พร้อมกับแกะซองบุหรี่ในมือ จุดไฟแช็คแล้วออกไปสูบที่หน้าบ้าน เพราะป๊ารู้ว่าฉันไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ เคยมีหลายครั้งที่ป๊าเผลอวางบุหรี่ไว้ แล้วฉันเอาไปเอาขยำทิ้งหลังบ้าน ป๊ารู้ทุกครั้งแต่ป๊าไม่เคยว่าอะไรฉันเลย ป๊ารักฉันมาก รักฉันมากกว่าที่ฉันรู้สึก เพราะไม่ว่าฉันจะทำอะไร พูดอะไร หรือทำผิดแค่ไหน ป๊าไม่เคยด่าว่า ไม่เคยตีฉันเลยสักครั้ง มิหนำซ้ำยังคอยปกป้องและให้ท้ายฉันทุกครั้งที่แม่ด่าว่าและลงไม้ลงมือตีฉัน ถึงขนาดที่ป๊าสู้กับแม่เพื่อปกป้องฉัน 
        และแล้ววันที่ฉันต้องจดจำในชีวิตวัยเด็กก็มาถึง วันนั้นแม่พาป๊าและฉันไปโรงพยาบาลเพราะอาการป่วยของป๊าไม่ดีขึ้นเลย วันนั้นเรานั่งรถโดยสารไปโรงพยาบาล ขากลับมีเพียงฉันกับแม่กลับบ้านมาแค่ 2 คน แม่บอกว่าป๊าต้องนอนรอดูอาการที่โรงพยาบาล สัก2-3 วัน ฉันจำประโยคที่แม่พูดได้ดี "เดี๋ยวเราค่อยมารับป๊ากลับบ้านกัน เดี๋ยวป๊าหนูก็หายแล้ว" หลังจากนั้น 3 วัน แม่ก็พาฉันมาโรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้ฉันเห็นป๊าในห้องผู้ป่วยพิเศษสภาพป๊าคือคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง มีสายยางต่างๆเต็มไปหมด ที่สำคัญป๊าพูดไม่ได้แล้ว ฉันสังเกตเห็นที่คอของป๊ามีรอยเจาะรูใส่ทอสายยางเข้าไปในคอ ป๊านอนลืมตามองมาที่ฉันกับแม่ ฉันเรียกเท่าไหร่ป๊าก็ไม่ตอบ ฉันอยู่ในสภาวะที่ทั้งงงและสับสน สรุปแล้วป๊าป่วยเป็นอะไรกันแน่ ไหนแม่บอกว่าป๊าจะหายแล้วจะกลับบ้านพร้อมกันวันนี้ ระหว่างที่กำลังสับสนเกิดคำถามมากมายในใจ แม่ชวนฉันลงไปซื้อน้ำเปล่าที่ร้านสะดวกซื้อของโรงพยาบาลระหว่างทางฉันสังเกตเห็นแม่ร้องไห้ น้ำตาแม่ไหลอาบสองแก้ม แม่ไม่พูดอะไรเลย ฟ้าเริ่มมืดแล้วแม่จึงต้องพาฉันกลับบ้าน ฉันถามแม่ว่า "แม่ทำไมเราไม่นอนกับป๊าที่นี่" แม่ตอบกลับมาว่า "ไม่ได้ ที่โรงพยาบาลเชื้อโรคเยอะ เดี๋ยวไม่สบาย เป็นเด็กเป็นเล็กเขาไม่ให้นอนที่โรงพยาบาลนะลูก ไว้วันหลังค่อยกลับมาเยี่ยมป๊าใหม่ วันนี้กลับบ้านกันก่อน ค่อยมาเยี่ยมป๊าใหม่วันหลัง" ระหว่างนั่งรถโดยสารกลับบ้านฉันสังเกตสีหน้าแม่ แม่เอาแต่นิ่ง และน้ำตาไหลตลอดจนรอดจอดตรงป้ายรถโดยสารทางเข้าบ้าน ฉันเดินตามหลังแม่และร้องไห้กับแม่ ฉันเลยตัดสินใจถามแม่ตรงๆ "แม่ ป๊าเป็นอะไร แม่บอกหนูได้มั้ย ทำไมแม่ถึงเอาแต่ร้องไห้ ป๊าเป็นอะไร ทำไมป๊าไม่กลับบ้านพร้อมเรา ทำไมป๊าพูดไม่ได้ แม่..." จังหวะนั้นแม่หยุดเดินแล้วหันหลังกลับมาหาฉัน แม่วางประเป๋าลงข้างทางและแม่ก็นั่งลงพร้อมกับกอดฉันแล้วแม่ก็ร้องไห้ สักพักแม่พูดขึ้นว่า "ป๊าหนูเค้าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายแล้วนะลูก ป๊าเราสูบบุหรี่เยอะ ป๊าไม่หายแล้วนะ ป๊าต้องเจาะคอป๊าเราพูดไม่ได้แล้วนะ ป๊าหนูต้องนอนโรงพยาบาล ถ้าป๊าออกมาป๊าจะไม่รอดนะลูก" ค่ำวันนั้นที่กลางถนนหน้าบ้านตอนนั้น เป็นวันที่ฉันต้องจดจำไปตลอดชีวิตจริงๆ ฉันร้องไห้ไม่ออกเพราะฉันเห็นแม่ร้องไห้อยู่ แต่ฉันในตอนนั้นพอเดาออกได้ว่า"ป๊าจะไม่สามารถกลับมาอยู่กับหนูเหมือนเดิมได้อีกแล้วใช่ไหมนะ แล้วหนูจะทำไงต่อไปถ้าหนูไม่มีป๊า หนูจะอยู่กับใคร หนูไม่ได้อยากอยู่กับแม่หนูคิดถึงป๊าจัง" คืนนั้นฉันแอบนอนร้องไห้ทั้งคืนโดยที่ไม่กล้านอนใกล้แม่ เพราะกลัวแม่ได้ยินเสียง กลัวแม่รู้ว่าฉันกำลังแอบร้องไห้อีกแล้ว ฉันกลัวแม่คิดมาก ฉันไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้อีก แต่ฉันจะทำยังไงต่อไป ในตอนนั้นฉันรู้เพียงแต่ว่าป๊าคงเหลือเวลาอีกอยู่กับฉันอีกไม่มากแล้วจริงๆ...


 

                                                                        รออัพเดตตอนที่ 2 ให้อ่านต่อกันนะคะ



SHARE
Writer
NUNA1993
Writer
Life

Comments