กุหลาบ สายประดิษฐ์ ‘ศรีบูรพา’ ผู้ต่อสู้กับระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช
หากพูดถึงชื่อ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” หลายคนคงจะสงสัยว่าเขาคือใครกัน กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2448 เขาเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทย เขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในฐานะนักเขียนบนกระดาษที่ว่างเปล่าแต่ส่งสร้างผลงานทรงคุณค่า ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น “สงครามชีวิต”, “ข้างหลังภาพ”, “แลไปข้างหน้า” ยังเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้ และนอกจากนี้เขาก็ยังเป็นนักต่อสู้กับระบอบเผด็จการและความอยุติธรรมในสังคมอยู่ต่อเนื่อง แม้ว่าเขาจะถูกข่มแหงและถูกจับกุมอยู่หลายครั้ง ภายใต้อุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité)

กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขาได้ทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับกับการเขียนหนังสือ การผลิตความรู้ ใน 2 เรื่องใหญ่ จนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า สติฟั่นเฟือง ส่งเข้าโรงพยาบาลบ้าเป็นการสั่งสอน ความผิด 2 เรื่องใหญ่ของกุหลาบ ได้แก่ ประการแรก เขาถูกตัดสินว่าเขียนประวัติศาสตร์อย่างจงใจผลิตเรื่องราวอันเป็นเท็จขึ้นมา อีกประการหนึ่งคือ การลักลอบเอาหนังสือหอหลวงออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังลอกผลงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือและวารสารของตน

นอกจากนี้กุหลายยังชอบคุยโวว่าตนมีหนังสือเก่ามากมายในครอบครอง แถมรอบรู้เรื่องราวเก่าๆ ธรรมเนียมโบราณ จนปัญญาชนชั้นสูงของสยามในเวลานั้นหลายคนเคารพนับถือ บ้างก็หมั่นไส้ดูแคลนเขา

การกระทำความผิดใหญ่น้อยไม่ว่าเรื่องใด ย่อมมีองค์ประกอบสำคัญง่ายๆ ได้แก่ 1) การกระทำ 2) กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ หรือระบบคุณค่าทางบางอย่างที่นำมาใช้ตัดสินการกระทำดังกล่าว แต่กฎหมายกฎเกณฑ์หรือระบบคุณค่าที่ใช้ตัดสินนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และอาจเปลี่ยนในช่วงที่กุหลาบผลิตผลงาน แถมระบบคุณค่าดังกล่าวยังปรับใช้ (และไม่ใช้) แบบไทยๆ นั่นคือ ใช้และไม่ใช้ตามสถานะของผู้ถูกกระทำ

สมมติว่ากุหลาบเป็นเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า ที่ปั้นแต่งเรื่องเกี่ยวกับอดีตหรือจงใจปลอมเอกสารประวัติศาสตร์ขึ้นมาแล้วถูกจับได้ เราจะยังใช้ชื่อของพระองค์ท่านเป็นคำกริยาในทางลบสำหรับพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ ถ้าหากว่าการลอกผลงานเป็นความผิด กุหลาบลอกต่างจากหลายร้อยคนในอดีตก่อนหน้าเขาอย่างไรจึงเป็นความผิด

กุหลาบเป็นคนที่ “ขวางพระเนตรพระกรรณ” ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเจ้านายบางพระองค์มาหลายปีก่อนที่เขาจะถูกลงโทษ ทั้งๆที่กุหลาบไม่เคยรู้จักหรือสนทนากับพระเจ้าอยู่หัวหรือเจ้านายเหล่านั้นแต่อย่างใด แถมเขายังแสดงออกบ่อยครั้งว่าเขาจงรักภักดี แต่พฤติกรรมขวางพระเนตรพระกรรณของเขาเป็นเรื่องที่บังอาจวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว

การวิจารณ์อย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงทุกประเภทเป็นทุกขลาภในสังคมไทย คือการวิจารณ์เจ้า ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์จึงเต็มไปด้วยขวากหนาม ตั้งแต่มาตรา112 จนถึงชีวิต ถ้าเช่นนั้น การวิจารณ์คืออะไรในสังคมไทย วิจารณ์อย่างไรจึงไม่ถูกกล่าวหาว่าบ้าฟั่นเฟือง ในเมื่อการวิจารณ์มีอันตรายขนาดนั้น เมื่อไหร่เราควรหลบหลีก เมื่อไหร่ควรเผชิญหน้ากับอันตรายที่มากับการวิจารณ์กัน?

ความผิดของกุหลาบ มีผู้ศึกษาบรรยายไว้แล้วสรุปกรณีที่ข้อเขียนของเขากลายเป็นปัญหาขึ้นมาจนถึงกับประนาม ประจาน และไต่สวน รวม 4 กรณีด้วยกันได้แก่

กรณีที่หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2426 เขาตีพิมพ์หนังสือ คำให้การขุนหลวงหาวัด ออกจำหน่ายและเป็นที่ฮือฮาในบรรดาผู้นิยมหนังสือเก่าในขณะนั้น แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล่าเจ้าอยู่หัวเคยทอดพระเนตรเอกสารโบราณฉบับต้นมาก่อนแล้ว จึงทรงทราบว่า คำให้การขุนหลวงหาวัด ของกุหลาบเป็นฉบับดัดแปลงแต่งเติมจากเอกสารโบราณซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งทำให้พระองค์ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือลงโทษกุหลาบในกรณีนี้ แต่ตรงกันข้าม ชื่อเสียงของกุหลาบเริ่มปรากฎตั้งแต่ 2424 ในฐานะผู้รู้เรื่องเก่า

กรณีที่สอง เมื่อปลายปี 2443 (ร.ศ. 119) กุหลาบตีพิมพ์ข้อเขียนในวารสารสยามประเภทของเขา อธิบายระเบียบการระราชทานเพลิงศพพระสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรณหิศ โดยอธิบายธรรมเนียมที่เขาอ้างว่ามีมาแต่โบราณ แต่ปรากฎว่าผิด พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ให้มีการไต่สวน ทีแรกกุหลาบอ้างว่าเอามาจากตำราเล่มที่ตนอ่าน และอ้างว่าได้ยินมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ แต่สุดท้ายกรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงวัง สรุปในรายงานการไต่สวนว่า กุหลาบสารภาพว่าไม่มีหนังสือเล่มดังกล่าว และไม่พบผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นแหล่งความรู้ของกุหลาบในเรื่องดังกล่าว ความผิดนี้โดยสรุปคือเป็นการประจานนายกุหลาบแต่ไม่มีการลงโทษอย่างอื่น

กรณีที่สาม กุหลาบเขียนและตีพิมพ์พระประวัติสามเด็จพระสังฆราชปสสเทว (สา) แถมยังทูลเกล้าถวาย 2,000 ฉบับเพื่อเป็นหนังสือสำหรับงานพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราช พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า กุหลาบคงต้องการโฆษณาตัวเอง อวดรู้ว่ารู้จักสมเด็จพระสังฆราชดี แต่กลับเต็มไปด้วยข้อความน่าสงสัยและผิดๆ จึงทรงโปรดให้ตั้งกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวนเห็นว่ากุหลาบทำความผิดถึง 7 ประการ (อ่านเพิ่มเติม) เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชที่เขาเรียบเรียงขึ้น หนังสือของกุหลาบจึงไม่ควรเป็นที่เชื่อถือและถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกด้วย แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้โทษจำคุกเป็นเพียงภาคทัณฑ์ไว้

กรณีที่สี่ เมื่อ 2449 สยามประเภท ตีพิมพ์เรื่องแต่งของกุหลายว่าครั้งสุโขทัยเป็นราชธานีมีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระปิ่นเกษ และพระองค์ต่อมาทรงพระนามว่า พระจุลปิ่นเกษ โดยในรัชสมัยหลังนี้สุโขทัยต้องเสียพระนครแก่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงกริ้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงพระนามของพระองค์ไปเกี่ยวข้องกับการเสียบ้านเสียเมือง กุหลาบถูกลงโทษไปคุมไว้ที่โรงเลี้ยงบ้า (โรงพยาบาลบ้า) 7 วันแล้วปล่อยตัวไป

ความทรงจำที่สังคมไทยมีต่อกุหลาบผ่านความทรงจำและสายตาของปัญญาชนชั้นเจ้านายของไทย จึงเป็นเรื่องของคนแก่ที่ออกจะเพี้ยนๆ หลงตัวเอง และอวดรู้ หรือแต่งเรื่องขึ้นมาแล้วอ้างว่าเป็นเรื่องจริง และการลอบเอาเอกสารออกจากหอหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อเอามาลอกไว้ตีพิมพ์ขาย

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การกระทำของกุหลาบหลายอย่างเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาโดยไม่มีหลักฐานยืนยันหรือเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาเอง เช่นกรณีเรื่องพระปิ่นเกษและพระจุลปิ่นเกษ กษัตริย์แห่งสุโขทัย การตีความเพิ่มเติมเอาเองอย่างสมเหตุสมผลตามความรู้ความเข้าใจในขณะหนึ่งๆ โดยยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ แล้วปรากฎว่าผิด เช่น รายละเอียดของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพของสมเด้จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ หรือข้อมูลหลายอย่างในพระประวัติสมเด็จพระสังฆราช ความผิดสองประการหลังเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่แทบทุกคน รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และ 6 สมเด็จกรมพระยาดำรง และนักประวัติศาสตร์อาชีพในสมัยปัจจุบัน
เราสามารถนึกถึงตัวอย่างอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ปัญญาชนทุกฝ่ายทำพลาด ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา เจ้าหรือไพร่ เช่น ความรู้และความเชื่อเรื่องท้าวสุรนารี หรือความรู้ความเชื่อเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมแห่งชาติ

การกระทำดังกล่าว เรามักเรียกว่าการ “สันนิษฐาน” นักวิชาการสันนิษฐานผิดแล้วต้องแก้ใหม่เป็นเรื่องปกติ ไปจนถึงทักทักนึกว่าเป็นความจริงที่พิสูจน์ไปแล้วก็มี ลืมไปว่าทีแรกเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เช่น ข้อสันนิษฐานว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไต น่านเจ้าเป็นของไทย สุโขทัยไม่มีทาส เป็นต้น

ความรู้ความเชื่อจำนวนมากในสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็คทรอนิคส์ปัจจุบันมาจากคำบอกเล่าไร้ที่มาที่ไป มาจากหนังสือที่บันทึกกันผิดๆ แต่แรกผิดแล้วผิดต่อๆกันมา นานวันก็เข้าใจว่าเป็นความจริง งานเขียนจำนวนมากในไทยแลนด์สวรรค์ที่ยกยอสรรเสริญมนุษย์บางคนจนกลายเป็นเทวดา เก่งจนเทวดาตัวจริงต้องยอมแพ้

การชำระพงศาวดารและสังคายนาคัมภีร์โบราณ ก็ไม่ได้หมายถึงการสะสางกวาดล้างปาฏิหาริย์ออกจากตัวบท หรือการตัวสอบข้อเท็จจริงกับหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้เชิงประจักษ์ แต่กลับเต็มไปด้วยการต่อเติมเสริมแต่งเข้าไปใหม่โดยชำระในสมัยหลังๆ เองจนกว่าพงศาวดาลหรือคำภีร์นั้นจะถูกต้อง หมายความว่าผู้ชำระจงใจและมุ่งหมายดัดแปลงต้นฉบับ ไม่เก็บรักษาคำหรือความหมายให้ตรงตามต้นฉบับ สมเด็จกรมพระยาดำรงก็ทรงทำอย่างเดียวกันในคราวที่ทรงชำระพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ฉบับที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์นิพนธ์ไว้เสียจนสะอาดด้วยการตรวจสอบหลักฐานและสันนิษฐาน ตัดตอน เสริมแต่งตามที่พระองค์ทรงเห็นว่า “ถูกต้อง”

สมเด็จกรมพระยาดำรงทรงนิพนธ์ว่า กุหลาบลักลอยเอาเอกสารออกจากหอหลวง แล้วแอบคัดลอกไว้เป็นของตน แต่ในขณะเดียวกัน กุหลาบมอบหนังสือเก่าจำนวนหลายสิบให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณ หลายรายการระบุชัดว่าคัดมาจากหนังสือหอหลวง บางเล่มไม่ได้รับการตีพิมพ์จนหลายสิบปีต่อมา ถ้ากุหลาบแอบลักลอบแต่งเติมเพราะกลัวคนอื่นจะรู้ แล้วเขามอบเอกสารที่ตนลอบคัดลอกจากหอหลวงให้พระหอสมุดทำไม เขาจะส่งฉบับปลอมไปให้ผู้ปกครองฉบับจริงทำไม แถมในกรณี 'อภินิหารบรรพบุรุษ' เขาจงใจลอกผิดๆ เพื่อมอบให้หอสมุดโดยไม่คิดจะตีพิมพ์ทั้งฉบับที่อุตส่าห์ทำขึ้นมาเลยหรืออย่างไร หรือนี่อาจะหมายความว่ากุหลาบไม่ได้คิดจะปกปิดว่าตนได้หนังสือมาแล้วลอกเอาไว้อย่างแอบๆ อย่างที่สมเด็จกรมพยาดำรงเข้าใจ หากเป็นเช่นนั้น การดัดแปลงแก้ไขแต่งเติมก็ไม่ใช่การกระทำเพื่อหลบหลีกความผิดแต่อย่างใด ในขณะที่ ถ้าการดัดแปลงแต่งเติมเป็นไปตามจารีตธรรมเนียมการ “สร้าง” ตำราและคัมภีร์แบบโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นการประกอบคุณความดีอย่างหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการผลิตฉบับ “ปลอม” เพราะฉบับคัดลอกดัดแปลงก็ถือเป็นผลงานฉบับ “จริง” ไปอีกแบบ

กรณีสำคัญที่กุหลาบถูกลงโทษเข้าโรงเลี้ยงบ้า คือกรณีที่แต่งเรื่องกษัตริย์สุโขทัยจุลปิ่นเกษเสียเมือง ข้อความที่กุหลาบเขียนถึงกรณีนี้มีเพียงสั้นๆว่า กรุงสุโขทัยเป็นราชธารีสยามฝ่ายเหนือ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพระราชวงค์คือ “สมเด็จพระจ้าวจุฬปิ่นเกษ” หลังจากนี้กรุงสุโขทัยก็ตกเป็นหัวเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา มีหลายงานเคยตีพิมพ์เกี่ยวกับวงศ์กษัตริย์สุโขทัยมาก่อน แต่ในครั้งก่อนๆ ซึ่งข่าวเคยกล่างถึง 'พระเจ้าปิ่นเกษ' นั้น เขาไม่เคยกล่าวถึงพระเจ้าจุฬปิ่นเกษเลย ครั้งเดียวนี้ทำให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงกริ้วและส่งกุหลาบเข้าสู่โรงพยาบาลเสียจริต

กุหลาบทำเช่นนี้ทำไม พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่ากุหลาบจงใจเทียบเคียงให้หมายถึงพระองค์ และให้มีนัยว่าพระองค์จะเป็นที่สุดของพระราชวงศ์เช่นกัน เราอาจจะถกเถียงว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงตีความเลยตัวอักษรมากไปเพราะไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีข้อความใด เป็นหลักฐานชัดเจน แต่เราอาจกล่าวได้เช่นกันว่า จู่ๆ พระเจ้าจุฬปิ่นเกษ ก็โผล่ขึ้นมาโดยมีสาระสำคัญตรงที่เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายก่อนเป็นเมืองขึ้น เราคงไม่มีทางรู้แน่ชัดว่ากุหลาบต้องการจะ “ล้อ” หรือสื่อความหมายของเขาจริงหรือไม่ หรืออันที่จริงเขากำลังแต่งพงศวดารอย่างปัญญาชนสมัยเขาทำเป็นเรื่องปกติโดยไม่มีเจตนาทางลบ

ความผิดของกุหลาบจึงไม่น่าอยู่ที่จงใจบิดเบือนประวัติศาสตร์จนข้อเท็จจริงผิดเพี้ยนอย่างที่ถูกตัดสิน แต่ตรงกันข้าม ความผิดของเขาอยู่ที่เรื่องของเขาอิงประวัติศาสตร์มากเกินไป ใช้ชื่อบุคคล สถานที่ กรณีพิพาท และยุคสมัยที่ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์มากเกินไป แถมใช้รูปแบบการประพันธ์แบบความเรียงทางประวัติศาสตร์ซึ่งดูสมจริงมากเกินไป

ข้อน่าขบคิดเรื่องของสุโขทัยในขณะนั้นเป็น “ประวัติศาสตร์” หรือยัง? ณ พ.ศ. 2449 ที่กุหลาบเขียนเรื่องนี้ขึ้น สุโขทัย ยังอยู่คาบเกี่ยวระหว่างปริมณฑลของเรื่องปรัมปรากับปริมณฑลของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เรื่องของสุโขทัย พระร่วง ยังจัดเป็นเรื่องปรัมปรา ทำนองเดียวกัน ท้าวแสนปม พระยาโคตรบอง และอื่นๆ ดังปรากฏใน คำให้การชาวกรุงเก่า และ พงศาวดารเหนือ เป็นต้น เรื่อง “แต่ง” โดยอาศัยสุโขทัยเป็นท้องเรื่องมีอยู่หลายชิ้น ที่เป็นรู้จักกันดีคือ นางนพมาศ และเรื่องพระร่วงวาจาสิทธิ์ เป็นต้น

ความผิดที่กุหลาบปฏิเสธลำบากก็คือ เรื่องที่เขาแต่งเป็นการวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 อันที่จริง ความผิดที่เขาถูกตัดสินลงโทษอย่างเป็นทางการไม่ใช่การบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การบิดเบือนประวัติศาสตร์เป็นประเด็นต้องวินิจฉัย เพราะหากกุหลาบพูดความจริงที่พิสูจน์ได้ในทางประวัติศาสตร์ เขาอาจจะหลุดจากความผิดหมิ่นนี้ได้ ตามมาตรฐานสมัยนั้นไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าสาระที่พูดเป็นความจริงหรือไม่ ครั้งจะเอาบรรทัดประวัติศาสตร์ไปตัดสินการแต่นิทานก็ยังพบว่ากุหลาบจงใจกุเรื่องขึ้นมา

ภายหลังถูกตัดสินและถูกดูแคลนจากวงวิชาการอำมาตย์เมื่อปี 2443 และ 2449 กุหลาบยังคงเขียนและพิมพ์ผลงานที่น่าสนใจอีกหลายชั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะโดนลงโทษดูแคลน แต่กุหลาบก็ยังคงไม่หยุดเขียนและผลิตงานตามแบบของเขา

กุหลาบไม่ใช่คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำการลอก แต่ง หรือสร้างงานเขียนในแบบก่อนประวัติศาสตร์จนต้องถูกชำระสะสางด้วยตัวแทนของประวัติศาสตร์แบบใหม่ที่น่าเชื่อถือกว่า พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ 4 รัชกาล โดยพระเจ้ายาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ก็ถูกชำระสะสางใหม่เช่นกัน ท่านเป็นคนหัวสมัยใหม่ในรุ่นของท่าน เป็นปัญญาชนผู้นำทางความคิดที่ทันสมัย ท่านเขียนพระราชพงศาวการ 4 รัชกาลขึ้นมาใหม่โดยประมวลจากเอกสารต่างๆ ของทางราชการ แต่ทว่าท่านเดินตามจารีตพงศาวดารแบบเดิมและตามโลกทัศน์ของรัฐก่อนสมัย ไม่ใช่การเขียนประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่ จึงมีข้อความหลายแห่งตลอดเลามที่ชนชั้นนำสมัยใหม่ของยุครัชกาลที่ 5 เห็นว่าต้องดัดแปลงแก้ไข “ชำระ” ให้ถูกต้องเหมาะสม

ฉะนั้น ความผิดของกุหลาบจึงไม่ใช่เพียงแค่พฤติกรรม กุ ลอบ ลอก หรือแต่งข้อความอันเป็นเท็จขึ้นตามประวัติศาสตร์ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างอื่นนอกเหนือการกระทำและบรรทัดฐานทางวิขาการที่เอามาตัดสินการกระทำของเขา ต้องมีการกระทำหรือระบบคุณค่าบางอย่างในสังคมไทยที่ทำให้กุหลาบถูกเพ่งเล็งมีความผิด ในขณะเดียวกันการกระทำทำนองเดียวกันโดยชนชั้นนำเองกลบไม่เป็นความผิด นั่นคือ กุกลาบอาจเอื้อมกระทำในสิ่งที่มิอาจบัควร จนกลายเป็น “ขวางพระเนตรพระกรรณ” ของพระเจ้าอยู่หัวและชนชั้นสูงขึ้นมา

ทางเดียวที่จะช่วยกุหลาบให้พ้นจากข้อหาหมิ่นได้ ก็ต้องยกเลิกข้อหานี้ แล้ววันนั้นเราคงจะได้อ่านประวัติศาสตร์ด้วยมุมมองแบบ “ตาสว่าง” กัน

งานประวัติศาสตร์ค่อนข้างจะอ่านยากสักหน่อยตรงใช้สำนวนถ้อยคำ แต่ถ้าเข้าใจเนื้อเรื่องก็ไม่ใช่ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบอ่านประวัติศาสตร์เท่าไหร่ เนื้อหาค่อนข้างเยอะและมีหลายเหตุการณ์ที่ถึงแม้จะรู้จุดหนึ่ง แต่ก็มีอีกหลายจุดที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกัน งานของกุหลาบเป็นอีกงานที่ชวนอ่าน บางงานถูกจัดว่าเป็นหนังสือต้องห้ามสำหรับรัฐไทย ซึ่งพออ่านไปแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันไปส่งผลกระทบร้ายแรงต่อรัฐไทยอย่างไร อาจจะเป็นเพราะบางงานทำให้คน "ตาสว่าง" หรือชวน "ขบคิด" เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่รัฐหรือผู้มีอำนาจพยายามปิดกั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากสังคมก็เป็นไปได้


อ่านเพิ่มเติม: http://www.kulap.org/
https://www.sm-thaipublishing.com/content/7426/kulap-saipradit-siburapha
เจ้าพ่อ ประวัติศาสตร์ จองขมังเวทย์: กุ ลอบ ลอก แต่งแบบไพร่ๆ ความผิดของ ก.ศ.ร. กุหลาบที่ตัดสินโดยนักประวัติศาสตร์อำมาตย์ : ธงชัย วินิจจะกูล
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments