The beach this time, it was quite good [OS]
“ตัวๆ ” วิธีการเรียกที่แตกต่างและไม่เหมือนใครทำให้บยอลอีหันหน้าไปมองเจ้าของเสียงได้โดยไม่ต้องหยุดคิดว่าเป็นใคร เพราะคนที่เรียกเธอแบบนี้ก็มีแค่น้องสาวตัวน้อยของเธอเท่านั้น

“อะไรคะ? ” บยอลอีตอบรับด้วยเสียงนุ่มพร้อมกับใบหน้าที่ฉาบไปด้วยรอยยิ้มหวาน ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่พบเจอจากบยอลอีได้ไม่บ่อยนัก เพราะหญิงสาวเก็บมันเอาไว้ใช้เฉพาะกับน้องสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่น...อย่าได้หวังเลยว่าเธอจะพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางแบบนี้

“เสาร์อาทิตย์นี้ตัวจะต้องทำอะไรรึเปล่า” น้องสาวตัวแสบของบยอลอีเอ่ยถามด้วยท่าทางสดใสร่าเริง หากแต่กลับเป็นคำถามที่ทำให้หางตาขวาของเธอกระตุกติดๆ กันถึง 2 ทีราวกับเป็นลางบอกเหตุ หญิงสาวแอบรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่ในฐานะพี่สาวคนโตที่รักน้องยิ่งกว่าอะไรดีก็ทำให้เธอยังคงตอบน้องแบบตรงไปตรงมา

“ไม่มีนะคะ ฮวีนถามเค้าทำไมเหรอ”

บนใบหน้าของคนตัวเล็กปรากฏเป็นรอยยิ้มกว้างที่แสนสดใสขึ้นมาในเวลาเดียวกันกับที่ได้ยินคำว่า ไม่มี เธอลุกขึ้นเดินเข้าชาร์จคนเป็นพี่แบบไม่มีรั้งรอ มือเล็กทั้งสองจับลงที่แขนของคนโตกว่าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ถ้าตัวไม่ได้ทำอะไร งั้นพาเค้าไปบางแสนหน่อยสิ! ”

รอยยิ้มที่เคยอยู่บนหน้าของบยอลอีเลือนหายไปในพริบตาก่อนจะตามมาด้วยการปฏิเสธ

“ไม่เอาค่ะ เค้าไม่ไปหรอก ถ้าฮวีนอยากไปก็ขับรถไปเองสิ”

คำตอบของคนเป็นพี่ทำให้รอยยิ้มของฮวีอินถูกลบไปเช่นเดียวกัน คนอายุน้อยเปลี่ยนเป็นหน้ามุ่ยเมื่อถูกพี่สาวสุดที่รักขัดใจ

“ทำไมอ่า ตัวไม่อยากไปเที่ยวกับเค้าเหรอ” ฮวีอินงักลูกไม้ลูกอ้อนออกมาใช้ เธอเขย่าแขนของคนเป็นพี่เพื่อเรียกร้องความสนใจ

ถ้าเป็นปกติเมื่อเจอท่าทางแบบนี้เข้าไปบยอลอีก็คงจะใจอ่อนและยอมกลืนคำว่า ไม่ ให้กลายเป็นคำว่า ได้ ในทันที แต่เพราะประสบการณ์หลายครั้งหลายหนทำให้เธอยังคงหนักแน่นในคำตอบของตนเอง

“ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ เค้ารู้ว่าฮวีนจะไปเดทกับฮเยจิน ที่ชวนเค้าไปก็แค่อยากได้คนขับรถ เค้าน่ะไม่อยากไปนั่งเป็นกขค. อีกแล้ว” บยอลอีอธิบายทุกอย่างอย่างเสร็จสรรพ

ถ้าหากนี้เป็นการชวนไปเที่ยวทะเลเฉยๆ เธอก็อาจจะตอบตกลงอยู่หรอก แต่เธอน่ะรู้ทันและรู้ดีว่าที่น้องสาวตัวแสบมาชวนเธอไปก็แค่อยากจะได้คนขับรถสักคนที่พ่วงตำแหน่งผู้ปกครองเท่านั้น ส่วนคนที่น้องสาวเธออยากชวนจริงๆ ก็คือเพื่อนนักศึกษาร่วมคณะและสาขาที่ชื่อฮเยจิน ที่นอกจากจะเป็นเพื่อนแล้วยังพ่วงตำแหน่งคนคุยของเจ้าตัวอีกด้วย

ถึงแม้จะเอ็นดูฮเยจินอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ฮวีอินเริ่มๆ คุยกับฮเยจินน้องก็มีเวลาให้เธอน้อยเหลือเกิน แล้วแบบนี้จะให้บยอลอีตอบตกลงในเรื่องที่เป็นการสนับสนุนคนที่แย่งตัวน้องสาวของตัวเองไปน่ะเหรอ? ไม่มีทางซะหรอก

หน้าของฮวีอินยู่ยิ่งกว่าเก่าเมื่อโดนปฏิเสธซ้ำเป็นรอบที่สอง แต่ถึงจะโดนคนเป็นพี่ปัดข้อเสนอทิ้งเธอก็ยังคงไม่ถอดใจ

“ตัวอ่า ตัวก็รู้ว่าแม่ไม่ยอมให้เค้าขับรถไกลๆ เอง ถ้าตัวไม่ไปด้วยเค้าก็ไปไม่ได้ แล้วนี่ก็เพิ่งผ่านวันเกิดฮเยจินไป แต่เค้ายังไม่ได้ให้ของขวัญวันเกิดฮเยจินเลยนะ ตัวไปกับเค้าหน่อยไม่ได้เหรอ” ความสามารถในการออดอ้อนที่สะสมมาตั้งแต่เกิดถูกดึงมาใช้ทั้งหมด เธอพูดด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับดวงตาดวงเล็กที่เบิกกว้างเป็นประกายระยับไม่ต่างอะไรจากลูกหมาน้อย มือที่ก่อนหน้านี้ที่ใช้เขย่าก็เหลือเพียงแค่เขี่ยเรียกความสนใจจากคนเป็นพี่

บยอลอียังคงนิ่งเงียบ หากแต่ฮวีอินรู้ดีว่ามันคือความอดทนเฮือกสุดท้ายที่คนเป็นพี่ที่พยายามจะไม่หลงกลเธอ ฮวีอินจึงงัดเอาไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้ เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้พี่สาวที่รักมากกว่าเดิม พร้อมทั้งส่งเสียงที่หวานกว่าเก่า

“น้าตัวน้า ไปกับเค้าน้า”

แล้วคิดว่าสภาพของคนที่รักน้องสาวสุดชีวิตจะเป็นยังไงกัน?

K.O.

“ค่ะ เสาร์นี้เค้าจะพาตัวกับฮเยจินไปบางแสน”





ปากพาจนจริงๆ เลยบยอลอี!

มือทั้งสองข้างของหญิงสาวขยี้หัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด เธอไม่ได้หงุดหงิดน้องสาวสุดที่รักหรอกนะที่พอมาถึงบางแสนก็พาตัวเองกับเพื่อนสาวคนสนิทเดินลงไปเล่นทะเลแล้วทิ้งเธอเอาไว้คนเดียว นี่มันไม่ได้ผิดไปจากภาพในหัวของบยอลอีเลยสักนิด เธอก็รู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าจะโทษใครก็คือตัวเธอเอง ตัวเธอคนเดียวเลยที่รู้ทั้งรู้ก็ยังตอบตกลงขับรถมาให้

“เฮ้อ” บยอลอีผ่อนลมหายใจยาวให้ลมออกมาจนหมดปอดเป็นการระบายเพราะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้

หลังจากทั้งทึ้งหัวและถอนใจเธอก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย บยอลอีจึงจัดผมเผ้าของตัวเองให้กลับเป็นทรงเรียบร้อย ก่อนที่เธอจะหยิบข้าวของที่เตรียมมาจากบ้านออกมาจากกระโปรงท้ายรถ ทั้งเสื่อ เครื่องดื่ม ของกิน และข้าวของเครื่องใช้อีกเล็กน้อย หญิงสาวปิดฝากระโปรงท้ายแล้วจึงหอบหิ้วทุกอย่างไว้กับตัว เธอค่อยๆ เดินเลียบหาดไปเรื่อยๆ เพื่อหามุมสงบบนหาดที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนทั้งลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้ใหญ่วัยไม้ใกล้ฝั่ง

หลังจากเดินออกมาไกลบยอลอีก็เลือกจับจองทำเลของตัวเอง ณ ใต้ต้นมะพร้าวต้นสูงต้นหนึ่งจากบรรดาต้นมะพร้าวมากมายที่เรียงรายอยู่ริมหาดเป็นแถว

เธอปูเสื่อที่เอามาบนพื้นทรายก่อนจะวางข้าวของอื่นๆ ลงบนเสื่อ จากนั้นก็ถอดรองเท้ารัดส้นสีกาแฟที่สวมใส่อยู่ เธอจอดมันไว้ที่ขอบเสื่อก่อนจะนั่งลงบนเสื่อผืนกว้าง

บยอลอีนั่งลงในท่าขัดสมาธิ เธอเลือกนั่งลงบนมุมหนึ่งของเสื่อที่ได้รับเงาจากใบมะพร้าวที่อยู่สูงขึ้นไป แม้ว่าใบมะพร้าวจะไม่ได้หนาพอที่จะปกคลุมและให้ร่มเงาทั้งหมด แต่มันก็ดีกว่านั่งกลางแดดเปรี้ยง อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นโชคดีที่วันนี้ฟ้าค่อนข้างปิดแดดเลยไม่แรงมากนักอีกทั้งลมก็เย็นสบาย หากอากาศร้อนกว่านี้เธอคงจะยิ่งอารมณ์เสียใส่ตัวเองที่ตอบตกลงคำขอให้มาเที่ยวบางแสนเป็นเพื่อนของน้องสาว

หญิงสาวหยิบกระติกน้ำออกมาจากกระเป๋าผ้า เธอเปิดขวดและดื่มน้ำแก้กระหายไปพลางสลับกับมองน้องและเพื่อนสนิทของน้องที่อยู่ห่างออกไปติดชายทะเลและกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุก

การได้ดูน้องเล่นสนุกกับเพื่อนสาวทำให้จิตใจของบยอลอีที่แอบหัวเสียสงบลงได้บ้าง แม้ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของน้องจะไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับ แต่รอยยิ้มที่เกิดจากความสุขที่ได้เล่นสนุกกับคนที่ตัวเองชอบบยอลอีก็มองว่ามันเป็นเครื่องประดับที่สวยงามที่สุดบนโลก อย่างน้อยบนความน่าเบื่อของการมาทะเลก็ยังมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่บ้าง





“ขอโทษนะคะ จะรังเกียจมั้ยคะถ้าฉันจะขอนั่งด้วย” เสียงคนที่ดังมาจากตำแหน่งที่แทบจะไม่ห่างออกไปเรียกให้บยอลอีหันไปทางที่มาของเสียงได้อย่างถูกต้อง

บยอลอีเงยหน้าขึ้นมองไปทางด้านขวาของเสื่อก่อนเธอจะพบกับหญิงสาวร่างบางคนหนึ่ง ประเมินจากสายตาแล้วบยอลอีคิดว่าหล่อนน่าจะอายุเท่าๆ กันกับตัวเธอ หรืออย่างมากก็คงจะห่างกันบวกลบไม่ถึงสองปี หล่อนเป็นผู้หญิงที่บยอลอีพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าสวย เรือนผมสีดำยาวถึงกลางหลังแลดูสุขภาพดี ส่วนเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนเรือนร่างคือชุดกระโปรงผ้าพลิ้วลายมัดย้อมสลับกันระหว่างสีขาวกับน้ำเงินคราม

อีกฝ่ายฉีกยิ้มแป้นให้กับเธอในทันทีที่สายตาทั้งสองสบกัน เมื่อเห็นใบหน้าสวยที่สว่างสดใสราวกับดวงอาทิตย์ในยามเช้าบยอลอีก็เผลอตอบรับคำขอไปโดยไม่ทันได้คิด

“ย...ยินดีค่ะ”

สาวสวยที่มาขอนั่งด้วยนั่งลงยังที่ข้างๆ บยอลอีแต่ก็ไม่ได้นั่งใกล้ชิดกันมากนัก ระหว่างทั้งคู่ยังคงมีพื้นที่เว้นระยะห่างไว้บ่งบอกถึงความสนิทสนมที่ไม่มีอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

หลังจากหล่อนจัดแจงวางข้าวของและตัวเองลงบนเสื่อจนได้ท่าทางที่ถนัดแล้วก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นการสนทนาขึ้นก่อนเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันน่าอึดอัดเกินไปนัก

“มาคนเดียวเหรอคะ”

จริงอยู่ที่ปกติบยอลอีไม่ได้ชอบสุงสิงกับใครมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้เป็นคนประเภท มนุษยสัมพันธ์ติดลบ เมื่อถูกถามมาและเห็นท่าทางของคนที่นั่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ดูมีพิษมีภัยอะไร คำถามก็ไม่ดูละลาบละล้วงเกินไป เธอจึงยินดีที่จะตอบคำถามนั้น

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันมากับน้องสาวแล้วก็เพื่อนของน้อง”

“เอ่อ...น้องของคุณจะมานั่งด้วยรึเปล่าคะ ฉันจะได้ไม่รบกวน” อีกฝ่ายแสดงท่าทางลังเลสงสัยไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของบยอลอี หล่อนทำท่าจะลุกขึ้นยืนหญิงสาวเจ้าของเสื่อจึงรีบเอ่ยเสริมขึ้นมา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เชิญตามสบาย สองคนนั้นไปเล่นน้ำกัน มีแค่ฉันนั่งอยู่คนเดียวค่ะ”

“อ๋อ” สาวสวยพยักหน้าอย่างเข้าใจและวางตัวสบายๆ ก่อนที่จะต่อบทสนทนาจากเรื่องเดิม

“แล้วคุณไม่ไปเล่นน้ำกับน้องสาวเหรอคะ”

“พอดีฉันไม่ค่อยชอบเล่นน้ำเท่าไหร่น่ะค่ะ”

“อ๋อ แปลกดีนะคะ มาทะเลแล้วมานั่งเฉยๆ ” อีกฝ่ายยิ้มกว้างพร้อมกับแสดงความคิดเห็น

“ฉันไม่ค่อยอยากเลอะน่ะค่ะ ยิ่งพอเห็นคนเยอะก็ยิ่งไม่ค่อยอยากเล่น ได้อยู่เฝ้าของแบบนี้แล้วก็ดูน้องเล่นไปแค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้วค่ะ” บยอลอียังคงตอบกลับเป็นอย่างดีอีกครั้ง

อีกฝ่ายหันหน้ามามองบยอลอีเมื่อได้ยินคำตอบ หน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความประหลาดใจกับคำตอบที่คาดไม่ถึง

“คุณนี่...เป็นพี่สาวที่น่ารักจังเลยนะคะ” จู่ๆ อีกฝ่ายก็ชมเธอโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทำเอาบยอลอีถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความเขินไปครู่ใหญ่

“ข...ขอบคุณค่ะ” เธอแก้เขินด้วยคำกล่าวขอบคุณ

แม้จะคุยกันมาแค่ไม่กี่ประโยค แต่เธอว่าการคุยกับหญิงสาวที่นั่งข้างๆ มันก็โอเคนะ หากไม่นับรวมคำชมเมื่อสักครู่แล้วการได้คุยกับอีกฝ่ายก็สนุกดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งเหงา ดังนั้นเพื่อให้บทสนทนาดำเนินไปได้เธอจึงเริ่มถามกลับบ้าง “แล้วคุณล่ะคะ มาคนเดียวเหรอคะ”

คนที่ถูกถามขำเบาๆ ด้วยท่าทางน่าเอ็นดูก่อนจะตอบคำถามของบยอลอี

“ฉันก็มากับเพื่อนค่ะ เพื่อนสองคนของฉันก็กำลังเล่นน้ำอยู่เหมือนกัน อยู่ตรงโน้นน่ะค่ะ” หล่อนตอบพร้อมกับชี้ไปทางผู้หญิงสองคนที่กำลังเล่นน้ำอยู่ไม่ห่างจากจุดที่ฮวีอินและฮเยจินกำลังเล่นน้ำสักเท่าไหร่นัก

เมื่อได้ยินคำตอบของหล่อนบยอลอีก็อดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจ “แล้วคุณไม่ไปเล่นน้ำกับเพื่อนคุณเหรอคะ”

“อันที่จริงก็ตั้งใจไว้อย่างนั้นนะคะ” หล่อนตอบคำถามเพียงสั้นๆ พร้อมกับอมยิ้มบางๆ

คำตอบของหล่อนทำให้บยอลอีรู้สึกงงงวย เธอไม่ค่อยเข้าใจในความหมายที่อีกฝ่ายจะสื่อสักเท่าไหร่จนต้องหันหน้าไปมองพร้อมส่งสายตาที่บอกว่า ไม่เข้าใจ

หญิงสาวร่างบางแอบหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขยายความประโยคก่อนหน้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “คือฉันกับเพื่อนพวกเราชอบเล่นทะเลกันมากๆ เลยล่ะค่ะ เล่นกันมาตั้งแต่มัธยม จนมหาลัย จนทำงาน พอมีเวลาว่างก็มักจะนัดกันมาทะเล ครั้งนี้ก็เหมือนกันค่ะ”

“แล้วทำไม…? ”

“ทำไมวันนี้ฉันถึงไม่ไปเล่นเหรอคะ? เหตุผลของผู้หญิง คิดว่าคุณน่าจะเข้าใจดี ฉันก็เพิ่งรู้ตอนที่แวะปั๊มระหว่างขับรถมา ที่จริงเพื่อนฉันก็บอกนะคะว่าในเมื่อไปเล่นด้วยกันไม่ได้แล้ว งั้นก็ไปทำอย่างอื่นมั้ย แต่ฉันรู้นะคะว่าเพื่อนฉันรอที่จะได้มาเล่นทะเลตั้งนานก็เลยบอกให้เพื่อนไปทำตามที่อยากส่วนฉันก็มานั่งอยู่แบบนี้”

บยอลอีถึงกับอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว เธอแอบรู้สึกเสียใจแทนอีกฝ่ายอยู่หน่อยๆ ถึงจะเพิ่งรู้จักกันแต่ความรู้สึกแบบนี้ใครๆ ก็มีกันได้ เธอเข้าใจมันดีเลยล่ะ “ฉัน...เสียใจด้วยนะคะ”

“ขอบคุณนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่ให้ฉันนั่งด้วย ไม่งั้นฉันคงต้องนั่งรอเพื่อนคนเดียวไปเรื่อยๆ ”

“ด้วยความยินดีค่ะ” หญิงสาวหันไปมองและตอบกลับคนที่นั่งข้างๆ ส่วนอีกฝ่ายก็ส่งยิ้มกลับมาให้เธอเช่นเดียวกัน





“ปกติ...คุณมาทะเลบ่อยเหรอคะ” บยอลอีเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาบ้างหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบดูหาดทราย สายลม และเกลียวคลื่นอยู่พักใหญ่

“ถ้าเป็นแต่ก่อนก็บ่อยนะคะ สมัยเรียนมหา’ลัยฉันกับเพื่อนชอบหาเรื่องมาเที่ยวทะเลกันตลอดเลยค่ะ”

“ดูเหมือนคุณจะชอบทะเลมากเลยนะคะ” บยอลอีตั้งข้อสังเกต

“ชอบมากๆ เลยแหละค่ะ ถึงปกติฉันจะชอบลงไปเล่นน้ำแต่การได้นั่งดูทะเลเฉยๆ ก็ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้มากเหมือนกัน เหมือนหลุดไปอยู่โลกอีกใบหนึ่งที่ไม่ต้องเครียดเรื่องงาน ธรรมชาติมันดีจริงๆ นะคะ แล้วคุณล่ะคะชอบทะเลรึเปล่า” อีกฝ่ายพูดตอบเธอทีเดียวแบบไม่พักหายใจแม้น้อย และตบท้ายด้วยการถามกลับ

“ถ้าถามว่าชอบมั้ย...ก็ชอบนะคะ เวลาอยู่กับคลื่นอยู่กับทรายมันดีกว่านั่งอยู่บ้านหรือนั่งทำงานเป็นไหนๆ แต่ว่าฉันไม่ค่อยชอบแดดเท่าไหร่ ถ้าให้เลือกระหว่างทะเลกับภูเขา ฉันก็จะตอบภูเขาค่ะ”

พอได้ยินคำว่าภูเขา หญิงสาวก็หันมามองบยอลอีก่อนจะขยับยิ้มบางๆ

“ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมคุณถึงชอบภูเขา”

บยอลอีแอบเลิกคิ้วเล็กๆ และขำเบาๆ อย่างฉงนสงสัย กับการที่คนเราแค่มองกันเฉยๆ จะทำให้รู้ได้เลยเหรอว่าชอบอะไร “เรื่องนี้มันดูออกกันได้ด้วยเหรอคะ”

“ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่คุณดูชอบอยู่คนเดียว ก็น่าจะชอบภูเขามากกว่าทะเล”

“ฉันดูเป็นแบบนั้นเหรอคะ”

“ทั้งที่ต้องเดินมาตั้งไกลแต่คุณก็เลือกนั่งตรงนี้ที่ไม่ค่อยมีคน แล้วคุณก็ดูจะไม่ค่อยชอบแดดเท่าไหร่ มาทะเลส่วนใหญ่ก็เจอแดดทั้งนั้นก็เลยคิดว่าคุณน่าจะชอบภูเขามากกว่า”

“คุณดูออกจริงๆ ด้วยค่ะ” บยอลอียกยิ้มบางๆ ให้กับสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบาย เธอไม่คิดเลยว่าคนที่เพิ่งจะเจอกันจะดูออกได้มากขนาดนี้

“ฉันก็แค่คาดเดาแล้วมันถูกเองค่ะ”

ต่างคนต่างนั่งนิ่งไปอีกชั่วอึดใจก่อนที่บยอลอีจะเริ่มพูดต่อ แม้ว่าปกติเธอจะค่อนข้างรักสันโดษอย่างที่อีกฝ่ายว่า แต่ทุกอย่างก็มักจะมีข้อยกเว้น นอกจากน้องสาวสุดที่รักแล้วกับคู่สนทนาที่นั่งข้างๆ ก็เหมือนจะเป็นอีกคนที่ทำให้เธออยากคุยต่อไปได้

“ว่าแต่คุณไม่กลัวแดดเหรอคะมาทะเลแบบนี้ เห็นผู้หญิงไม่ค่อยจะชอบแดดกันสักเท่าไหร่”

“ทีคุณเองยังนั่งริมทะเลได้เลยนะคะ”

“ผู้หญิงอย่างฉัน...ก็ไม่ค่อยมีความเป็นผู้หญิงเท่าไหร่นะคะ” เจ้าของเสื่อขำออกมาอย่างแรงพร้อมกับสายตาที่มองชุดตัวเองสลับกับชุดของอีกฝ่ายอยู่ 2-3 ที ขณะที่คนข้างๆ ใส่ชุดเดรสผ้าเนื้อบางทีพร้อมจะปลิวไปตามลมได้ตลอดเวลา แต่เธอกลับใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่ง มองยังไงก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะดูเป็นผู้หญิงตามคำนิยามของสังคมทั่วไปมากกว่า “แล้วก็ถ้าเทียบระหว่างฉันกับคุณแล้ว ดูเหมือนว่าฉันจะกลัวแดดมากกว่าคุณซะอีกนะคะ”

“อันที่จริงก็ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะคะที่กลัวแดด ครีมกันแดดก็มี วันธรรมดาก็นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ ออกมาเจอแดดบ้างมันก็ดีนะคะ”

“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นนะคะ น้องสาวฉันก็ชอบแดดมากเหมือนกัน รายนั้นบางทีไม่ทาครีมกันแดดเลยด้วยซ้ำจนฉันต้องเรียกมาช่วยทาให้อยู่บ่อยๆ ดีหน่อยที่เดี๋ยวนี้มีคนดูแลแทนแล้วฉันก็เลยไม่ต้องเหนื่อยมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชบอกน้องแล้วล่ะค่ะ”

“คุณนี่...เป็นพี่สาวที่น่ารักมากเลยนะคะ”

หูของบยอลอีเจือไปด้วยสีแดงระเรื่อกับคำชมที่ถูกทวนซ้ำอีกครั้ง ไม่ค่อยมีใครจะมาชมเธอสักเท่าไหร่ พอโดนชมติดๆ กันถึงสองทีก็ทำเอาหญิงสาวทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

“เอ่อ...รบกวนฉันฝากของไว้กับคุณก่อนได้มั้ยคะ พอดีฉันอยากไปเข้าห้องน้ำหน่อยน่ะค่ะ” บยอลอีตัดสินใจแก้เขินด้วยการหนี เธอรีบลุกขึ้นใส่รองเท้าและเดินไปทางห้องน้ำโดยเร็ว

คนที่รับฝากของได้แต่ส่ายหน้าให้กับท่าทางเขินอายของคนที่เพิ่งจะหนีไป หล่อนก็แค่ชมเองนะ ไม่คิดว่าจะทำให้อีกคนถึงกับต้องหลบเลี่ยงกันแบบนี้





หลังจากหายไปเข้าห้องน้ำพักใหญ่ บยอลอีก็กลับมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือถึงสองใบ เธอยื่นแก้วในมือขวาส่งให้อีกคนที่ช่วยเฝ้าของให้ก่อนหน้านี้ก่อนที่จะนั่งลงตามเดิม

“อันนี้ของคุณค่ะ”

“เท่าไหร่คะ”

“ฉันให้ค่ะ”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ของซื้อของขาย”

“ได้สิคะ รับไว้เถอะค่ะ ถือว่าแทนคำขอบคุณที่ช่วยเฝ้าของให้ฉันนะคะ”

“...ขอบคุณมากนะคะ” อีกฝ่ายรับแก้วและกล่าวขอบคุณในน้ำใจ การที่หล่อนช่วยนั่งเฝ้าเสื่อและข้าวของให้กับบยอลอีไม่ได้เป็นเรื่องลำบากเลยสักนิด ยังไงหล่อนก็อาศัยเสื่อในการนั่งเล่นชมวิวระหว่างรอเพื่อนทั้งสองของตัวเองอยู่แล้ว แต่บยอลอีก็ยังมีน้ำใจซื้อน้ำมาฝากทั้งที่ไม่ได้จำเป็นเลย

“ที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องซื้อให้ฉันก็ได้นะคะ ฉันเองก็มาอาศัยเสื่อคุณนั่งฟรีๆ ”

“ไม่ได้หรอกค่ะ เรานั่งกันมาตั้งนาน คุณคงต้องคอแห้งมากแน่ๆ ”

“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณบยอลอีซ้ำอีกรอบหนึ่ง

“ว่าแต่หลังจากนี้คุณจะไปทำอะไรต่อคะ”

“รอจนเพื่อนเล่นเสร็จไปอาบน้ำแล้วพวกเราก็คงจะขับรถไปทานอาหารทะเลกันสักหน่อยแล้วก็กลับค่ะ”

“ไม่ได้ค้างคืนเหรอคะ ขับรถมาเช้าเย็นกลับเหนื่อยแย่เลยนะคะ”

“พอดีเพื่อนฉันมีบินพรุ่งนี้ตอนเย็น ก็เลยคิดว่ากลับวันนี้ดีกว่าค่ะ แล้วคุณ...ค้างที่ไหนเหรอคะ”

“ฉันก็กลับเลยเหมือนกันค่ะ ไม่ชอบค้างคืน แค่มานั่งรับบรรยากาศวันเดียวก็พอแล้วค่ะ” คำพูดของบยอลอีทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้าฉงนและขำเบาๆ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายขำบยอลอีก็งงตามจนอดไม่ได้ที่จะถาม “เอ่อ...ทำไมเหรอคะ”

“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่คิดว่าแปลกดี คุณบอกว่าขับรถมาแล้วก็กลับในหนึ่งวันมันเหนื่อย แต่คุณเองก็ทำแบบนั้น” หลังประโยคของหญิงสาว ต่างฝ่ายต่างก็มองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะขำกันอยู่ยกใหญ่

กว่าเสียงหัวเราะจะเงียบลงได้ก็ผ่านไปพอสมควร ทั้งสองหันไปทอดมองทางทะเลโดยไม่พูดอะไรอีกนานจนกระทั่งสาวผมยาวแสดงสีหน้าที่ต่างออกไปจากก่อนหน้านี้ หล่อนหันกลับมาทางบยอลอีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมาเล็กน้อย

“ดูเหมือนว่าเพื่อนฉันจะเลิกเล่นน้ำกันแล้วล่ะค่ะ” หล่อนค่อยๆ ปัดเศษทรายที่ติดอยู่ตามชุดและลำตัวออกอย่างไม่เร่งรีบก่อนจะลุกขึ้นยืนตัวตรง “ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ให้ฉันมานั่งด้วยแถมยังเลี้ยงน้ำฉันอีก”

บยอลอีลุกขึ้นตามอีกฝ่ายเพื่อให้อยู่ในระดับความสูงเดียวกันเป็นการรอส่งหล่อนที่ทำท่าว่าจะไปแล้ว “ยินดีค่ะ ขอบคุณเหมือนกันนะคะที่คุณมานั่งเป็นเพื่อนแถมชวนฉันคุยอีก”

“ถ้ามีโอกาสเราคงจะได้เจอกันอีกนะคะ”

“ฉันหวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกนะคะ”

“คุยกันมาตั้งนานยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย ฉันชื่อ ยงซอน นะคะ”

“ฉันบยอลอีค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักคุณนะคะ คุณบยอลอี”

“เช่นกันค่ะคุณยงซอน”

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ”

ยงซอนถอยหลังห่างออกไปก้าวหนึ่ง หล่อนก้มหัวเล็กน้อยพร้อมยิ้มบางๆ แทนคำอำลาและคำขอบคุณก่อนจะกลับหลังหันเดินจากไป ไม่นานบยอลอีก็เห็นว่ามีผู้หญิงสองคนซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ยงซอนชี้ให้ดูก่อนหน้านี้เดินตามเข้าไปคุยกับหล่อน ทั้งหมดหยุดคุยกันครู่หนึ่งแล้วจึงออกเดินต่อ

บยอลอีมองตามอีกฝ่ายจนกระทั่งเจ้าตัวหายไปกับฝูงชนโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอยิ้มกว้างขนาดไหน



ถึงตอนแรกบยอลอีจะไม่ค่อยชอบใจนักกับการขับรถพาน้องสาวสุดที่รักมาทะเล แต่กับการมาบางแสนในคราวนี้...มันก็โอเคนะ 



พูดคุย: บอกเอาไว้เผื่อใครหลงมาอ่านเรื่องนี้ ปกติเราจะลงฟิคมามามูอยู่ใน Read A Write นานๆ ทีถึงจะกลับมาลงในสตอรี่ล็อก ดังนั้นเผื่อใครตามหาฟิคอ่านอยู่แนะนำว่าไปลองอ่านใน Read A Write จะมีเรื่องมากกว่านะคะ

หวังว่าใครก็ตามที่เปิดผ่านเข้ามาจะได้รับความสุขกลับไปไม่มากก็น้อย

ขอบคุณที่เปิดผ่านเข้ามาค่ะ
SHARE

Comments