รีวิวหนัง “In Time” จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์สามารถซื้อเวลาชีวิตได้
  คุณลองจิตนาการว่าถ้าวันใดวันหนึ่งมนุษย์สามารถซื้อเวลาชีวิตขึ้นมาได้ละ จะเกิดความโกลาหลขึ้นมาในสังคมอย่างไร In Time (2011) ชื่อไทย “ล่าเวลาสุดนรก” เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับ Andrew Niccol ผู้สร้างชื่อในการเขียนบทหนังชื่อดังหลายต่อหลายเรื่องเช่น The Terminal (2004) ของ Steven Speilberg และมาแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับกับผลงานเรื่อง Lord of Wars (2005) ที่แสดงนำโดย Nicolas Cage จนได้มานั่งแท่นผู้กำกับ In Time ในที่สุด หนังได้ Justin Timberlake และ Amanda Seyfried ชับเคลื่อนเป็นนักแสดงนำ ว่าด้วยเรื่องราวของโลกในยุคอนาคตที่ทุกคนมีเวลาจำกัดในการดำรงชีวิต เมื่ออายุครบ 25 ปี เวลาจะเดินถอยหลังทำให้แต่ละคนมีเวลาชีวิตจำกัด แต่หากมีทรัพย์สินเงินตรา ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเพื่อลดความชราลงจนกลายเป็นความอมตะได้ หนังเล่าผ่านมุมมองของตัวละครเอกชื่อ “วิล ซัลลาส” (รับบทโดย Justin Timberlake) ชายยากจนคนธรรมดาที่ได้ไปพัวพันกับการลักพาตัวทายาทสาวสวย “ซิลเวีย ไวส์” (รับบทโดย Amanda Seyfried) จนเกิดเป็นการตามล่าที่เล่นกับระยะเวลาได้ชวนติดตาม

ในส่วนของไอเดียการดำเนินเรื่องต้องขอยกความดีความชอบในการเล่าประเด็นเวลาชีวิตที่สามารถประยุกต์เรื่องราวสุดแปลก "ระหว่างเวลากับการอยู่รอด" ซึ่งสอดคล้องกับสังคมในโลกอุดมคติได้ค่อนข้างดี เพราะหากวันใดวันหนึ่งถ้าคนเราสามารถซื้อเวลาชีวิตได้คงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย เพราะเวลาของแต่ละคนจะเริ่มเดินถอยหลังกลับตอนอายุ 25 ปีเท่ากัน คงไม่แปลกหากเปรียบวงจรเล่านี้เหมือนอุปสงค์อุปทาน จากตามวรรณะชนชั้นตัวบุคคลตามฐานะมีความต้องการต่างกัน อาจจะทำให้เกิดเป็นประเด็นทางเลือกว่า "บางคนเอาเวลาไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน" หรือ “บางคนเอาเงินสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเวลาได้” พลอทเรื่องที่แปลกใหม่ในปีนั้น มันจึงทำให้ Concept ของหนังดูล้ำขึ้นแบบชวนติดตาม

แต่ส่วนที่น่าเสียดายของ In time คือประเด็นนัยยะที่หนังจะสื่อยังมีส่วนที่แคลงใจ และยังไปไม่สุดบางองค์ประกอบ ยกตัวอย่างเช่นสังคมยุคอนาคตที่ดูไม่เห็นวิสัยทัศน์ของอนาคตที่ไกลเท่าที่ควร , ประเด็นความเสมอภาคในการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งถือเป็น Signature ที่หนังจะสื่อ แม้จะแสดงออกมาให้เราเห็นภาพออกมาบ้างแต่ยังถือว่าลงลึกได้ไม่มากพอ หากเจาะจงได้มากกว่านี้อาจจะสร้างความประทับใจได้มากขึ้นไม่น้อย

โดยรวมแล้ว In Time ถือว่าเป็นหนังที่ยังควรค่าแก่การดู เพราะด้วยการถ่ายทอดที่มีความแปลกใหม่ ยิ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่นประเด็นเวลาของแต่ละคนที่จะเริ่มเดินถอยหลังตอนอายุ 25 ปี แค่นึกก็เป็นสิ่งที่ชวนให้คนดูค้นหาแล้ว และต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องในปี 2011 ที่ถือว่าเป็นหนังที่มีการพูดถึงแบบ Talk of the town ในปีนั้น และน่าจะเป็นที่รู้จักของคอหนังหลายคน แม้ฉากแอคชั่นและการดำเนินเรื่องอาจจะยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม แต่ก็ถือว่าหนังถ่ายทอดข้อคิดได้เยอะ และได้ความสดใหม่ในด้าน Sci-fi อย่างมาก หนังประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ โดยใช้ทุนสร้างทั้งหมด $40 million และทำรายได้ไปถึง $174 million ซึ่งถือว่าสร้างกำไรสูงถึง 4 เท่าของทุนสร้างเลยทีเดียว

SHARE

Comments