อาการรัก
ฉันเคยหยุดเขียนนิยายเรื่องหนึ่งไป

เพราะจินตนาการไม่ออก ว่าหลังจากที่ตัวเอกทั้งคู่ ซึ่งมีใจให้กันมานาน ได้คบกันเป็นแฟนแล้ว พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรต่อกัน พวกเขาจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร ในแต่ละวันพวกเขาพูดคุยอะไรกัน

มันเกินจะจินตนาการ เพราะฉันไม่เคยมีแฟน (ที่รักกันดี) 

เพื่อนสนิทฉันก็ไม่มีแฟน (ที่คบกันนาน)

คนที่มีก็ดูไม่น่ารักหวานแหววเอาเสียเลย พวกผู้ใหญ่รอบตัว ก็ดูไม่สามัคคีปรองดอง ไม่แสดงความรักต่อคู่สมรสของตัวเองให้ฉันเห็น บางคู่เหมือนคู่กัดมากกว่าคู่รัก จนฉันเข้าใจไปว่าความรักแบบโรแมนติกมันแสนจะอายุสั้น พอแก่ไปมันก็จืดจาง

จำได้ว่าเคยเห็นคู่ของคุณอาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ แสดงความรักกันด้วยการกอด หอม จับแขนกัน กุมมือกัน ตีก้นกัน ต่อหน้าลูกหลาน ตอนนั้นฉันรู้สึกขนลุกอย่างไรไม่รู้ คงเพราะวัฒนธรรมไทยเราไม่นิยมการสัมผัสกันละมั้ง 

พวกเขาอาจจะรักกัน แต่แสดงออกด้วยวิธีที่เข้าใจยากเกินไปสำหรับฉัน ฉันเลยรับรู้แต่เพียงว่าตนเองช่างเติบโตมาในบรรยากาศที่แล้งรักเสียจริง

ตอนนี้ฉันมีแฟนแล้ว

เดือนนี้เป็นเดือนแรกเลย ที่เราไม่มีเรื่องทะเลาะ ขัดใจกัน จนถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์มีรอยร้าว

ฉันคิดว่าคนเราน่ะ จะรู้สึกถูกใจใครมากๆ จนอยากแต่งงานกันได้ไม่ยากเลย

ฉันรู้สึกชอบพี่หวานมากจนอยากแต่งงานกับเธอตั้งแต่เดือนที่สองที่เราคุยกันเลยหละ

แต่ความรักที่ฉันมีต่อเธอในตอนนั้น ยังเป็นความรักที่มีเงื่อนไข เป็นการรักแบบค่อยๆ แบ่งใจลงไปทีละเล็กละน้อย ยังไม่ปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในหลุมรักทั้งตัว

จะไม่เรียกว่ารักอย่างมีสติหรอกนะ ดูเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความกลัวมากกว่่า

กว่าฉันจะรู้สึกไว้ใจเธอมากจนแน่ใจว่าอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ ก็ปาเข้าไปเดือนที่แปดแล้วที่เราศึกษาดูใจกันมา

เหมือนทะเลาะกันไปจนหมดเรื่องที่จะไม่เข้าใจกัน

มั้ง...

ก็ดูไปก่อน

นี่เพิ่งจะเดือนแรกเองที่เราเคลียร์กันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำตาหรือมีความรู้สึกท้อแท้

ฉันไม่รู้เลยหละ ว่าอาการคลั่งรักแบบนี้มันจะอยู่ไปถึงเมื่อไหร่ แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ถ้าฉันรักใครหรืออะไรมากๆ มันก็จะรักแบบนั้นไปตลอด

ดูเหลือเชื่อจังเลย

เพราะไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง วันนี้เลยมาบันทึกอาการของตัวเองไว้ก่อน

จะว่าไป ตอนที่พี่หวานขอฉันเป็นแฟนเมื่อเดือนมิถุนา ฉันยังไม่มีอาการแบบนี้เลย

ยังไม่คลั่งรักขนาดนี้

บางคนบอกว่าความสัมพันธ์ทางร่างกายทำให้ความรู้สึกมันลึกซึ้งขึ้น ก็อาจจะจริง

แต่ในกรณีของฉัน เรื่องนั้นไม่ได้มีผลนัก เพราะจุดที่ทำให้ความรู้สึกในใจมันเปลี่ยน คือการที่เราเคลียร์กันจนหมดความข้องใจในตัวอีกคนมากกว่า

เหมือนพอหมดข้อสงสัย หมดความคลางแคลงใจในตัวพี่เขา ทุกครั้งที่ความรู้สึกจะเพิ่มขึ้น มันเลยไม่มีอะไรมากั้นไว้อย่างที่ผ่านมา

ตอนนี้เลยเหมือนคนเห่อแฟนยังไงไม่รู้ ทั้งที่ก็อยู่ในชีวิตกันและกันมาจะเก้าเดือนแล้วแท้ๆ

เธอทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดในสายตาฉัน อยากจีบพี่เขาทุกวัน อยากขอแต่งงานวันละสิบหน อยากมีพี่เขาอยู่ใกล้ๆ เราตลอดเวลา

บางคนบอกว่าปีนี้เหมือนเป็นปีที่เสียเวลาไปเฉยๆ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าตัวเองทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับความสัมพันธ์เยอะมากนะ เพราะการมีความรักมันปลุกสารพัดจุดอ่อน สารพันปมด้อยในตัวเราให้ลุกขึ้นมาออกฤทธิ์ร้ายแรงเหลือเกิน 

ไม่ใช่แค่รับมือกับพี่เขา แต่เราต้องรับมือกับตัวเอง และมาแก้ไขตัวเองไปด้วยพร้อมๆ กัน

ทุกความขัดแย้ง ทุกความเจ็บปวด ทุกความเหนื่อยยากที่จะประคองมันไว้ สุดท้ายแล้วมันก็ผลิดอกออกผลในเวลาของมัน ตอนนี้เป็นเวลาที่มันเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วหละ

สเต็ปต่อไป คือการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีสติ มุ่งมั่นกับเป้าหมายในด้านหน้าที่การงานด้วย หลังจากหมดไฟกับเรื่องเหล่านี้ไปนาน คือทุ่มเทแค่ระดับพอเอาตัวรอด แต่ก็ไม่ได้ลงแรงกับมันเต็มที่นัก

ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราสองคนจะพักผ่อนเอื่อยเฉื่อยได้ มันเป็นเวลาที่เราต้องลงทุนกับชีวิต สถานการณ์โลกและประเทศก็ยิ่งยากๆ อยู่ ไม่อยากประมาทเกินไป

แล้วก็สุขภาพที่ทรุดโทรมไป ก็ต้องรีบกู้คืนก่อนจะสาย ฉันเริ่มมีความคิดอยากเป็นคนอายุยืนแล้ว หลังจากที่ไม่สนใจเรื่องนี้มานาน

อ้อ อยากเห็นวันที่ประเทศไทยเจริญด้วย

คราวก่อนคุยกับพี่หวานไว้ว่าเราจะแต่งงานกันในอีกหกปีข้างหน้า แต่พอมาวันนี้ พี่เขากลับพูดว่ามันนานไปเสียอย่างนั้น

คลั่งรักกันมากจริงๆ นะช่วงนี้

ขนาดจะนอนแล้วยังรู้สึกคิดถึงพี่เขาอยู่เลย ทั้งที่ก็นอนอยู่ข้างกันแท้ๆ 

ถึงเธอจะหลับไปแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากกอด อยากหอม อยากคลอเคลียเธออยู่แบบนั้น เป็นแบบนี้ทุกคืนเลย อาการหนักมากจริงๆ แหละ

อีกคนก็ไม่แพ้กัน ถ้าเช้าวันไหนไม่ต้องไปทำงาน ก็มาเกลือกกลิ้งใส่ นัวเนียกันจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร แต่ชีวิตเราก็ยุ่งมากเสียจนในเดือนที่ผ่านมา มีแค่หนึ่งถึงสองวันเองมั้งที่เราจะขลุกอยู่ด้วยกันจนสายจนบ่ายได้

เป็นความรักที่มีรสชาติดีนะ กว่าจะได้มา กว่าจะผ่านไปแต่ละด่าน ไม่มีอะไรง่ายเลย อุปสรรคเยอะแยะไปหมด

ช่วงนี้ใกล้จะถึงวันเกิดแม่ฉัน ก็เพิ่งจะมีโอกาสนัดพาแฟนมาเจอพ่อเป็นครั้งแรก ว่าจะไปกินข้าวกับพ่อแม่และน้องสาวฉันพร้อมกัน

ก็แอบคิดว่าโชคดีจังเลยนะ ที่เราสองคนมาเจอกันตอนนี้

แม่ฉันแต่งงานตอนอายุมากแล้ว แม่เคยพาพ่อมาเจอคุณตาแค่ไม่กี่ครั้ง หรือครั้งเดียวเอง คุณตาเสียก่อนที่พ่อกับแม่จะแต่งงานกันเสียอีก ทั้งที่แม่เป็นลูกที่คุณตารักมากที่สุดแท้ๆ ใครๆ ก็พูดแบบนั้น

ก็ดีที่พ่อแม่ฉันได้รู้จักพี่หวาน ไม่รู้พ่อจะคิดยังไงเหมือนกัน จะดีใจหรือเปล่าที่มีโอกาสได้เห็นลูกสาวมีคนรัก มีคนที่คิดจริงจังว่าอยากใช้ชีวิตด้วย

เพราะการที่พ่อมีฉันตอนอายุ 48 มันก็ยากจะคาดเดานะ ว่าพ่อจะอยู่เฝ้าดูการเติบโตของฉันไปได้ถึงแค่ไหน ตอนนี้พ่อก็อายุตั้ง 73 แล้วน่ะ

เรียกได้ว่าการมีแฟนของฉัน เป็นเรื่องที่เข้ามาประสานความสัมพันธ์ของฉันกับพ่อได้เยอะมากเพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีเรื่องให้คุยกันมากนัก แต่พอมีเรื่องพี่หวานเข้ามา พ่อก็จะคอยถามไถ่อยู่เรื่อยๆ ด้วยความสนอกสนใจ และฉันก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะตอบ

มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเพิ่งเริ่มจีบกันใหม่ๆ แล้ว ที่ฉันไปขอแม่ไปเที่ยวบ้านพี่เขาสามวันสองคืน แต่ฉันเกิดเปลี่ยนใจไม่ไป เพราะคิดว่าคงทำรายงานไม่เสร็จ แต่พอพ่อรู้เข้า ก็บอกให้ฉันรีบทำงานให้เสร็จ จะได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ได้ ซึ่งตอนนั้นพ่อก็รู้แหละว่าไม่ใช่แค่เพื่อน เพราะปกติแม่จะมารายงานพ่ออยู่แล้วว่าวันนี้ลูกสาวไปไหนกับใครยังไง เพื่อนแต่ละคนเป็นใคร พ่อแม่จำได้หมด เพราะเลี้ยงลูกด้วยความเป็นห่วงขั้นสุด (แต่ไม่หวง) มาโดยตลอด

นึกย้อนกลับไปก็น่ารักดีนะ

ไม่เคยมีใครมาจีบฉันด้วยวิธีน่ารักๆ ซื่อๆ แบบพี่เขาเลย

เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ยังไม่ทันได้คุยกันต่อหน้า ก็มาขอฟอล มาชวนคุยในทวิตเตอร์เฉย ชอบพูดอีกว่าอยากเจอ แถมมาบอกให้ฉันไปฟอลไอจีตัวเอง จนคนอื่นเข้าใจไปว่าเราสนิทกัน แล้วพอเราได้ไปดูหนังด้วยกันครั้งแรก พี่เขาก็โมเมเอาเองเลยว่าเราเป็นคนคุยกันแล้ว ทั้งที่วันนั้นมันไม่ใช่การเดตกันด้วยซ้ำ พี่หวานแค่มาดูหนังเป็นเพื่อนเพราะฉันไม่ชอบเข้าโรงหนังคนเดียว แล้วในสัปดาห์แรกที่เราเริ่มทำความรู้จักกันนั่นแหละ พี่เขาก็ชวนให้ฉันกับเพื่อนๆ จัดทริปไปค้างที่บ้านเขา ด้วยคำโฆษณาว่ามีโต๊ะปิงปองให้ตี แม้ฉันจะปฏิเสธไป ก็ยังแวะมาชวนอีกตั้งหลายรอบ

ความพยายามของแมวเด๋อที่เกิดมายี่สิบเก้าปีเพิ่งได้ลองจีบใครอะเนอะ

แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู

อ้อ มีเรื่องตลกอีก 

คือคบกันไปสักระยะ ก็มีสายสืบมารายงานฉันว่าอันที่จริงพี่หวานเขาเป็นคนห้าวๆ นะ แต่ฉันแทบไม่เคยได้เห็นด้านนั้นเลย ในสายตาฉันพี่หวานดูหวานสมชื่อมาตลอด เลยตงิดใจขึ้นว่าเราโดนย้อมแมวขายรึเปล่านะ พอลองแซวไป ก็โดนถามกลับมาว่าถ้าเขาเป็นคนห้าวๆ แล้วฉันจะทำยังไง จะไม่รักกันแล้วเหรอ แต่ฉันจะไปว่าอะไรได้ล่ะ ก็ตอนนั้นชอบไปแล้วนี่นา

พอผ่านมาจนถึงตอนนี้ ฉันก็รู้แล้วหละว่าพี่เขาเป็นคนแบบไหน

ก็มีทั้งด้านที่เรียบร้อย อ่อนหวาน ทั้งด้านที่ห้าวๆ กวนๆ ไม่ห่วงสวย มีมุมขี้อ้อน น่ารัก เป็นสาวน้อยขี้อาย บางวันก็เข้มแข็ง บางวันก็เปราะบาง บางวันก็เป็นเด็กน้อยขี้งอแง บางวันก็เป็นเหมือนแม่อีกคน

ฉันไม่ได้รู้สึกอีกแล้วว่าพี่เขาเป็นผู้หญิงที่แสนจะสมบูรณ์แบบจนเราต้องมากดดันตัวเองให้เป็นคนที่ดีพอถึงจะคู่ควร ด้านที่ไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน เราก็เห็นมันมามากแล้ว

อย่างที่พี่เขาบอกแหละ ว่าฉันเห็นเขาเป็นแบบไหน เขาก็คือแบบนั้น ไม่ได้สร้างภาพ ส่วนฉันเองก็เป็นอะไรก็ได้เช่นกัน เพราะพี่เขาชอบทุกอย่างที่เป็นตัวฉันเลย

เห้อ

ฉันรักพี่หวานจัง

แฟนเค้าน่ะ น่ารักที่สุดดด <3








SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments