part time interior designer : full time dreamer
เข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงานที่นี่ —
ชีวิตการทำงาน 3 ปี กับ 2 บริษัท ที่ผ่านมาบอกอะไรกับเราบ้างนะ

ภูมิใจกับงานที่ทำอยู่หรือเปล่า ?
มีความสุขกับมันมั้ย ?
เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ?

ฉันทำงานออกแบบตกแต่งภายในบ้าน
เป็นอาชีพหลัก 

อาชีพรองตอนนี้ : ไม่มีจ่ะ

ถึงจะชอบทำอะไรหลายอย่าง
แต่ตอนนี้หมดแรงมั่กมั่ก

ตลอดชีวิตตั้งแต่ อายุ 15 ปี
ฉันเติบโตขึ้นมาด้วยการร่ำเรียนวิชาออกแบบ

‘ทำไมถึงเลือกเรียนสาขานี้?’ อาจารย์ท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นตอนสอบสัมภาษณ์ เข้าเรียนชั้น ปวช.ปีที่ 1 

‘หนูคิดว่า การออกแบบมันอยู่ในทุกที่ ทุกสิ่งอย่าง ในชีวิตของเราค่ะ’   ภาพจำคือ ตอนนั้นฉันคิดว่าทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่ ตอนอ่านรายละเอียดหลักสูตรฉันรู้สึกอะไร เมื่อฉันตอบออกไป ฉันมั่นใจว่านั่นคือคำตอบที่จริงใจสุดๆ ของเด็กอายุ 15 

จริงใจกับตัวเองและคนตรงหน้า

มากกว่าฉันในตอนนี้เสียอีก


ฉันในวันนั้นเติบโตขึ้นมา เป็นนักออกแบบตกแต่งภายในในวันนี้ 

ฟังดูน่าภูมิใจ — แต่เปล่าเลย

ฉันกำลังรู้สึกบางอย่่างอยู่ในขณะที่เริ่มต้นเขียนเรื่องของวันนี้ เด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ตะโกนตอบฉันกลับมาว่า
การออกแบบมันอยู่ในทุกที่ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ในชีวิตของเรา : นี่ไงล่ะ เหตุผลที่เธอมีชีวิตอยู่ เพราะเธอเชื่อในสิ่งนี้ เหตุผลที่เธอยังอยู่ตรงนี้ และทำมัน เธอทำมันได้

เธออาจจะยังทำมันได้ไม่ดีนัก
เธอไม่ได้เก่งไปซะทุกเรื่อง
ไม่ได้รู้ไปซะทุกอย่าง

แต่เธอกำลังทำงานในแบบที่เธอเชื่อไง!

แล้วทำไมไม่มีความสุข?
ทำไมไม่ภูมิใจ?

: ฉันย้อนถามตัวเอง

ฉันในวันนั้น
ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้เลย
แต่ทันทีที่อ่านใบหลักสูตรของโรงเรียน หัวใจก็เต้นระรัว


 [ นั่นอาจจะเป็นการตกหลุมรักบางอย่างเป็นครั้งแรก ] 


ไม่ได้วาดรูปเก่ง เกรดวิชาศิลปะก็ไม่เคยได้เกรด 4 เลย
วันที่ไปสอบ ฉันก็ไม่มีอะไรไปนอกจาก ดินสอ 2 B และยางลบ ในขณะที่เพื่อนๆ คนอื่น มี อุปกรณ์วาดรูปมาเต็มสตรีม พึ่งจะรู้จักกระดานวาดรูปก็วันนั้นเอง

ฉันบากบั่น ผ่านช่วงเวลานั้นมา 3 ปี ถ้วน
ด้วยการตื่นตีสี่ครึ่งเพื่อนั่งรถเมล์ 1.30 ชั่วโมง จากต่างอำเภอเข้ามาที่ตัวเมืองเพื่อเข้าแถวตั้งแต่ 7.20 และเข้าเรียน 7.40 (ตามหลักสูตรคือต้องการฝึกเพื่อให้นักเรียรเคยชินกับการทำงานที่พร้อมเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพราะฉะนั้น การเคารพธงชาติของนักเรียนภาคเช้าจึงเริ่มตั้งแต่ 7.20!! ) บางวันเลิก 6 โมงเย็นเพราะตารางเรียนอยู่ภาคบ่าย ก็จะถึงบ้าน 2 ทุ่ม ทำการบ้านและเข้านอนเที่ยงคืน ชีวิตวนอยู่แบบนั้น ผ่านไป 3 ปี ฉันทำได้!

และสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จ!

แม่ภูมิใจ ครอบครัวภูมิใจ
ฉันก็ภูมิใจ

แต่ทว่าความเป็นจริงโลกนี้มันช่างกว้างนัก
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ความสำเร็จ
แต่มันพึ่งเริ่ม ...

ฉันอดทนร่ำเรียนมาจนจบในเวลา 5 ปี (ครึ่ง) ตามหลักสูตร แม้ระหว่างทางทั้งท้อทั้งเหนื่อย จนอยากจะล้มเลิกกลางคันหลายครั้งหลายครา

ฉันเริ่มไม่รักมันเหมือนวันแรกเสียแล้ว

จนวันนี้ฉันทำงาน 
ตรงตามสายอาชีพที่เรียนมา
ไม่มีบกพร่อง
ได้อยู่ในบริษัทที่ดีกับฉันมากๆ
ทุกคนดี งานสนุก ลูกค้าน่ารักเสมอๆ

แต่ทำไมฉันจึงไม่มีความสุข?

‘ไม่ผิดและไม่สาย ถ้าเราจะเปลี่ยนทางเดินตอนนี้’ 
เจ้านายคนหนึ่งพูดขึ้นมา

ฉันคิดอยู่ในหัวอย่างสับสน

‘มันเป็นไปได้ ที่สักวันหนึ่งเราจะเกลียดในสิ่งที่เราเคยรัก’ 
เจ้านายพูดต่อ

หัวสมองฉันตื้อไปหมด
ฉันได้ยินที่เขาพูดทุกอย่าง

แต่หัวสมองมันคิดวนอยู่แต่ว่า
ทำไมฉันไม่มีความสุขกับงานนี้?
ฉันจะทำอะไร ฉันอยากทำอะไร?

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ฉันนั่งอยู่บนชักโครก
หากคุณรู้เรื่องนี้แล้ว หวังว่าจะไม่ถือสา
ที่ฉันจะระบายออกมาพร้อมๆกัน

ฉันคิดว่า : อาการของฉันที่มีต่ออาชีพนี้ เมื่อ11 ปีที่แล้ว มันเหมือนกับรักแรกพบ และเราก็ครองรักกันมาอย่่างยาวนาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันทั้งเหนื่อยและท้อกับรักครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ฉันเคยตกหลุมรักมันอย่างรุนแรง 

ณ วันนี้เป็นวันที่ฉันคิดว่า ถ้าหากฉันปล่อยมือจากอาชีพนี้ ฉันจะเป็นอย่างไร? 

ฉันคงเสียใจ : ฉันตอบตัวเอง 
ฉันยังอยากทำงานออกแบบอยู่
ฉันยังรักมัน
เพียงแต่ฉันไม่ชอบบางอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

แน่นอนว่าคงไม่มีอะไรที่เราชอบหรือไม่ชอบ ทั้งหมด รวมอยู่ในสิ่งๆเดียว

แล้วอะไรคือปัญหา ?
ที่ทำให้ไม่มีความสุข

• ใจกำลังยึดติดอยู่กับภาพที่สวยงามในวันแรกที่พบกันหรือเปล่า?

• คาดหวังอะไรจากออฟฟิศมากเกินไปหรือเปล่า?
แม้ว่าเค้าจะดีมากๆ แต่อย่าลืมว่า งานก็คืองาน ออฟฟิศก็คือออฟฟิศ เจ้านายก็คือคนๆหนึ่ง
เราต่างสัมพันธ์กับงานในแง่มุมของตัวเอง
เหมือนเชื่อในความรักด้วยมุมต่างกัน

• ใจฉันกำลังยึดติดกับ คำจำกัดความของอาชีพ อย่างที่โลกนี้นิยาม หรือเปล่า ?
วันแรกที่ฉันใจเต้น ฉันไม่ได้ในเต้นกับ Interior Design นี่ แต่ ฉันใจเต้นเพราะคำว่า Design! 


เอาล่ะ เอาใหม่ เราเข้าใจตัวเองผิดไปมากกว่า 8 ปี เลยทีเดียว (นับจากวันที่เข้ามหาวิทยาลัย)

ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ใครๆก็บอกว่าดี
โดยไม่อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน
แรงขับเคลื่อนคืออยากให้คนอื่นเห็นว่าฉันทำได้
แต่ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนภายในเสียแล้ว!
นั่นหล่ะ จุดหักเลี้ยวครั้งที่ 1 
เพียงแต่ว่า มันยังไม่เป็นไร เพราะฉันยังทำมันได้
และทำมันได้ดี

แต่ในความเป็นจริง มีบางอย่างในใจกำลังต่อต้าน
ฉันอ้างว่ามันเป็นเพียงความเหนื่อย ความท้อ 

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจที่แท้จริงคือ
ฉันรู้สึกผิดต่อการไม่ฟังเสียงตัวเองอย่างแท้จริง
ฉันในตอนนั้นไม่ผิด เพราะฉันไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเมินเฉยเสียงภายใน


แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วนี่ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น 


• ใช่ ฉันใจเต้นทุกครั้ง ที่ได้คิดอะไรใหม่ๆ 
และรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำนั้น จะมอบอะไรให้กับคนที่เดินถือเงินเข้ามาจ้างฉัน — ใจเต้น เมื่อได้รู้ว่า สิ่งนี้จะไปอยู่ในชีวิตของคนๆนั้น

พอคิดแบบนี้แล้ว
ก็ได้รู้ว่า ฉันไม่จำเป็นต้องเป็น Interior ก็ได้นี่!
แต่ฉันเป็น Designer และจะเป็น Designer ที่ดีให้ได้ 💫

ต่อจากนี้มาดูกันเถอะ
เพราะฉันเลือกแล้ว ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อ
และฉันเข้าใจแล้วว่า ฉันเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้
และมันมีความหมายต่อฉันมากๆขนาดไหน

ถ้าหากไม่มีความฝัน ความหวัง และความรักแล้ว 
ก็คงไม่มีความหมายที่จะมีชีวิตอยู่ต่อหรอกใช่มั้ยละ
เพราะงั้น ไปตามหา ตามเก็บ ซากแห่งความฝันกันเถอะ

ที่เราเลือกผิดพลาด ไม่ได้แปลว่ามันจะล้มเหลว
แต่สิ่งที่เกิกขึ้นที่ผ่านมา ก็หลอมรวมจนเราเป็นเราในวันนี้ — มันดีที่สุดแล้วสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น

เมื่อเจอเเล้วว่าผิด
และเห็นแล้วว่าจะไปทางไหน
ก็มาลองดูกันสักตั้งนะ
:—)

ปล.ถึงคุณ อาชีพ Interior Designer
ขอบคุณที่คุณหน่ะ เลี้ยงดูฉันมาตั้ง 3 ปี
ถึงจะไม่ได้ใจเต้นเพราะคุณ แต่เราก็ยังมีกันอยู่ในชีวิตได้นะ แต่ต่อจากนี้ไป ฉันอาจจะไม่ได้ให้เวลาคุณมากมายเหมือนเก่าแล้ว เพราะงั้นต่อจากนี้ คุณก็จะได้เห็นฉันที่ยิ้มอย่างอิสระมากขึ้นและฉันก็จะมาพบคุณ อย่างสดใสด้วยเช่นกัน : ขอให้พวกเรามีวันที่สดใสกันนะ // เย้

อ่อ ที่ใครบอกว่าอาชีพเรามันทำแค่บางเวลาไม่ได้ มันคือทั้งชีวิต อันนั้นฉันไม่เถียงนะ 

แต่ฉันหน่ะ คิดอยู่เสมอแหละ ว่าไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร เวลาไหนๆ ฉันก็จะเป็นฉัน ที่ฉันเป็น อยู่เสมอๆ เราต่างก็เป็นและไม่เป็นสิ่งนั้นๆอยู่เสมอ มันอาจจะอยู่ในชีวิตเราตลอดเวลา บางเวลา หรือไม่อยู่เลย แต่สิ่งมี่ขับเคลื่อนหัวใจคือ ‘dream’ คำนี้แหละ ที่เจ้านายเอ่ยถามว่า ‘dream ของนายคืออะไร’ 

เพราะงั้น ฉันจึงเชื่อว่า อาชีพนี้ มันก็คือการใส่ตัวเองลงไปในทุกที่ถึงจะไม่มากก็น้อยแหละ  มันคือการยึดถือและปล่อยวาง มันคือพอดีและไม่พอดี มันคือการเติบโตและเป็นเด็ก มันคือความไม่สมบูรณ์แบบเสมอๆ — เพราะมันคือชีวิตไง

อย่างไรก็ตาม เราไม่มีเหตุผลที่จะกักขังความฝันตัวเองเอาไว้ มันเกิดขึ้นได้ มันสวยงามได้ มันเติบโตได้ 

ขอบคุณตัวฉันในตอนอายุ 15 ด้วยนะ ที่แข็งแรงมากขนาดนั้น ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองขนาดนั้นและเดินทางย้อนเวลากลับมาบอกฉัน ในวันนี้ : ขอบคุณขอบคุณ

เอาล่ะ ๆ จบจริงๆได้แล้ว 
ไปอาบน้ำ!!







SHARE
Written in this book
I SENT A LETTER TO ME
Writer
PANPANMEME
extraordinary,honey skin☽
christian journal ᴥ part time designer ; full time dreamer

Comments