การแยกแยะความจริงจากสิ่งที่ไม่จริง
#สอนตัวเอง
#สอนตัวเอง_Part1

ก่อนหน้านี้ไม่นานฉันมีปัญหาใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความรู้สึกในใจของฉันเอง นั่นก็คือฉันกังวลว่าอะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่ฉันคิดไปเอง ฉันรู้สึกว่าตัวเองแยกแยะมันออกจากกันไม่ได้ ฉันกลัวว่าฉันจะหลงผิด และจมอยู่กับความโง่

ตอนที่ฉันยังเด็กกว่านี้ ฉันยังมองไม่เห็นทุกข์ภัยของความไม่รู้เท่าในปัจจุบัน หลังจากการปฏิบัติกรรมฐานไม่นาน ฉันก็ตกผลึกคำตอบได้ในหลาย ๆ อย่าง เมื่อได้พบกับภาวะสงบนิ่งในสมาธิ ถึงแม้จะเพียงแค่ชั่วคราวเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็ทำให้ฉันรู้ตัวขึ้นมาว่าจิตของคนเราสามารถมีความสุขได้ถึงขนาดนี้ สุขได้มากกว่าที่เคยสุขในกิจกรรมแบบโลกีย์วิสัยของปุถุชน และรู้ตัวขึ้นมาว่าเรากำลังจมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ 

เราเคยคิดว่าความทุกข์ในชีวิตนั้นมีมากมายหลาย เคยคิดว่าความทุกข์มีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาท้าทายเราทุกวันไม่เคยขาด เราเคยทุกข์ในบางเหตุการณ์อย่างแสนสาหัสและหาทางออกไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ซึ้งถึงคำตอบที่แท้จริงว่าความทุกข์นั้นเกิดจากอะไร 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันก็เชื่อมโยงขึ้นมาได้เองว่าความทุกข์ทั้งหมดในโลกนี้ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีสาเหตุมาจากสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือใจที่ไม่ยอมรับความจริง ใจที่คาดหวังว่าสิ่งที่ไม่จริงจะกลายเป็นจริงในสักวันหนึ่ง ใจที่หลงผิด ไม่เข้าใจสิ่งที่โลกเป็น ใจที่โง่ ใจที่ไม่รู้ ใจที่ไร้เดียงสา 

การที่เราไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องไม่ดี ไม่ใช่เครื่องหมายชี้วัดว่าเราอ่อนแอ บกพร่อง ไม่ได้แปลว่าเราโลกสวย หรือต่ำต้อยกว่าคนที่รู้ และคนที่รู้ก็ไม่ได้สูงส่งกว่าคนที่ไม่รู้แต่อย่างใด การไม่รู้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นปกติ เราทุกคนเกิดมาก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกเหมือนกันหมด ความน่ากลัวของความไม่รู้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือมันจะทำให้ตัวเราเองต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

“ความรู้” ในที่นี้ไม่ใช่สักแต่รู้ แต่เป็นรู้อย่างลึกซึ้ง รู้อย่างแจ่มแจ้ง รู้อย่างเด็ดขาด รู้จนเข้าใจ หมายถึงรู้จนยอมรับเข้าไปในจิตใจ 

หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่ายอมรับความจริง หรือคำว่าปลง เรามักจะคิดกันว่ามันหมายถึงการยอมแพ้ การหลีกหนี หรือการปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น หลายคนเข้าใจผิดว่าการยอมรับความจริงเท่ากับความดักดาน จมปลัก ไม่พัฒนา หรือละทิ้งความรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้าม เพราะการยอมรับความจริงคือก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด คือก้าวแรกของการพัฒนา หากเราไม่ยอมรับว่าเรามีปัญหาอะไรตั้งแต่แรก เราจะทำอะไรต่อจากนั้นไม่ได้เลย เปรียบเสมือนคนป่วยต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่าตัวเองป่วย แน่นอนว่าไม่มีใครอยากป่วย หลายคนจึงดิ้นรนไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองป่วย ซึ่งการทำเช่นนั้นไม่อาจทำให้เราหายป่วยได้ การที่เราจะหายป่วยได้จึงจะต้องเลิกหวาดกลัว และยอมรับความจริงก่อนเป็นอันดับแรกว่าเราป่วย แล้วจึงจะสามารถรักษาโรคอย่างถูกต้องตรงประเด็นได้ในอันดับต่อไป

ปัญหาและความทุกข์ของคนเราก็เหมือนกัน ต้องเริ่มจากใจที่ยอมรับความจริง ใจที่รู้ว่าอะไรแก้ไขได้ อะไรแก้ไขไม่ได้ ใจที่รู้ว่าต้องใช้ยาตัวใดเพื่อเยียวยารักษาปัญหาใด ใจที่เปิดกว้างและถ่อมตัวพอที่จะเรียนรู้ เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ

ข้อสังเกตของใจที่ยอมรับความจริงกับใจที่ยอมแพ้นั้นดูออกไม่ยาก ใจที่ยอมรับความจริงจะเบาและสงบสุข แม้ว่าจะเจอปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ก็ตาม ส่วนใจที่ยอมแพ้จะหนักและห่อเหี่ยว แม้ปัญหานั้นจะแก้ไขได้แต่ก็จะมองไม่เห็นทางออก แค่ด่านแรกก็ว่ายากแล้ว ด่านต่อไปหลังจากยอมรับความจริงยังมีเรื่องให้ต้องฝ่าฟันอีกมาก แต่อย่างน้อย ใจที่ยอมรับความจริงนี้ก็จะเป็นเสบียงให้การเดินทางอันยาวไกลของเราไม่ลำบากจนเกินไป

ปัญหาต่อมาในการยอมรับความจริง คือเราจะสามารถแยกออกได้อย่างไร ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือคิดไปเองดังที่กล่าวมาข้างต้น ก่อนหน้านี้ฉันพบว่ามันยากเสียเหลือเกินในการวิเคราะห์ด้วยความคิด ฉันจึงย้อนกลับไปทบทวนถึงคำพระเทศน์ที่เคยฟังมาทั้งหมดในอดีต ท่านบอกว่าสิ่งที่บดบังจิตจากปัญญาคือกิเลส และกิเลสที่ใหญ่ที่สุดคืออัตตา หรือการหลงผิดยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง การหลงผิดนั้นมีรากเหง้ามาจากอวิชชา หรือความไม่รู้ ใจที่ไม่รู้ก็คือใจที่ไร้เดียงสา เข้าใจผิดไปว่ามีตัวกูของกู 

หลังจากใช้ชีวิตผ่านไปสักพัก พบเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ มาประมาณหนึ่งแล้ว ฉันก็เริ่มตกผลึกคำตอบได้อีกครั้ง

โดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์ทุกคนเหมือนกันหมด เพียงแค่เรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เราจึงสร้างชุดความคิดขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองในสถานการณ์ที่แตกต่างกันก็เท่านั้น ทั้งที่จริงเราล้วนแล้วแต่มีศักยภาพพอที่จะเข้าถึงความจริงได้ ถ้าหากเราปอกเปลือกที่เราสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวตนออกทีละชั้น ๆ เราจะพบว่าความเป็นตัวตนของเรามันเกิดขึ้นมาจากความคิดทั้งหมด ความคิดเป็นเสมือนฟิลเตอร์ที่บิดเบือนภาพจริงให้ผิดเพี้ยนไปตามการปรุงแต่งเพื่อปกป้องจิต ตัวตนของเรานั้นมี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มี ตัวตนของเราเป็นเพียงจิตบริสุทธิ์ที่สามารถสัมผัสและรับรู้ ไม่ใช่สิ่งอื่นใดอีกนอกจากนี้ ไม่ใช่แม้แต่ความคิดว่านั่นคือเรา เพราะเมื่อใดที่เราเริ่ม “คิด” ว่านั่นคือเรา ก็แปลว่าจิตของเราเริ่มสร้างความคิดขึ้นมาหลอกตัวเองอีกแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าจิตหลอกจิต 

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา เช่น ขันธุ์ห้า ล้วนแล้วแต่เป็นเปลือก มันประกอบขึ้นมาเป็นตัวเรา ของเรา และแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ ทำให้เรายิ่งหวาดกลัวและหวงแหน ว่าตัวตนของเราที่เคยเป็นกำลังจะเสื่อมสลาย ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ เมื่อมาถึงตรงนี้ตัวฉันเคยหวาดกลัวธรรมะ เพราะกลัวว่าหากยอมรับความจริงข้อนี้แล้ว เท่ากับฉันจะต้องยอมรับการสูญเสียทุกอย่างที่ฉันรักไป ฉันกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียหัวจิตหัวใจ อารมณ์ความรู้สึก คิดแล้วฉันนี่ก็ตลกดีนะ คิดไปเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง 

เพราะถ้าหากฉันไม่ใช่เจ้าของอะไร ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรเช่นกัน ฉันเป็นสมบัติของโลก เช่นเดียวกับที่ทุกคนก็เป็นสมบัติของโลก นั่นจึงแปลว่าพวกเราทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันตั้งแต่แรก การพบเจอและการลาจากไม่จีรัง ไม่ใช่แค่ความสุขที่เป็นมายา ความทุกข์เองก็เป็นมายา แม้เราจะพบเจอเพื่อพลัดพราก แต่เราก็พลัดพรากเพื่อพบเจอกันใหม่ด้วย ดังนั้น จึงไม่มีการพบเจอ ไม่มีการพลัดพรากที่แท้จริง เพราะทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกันต้ังแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อไม่มีการได้อะไรมาก็ไม่มีการสูญเสียอะไรไป เมื่อไม่มีการสูญเสียอะไรไปก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัว 

ที่เรายังกลัวเพราะใจเรายังไม่รู้ ต่อให้รู้แล้วแต่ก็ยังไม่รู้จนแจ่มแจ้ง เหมือนที่ตัวฉันเองก็ยังคงมีความกลัว แม้จะรู้แต่ใจมันยังไม่ยอมรับความจริง 100% และที่ใจมันยังไม่ยอมรับความจริง 100% ก็เพราะความรู้นั้นยังไม่ชัดเจนมากพอ เรียกว่าพอจะรู้แต่ยังไม่รู้แจ้งดีกว่า สักแต่รู้แต่ยังไม่ยอมรับเข้าไปในจิตใจ 

แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ แม้จะยังไม่สามารถทำได้ภายในชาตินี้ ชาติหน้าเรายังมี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมจะนำพา อย่างน้อยฉันก็มั่นใจได้อย่างหนึ่ง จิตดวงนี้สามารถเข้าถึงความจริงได้ มันมีศักยภาพพอที่จะทำอย่างนั้น 

ดังนั้นแล้ว ผู้ที่จะให้คำตอบได้ว่าอะไรคือจริง และอะไรคือคิดไปเองจะมีใครอีกล่ะ? นอกจากจิตของฉันเอง นี่เป็นหน้าที่ของฉันเองที่จะต้องพิจารณา เรียนรู้ แยกแยะ หากสิ่งใดเกิดขึ้นจากกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง กลัว คิด ฝัน สิ่งนั้นล้วนปนเปื้อนด้วยความคิดไปเองทั้งสิ้น ส่วนสิ่งที่จริงคือสิ่งที่รู้และเข้าใจได้เอง โดยปราศจากความคิด จินตนาการ ความหลง และอารมณ์ สิ่งที่รู้ได้ในสภาวะจิตที่สงบนิ่งเป็นสมาธิ สภาวะจิตที่เป็นกลาง ไม่ปรากฏความรัก ความเกลียด ไม่มีตัวเรา และไม่มีตัวเขา มันก็จะเหลือเพียงความจริงอย่างที่มันเป็นจริง ๆ เท่านั้น  

หากกล่าวโดยสรุป เราจะสามารถเข้าถึงความจริงได้ก็ต่อเมื่อเราวางอัตตาของเราลง อัตตาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความทะนงตนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างที่หลงผิดว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวกูของกู และพิจารณาไปตามเหตุผล พิสูจน์ไปตามความเป็นไปได้อย่างซื่อ ๆ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไร แค่ยอมรับมัน อย่างที่มันเป็นนั่นเอง

คนเรานั้นคิดผิด คิดว่าตัวเองพิเศษและสำคัญกว่าคนอื่น แต่ความจริงแล้วไม่มีใครพิเศษกว่าใคร ถ้าเราลอกเปลือกที่เราอุปโลกน์ขึ้นมาครอบกันเอง พวกเราก็แค่ฝุ่นผงในจักรวาลอย่างเท่าเทียมกันทั้งนั้น เรามักจะคิดไปเองว่าหากเราดื้อรั้นดันทุรังเพื่อความเชื่อของเรา โลกใบนี้จะเป็นอย่างที่เราคาดหวัง แต่ในความจริงมนุษย์เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว พวกเรามัวแต่หลงตัวเองและต่อสู้กับธรรมชาติ อยากที่จะเอาชนะและควบคุมมันได้ ทั้งที่ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมชาติก่อน เราก็ไม่มีวันที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้ เปรียบเสมือนการสร้างเครื่องมือเทคโนโลยี หากเราไม่รู้หลักการทางธรรมชาติของไฟฟ้า พลังงาน แรงโน้มถ่วง ฯลฯ เราจะไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาทำงานอะไรได้เลย ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของชีวิต จิตใจ ความทุกข์ ปัญหาต่าง ๆ แม้แต่การเกิดแก่เจ็บตาย 

คนเรามีความทุกข์ อยากจะควบคุมให้ความทุกข์นั้นหายไป โดยไม่พยายามจะเรียนรู้ธรรมชาติของความทุกข์ คนเราเกลียดชังกัน และอยากจะควบคุมคนที่เราเกลียดให้ได้ แต่ก็ไม่พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่าย เมื่อคนเรามีความโกรธ เราก็ไม่พยายามจะเข้าใจความโกรธของเราเอง เราจึงใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้เลย จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ปิดกั้นเราจากความเข้าใจในความเป็นจริงนั้นคืออคติ อคติคือความคิด ความคิดที่หลงผิด หลงยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ฉันรัก ฉันเกลียด ฉันสุข ฉันทุกข์ ฉันดี ฉันเลว ทุกคำมีแต่ฉัน ของฉัน เต็มไปหมด

“ฉัน” นี้สำคัญมาก ใหญ่มาก มากที่สุด จนบดบังทุกอย่าง จนทำให้ “ฉันเอง” นั่นแหละที่ตาบอด ไม่เห็นโลก ไม่เห็นความเป็นจริง ไม่เห็นอะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย สุดท้ายก็จะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จริงสักเรื่อง ไอ้ที่รู้ก็ไม่จริงสักเรื่อง รู้แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ก็ยังมั่นใจว่าตัวเองรู้ พอมันไม่ได้ดั่งใจก็พาลโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น พวกเราก็เป็นแบบนี้กันหมดนั่นแหละ โง่เหมือนกันหมด พอเริ่มรู้ตัวว่าโง่เข้าหน่อยก็อาจฉลาดขึ้นมาบ้าง แต่พอเริ่มกลับไปคิดว่าตัวเองฉลาดขึ้นแล้ว ก็จะกลับไปโง่อีกครั้งอยู่ดี บันเทิงดีแท้ธรรมชาตินี้ 55555

สิ่งสำคัญในการแยกแยะความจริงกับความหลงผิดคือการมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ รู้ทันความคิดความรู้สึกของตัวเอง รู้ว่าตัวเองไม่ได้พิเศษ ถ่อมตัว ยอมรับว่าตัวเองเล็กจ้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับโลกนี้ เมื่อนั้นเราจะมองเห็นและเข้าใจโลกตามความจริงที่มันเป็น เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจโลก ทั้งโลกนี้ก็จะคอยเกื้อหนุนเรา จงจำไว้ว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการมาถึงตรงนี้คือสติปัญญา คำนี้ประกอบด้วย สติ และ ปัญญา สติปัญญาที่บอกเราว่าการพึ่งพากันคือทางอยู่รอดที่ดีที่สุด ความเมตตาจึงไม่ได้เป็นผลพวงมาจากความดี แต่ความดีเป็นผลพวงมาจากความรู้ ความฉลาด ความเข้าใจในธรรมชาติและการอยู่รอด

จงจำไว้ว่าคนเราจะเข้าถึงสติปัญญาที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ เราโยนอัตตา ความทะนงตน อคติ ทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่น กิเลส ความกลัว ฯลฯ ทิ้งไป จงจำไว้ว่าเราไม่ได้สูงหรือต่ำกว่าใคร เราเท่าเทียมกัน การคิดว่าเราดีหรือเลวกว่าคนอื่น ๆ คือการสำคัญตัวผิดทั้งคู่ คือการมองว่าเราพิเศษ เราแตกต่าง และถ้าคำว่า “เรา” มันใหญ่เกินไป ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ เราก็จะถูกบดบังจนไม่เห็นความจริง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่แปลกที่โลกนี้จะไม่ได้อยู่เคียงข้างเราอีกแล้ว 

ประเด็นนี้น่าสนใจมากทีเดียว ฉันพบว่าความรู้นี้วนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวฉันมานานแล้ว เช่น คำพระสอน ที่บอกว่าถ้าชนะตนเองได้เพียงอย่างเดียวก็เหมือนชนะทุกอย่างแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันเคยเข้าใจว่ามันหมายถึงการเอาชนะความทุกข์ หากใจไม่ทุกข์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้สึกว่าแพ้ ต่อมาก็รู้สึกว่าการเอาชนะตัวเองเหมือนการใส่รองเท้า เพราะเราไม่สามารถทำให้พื้นทั้งโลกสะอาดได้ เราจึงต้องแก้ที่ตัวเราโดยการใส่รองเท้า ทีนี้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนเท้าของเราก็จะไม่สกปรก

จริง ๆ การตีความสองอย่างนั้นก็ถูกทั้งคู่ แต่วันนี้ฉันก็ได้รู้ความหมายของมันลึกลงไปอีกหนึ่งชั้น นั่นก็คือหากเราเอาชนะความหลงผิดของตัวเองได้ เราก็จะสามารถเข้าถึงความจริง และเมื่อเราเข้าถึงความจริง เราก็จะสามารถใช้ความรู้นั้นทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ

แม้ในศาสตร์เวทมนตร์ตะวันตกอย่าง Witchcraft ก็พูดถึงหลักการนี้เหมือนกันไม่มีผิด รวมถึงการ์ตูนเรื่อง Fullmetal Alchemist Brotherhood ก็เช่นกัน น่าประทับใจในสติปัญญาที่เฉียบขาดของนักเขียนคนนี้ 

ถึงตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉันถึงผ่านประสบการณ์หลาย ๆ อย่างเพื่อมาถึงวันนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งที่เป็นครูให้แก่ฉัน อีกทั้งยังรู้สึกทึ่งใน FMAB ที่ทำให้ความเข้าใจลึกซึ้งลงไปได้อีกเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่กลับไปย้อนดูอีกรอบ 

การแยกแยะความจริงออกจากความหลงผิดอาจจะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ถ้าใจสงบพอ เหมือนน้ำที่ฝุ่นผงตกตะกอน เราก็จะเห็นความสะอาดใสโดยธรรมชาติ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมหรือละทิ้งการฝึกฝนจิตใจ การทำสมาธิ เจริญสติกรรมฐาน สิ่งนี้เป็นประโยชน์มากจริง ๆ เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังเผลอคิด เผลออคติ เผลอเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า แต่การมีสติรู้สึกตัวสามารถฝึกฝนได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฝึกหรือไม่.




SHARE
Writer
SAXIFRAGA
Writer
ห่างไกลเกินกว่าจะเลิกบ้า

Comments