All man's pilgrimage 03

"จิ้งจอกน้อย- เจ้าจิ้งจอกน้อยใช่หรือไม่" 
หกปีผ่านเลยไป ความทรงจำหล่นหาย ทุกสิ่งแปรผันไม่ต่างจากเนินทราย ช่วงเวลาอันแสนสงบสุขกลายเป็นเรื่องในกาลก่อน จิ้งจอกน้อยในวันนั้นกลับกลายเป็นเด็กหนุ่ม ดวงตาของมันระยับแสงเมื่อคนเบื้องหน้าระลึกได้

มันถลาเข้าหาแสงอาทิตย์ซึ่งยึดเหนี่ยวใจโอนเอนของมันไว้ท่ามกลางลมพายุทราย สัมผัสอุ่นละมุนโอบล้อม มันรู้สึกปลอดภัย

"ข้านึกว่าชีวิตนี้คงไม่ได้พบท่านอีกแล้ว"

เมืองผลัดผู้นำ ศรัทธาแปรเปลี่ยน คนต่างถิ่นเรืองอำนาจ ชนพื้นเมืองซัดเซพเนจร ครอบครัวแตกสลาย ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก จิ้งจอกเฝ้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งทอแสงเรืองรองอยู่บนฟากฟ้า หวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง มันกลืนก้อนสะอื้น ร้องไห้กับอกอีกฝ่าย

ได้ยินวีด๊าดเปรยว่า "เจ้าเองก็ออกเดินทางเหมือนกันหรือ" พลางลูบศีรษะมันเบาๆ

เมื่อหกปีก่อน จิ้งจอกน้อยยืนส่งขบวนสินค้าซึ่งมีวีด๊าดร่วมเดินทางไปด้​วยออกจากประตูเมือง เบื้องหลังกำแพงสูงใหญ่คือสถานอันมั่นคง มันพยายามเหนี่ยวรั้งคนโปรดไว้ในถิ่นฐานของตัวเอง

"ท่านไม่ไปไม่ได้หรือ" 

ชายหนุ่มตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มเศร้า ม่านหมอกปกคลุมดวงตาสีเข้มใสกระจ่างอยู่ครู่หนึ่ง เสียงของวีด๊าดสลักลงในใจเยาว์วัยของจิ้งจอก

"คนทุกคนล้วนมีที่ที่ต้องไป ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเจ้าอาจจะได้พบที่แห​่งนั้นก็เป็นได้" 

ครั้งนั้นจิ้งจอกยังไม่รู้เดียงสา ได้แต่ปล่อยให้คำพูดซึมซาบอยู่ในทุกอณูของจิตวิญญาณ รอจนสายลมเปลี่ยนทิศ ชาห์เสื่อมอำนาจ สุลต่านครองนคร จึงได้เข้าใจ

โพรงรังที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าบ้าน วันหนึ่งไม่อาจเรียกว่าบ้านได้อีกต่อไป ผู้คนละทิ้งความเชื่อเดิม เอาตัวรอดจากการประหัตประหาร ก้มจำนนต่อข้อบังคับ ศาสนาคนเถื่อนอ้าแขนต้อนรับเหล่าสาวก​หน้าใหม่ไปพลาง กำจัดปฏิปักษ์ไปพลาง แม้มีสมบัติพัสถานท่วมฟ้าก็ไม่อาจหยุดยั้งความไม่แน่นอน

จิ้งจอกน้อยเจริญวัย และปรารถนาออกเดินทาง ครั้นเส้นไหมคลายปม กี่เริ่มถักทอผืนผ้าอีกครั้ง ขบวนสินค้าและคณะจาริกจึงได้จร หนุ่มน้อยเหลียวมองประตูบ้านเกิดเมืองนอนเป็นครั้งสุดท้าย ภาพตนยามส่งวีด๊าดท่องไปในผืนทรายพลันปรากฎขึ้นมา แม้ไร้คนสำคัญให้ร่ำลา มันก็ยังได้อำลาตัวเอง

เปลวเทียนสั่นไหว ปราการหนาคลายความร้อนที่กักเก็บไว้ยามกลางวัน บรรเทาความหนาวเย็นยามค่ำคืน เด็กหนุ่มถามอีกคนเสียงเบา "ข้าผิดมากใช่หรือไม่ ที่ทิ้งทุกคนไว้ข้างหลัง" ดวงตาสุกใสซ่อนอยู่ในกลุ่มหาง คาดเดาในคำตอบ

วีด๊าดเห็นท่าทีเช่นนั้น เพียงเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังต่างนิทานก่อนนอน เล่าจบแล้วก็ดับเทียน คำตัดสินถูกเปลี่ยนเป็นคำถาม

"เจ้ายังอยากเดินทางไปกับข้าอยู่ไหม"

จิ้งจอกพักพิงอยู่ในอุ้งมือบิดาของมันและหลับสนิทตลอดทั้งคืน จนกระทั่งแสงแรกมาเยือน


บิดาและมารดาของชายหนุ่มกล่าวบอก 'ถึงเวลาต้องไปแล้ว'​ ก่อนพากันเดินทางออกจากเผ่าไป

ครั้งนั้นบุพการีให้เหตุผลว่าเด็กน้อยยังไม่อาจติดตามพวกท่านไปได้ บุตรผู้ยังเยาว์เกินกว่าจะจัดการกับความน้อยเนื้อต่ำใจจึงถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

เมื่อคืนจิ้งจอกกำท่อนแขนวีด๊าดไม่ปล่อย ตื่นมา ในลานสายตาก็ยังเห็นเป็นเช่นนั้น คู่หูออกเดินทางออกจากสถานีคาราวานไปกับขบวนค้าเครื่องหนังซึ่งมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินตะวันออก

เด็กหนุ่มซัก "ท่านเจอที่แห่งนั้นหรือยัง"

ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน วีด๊าดยังคงตามหา 'ที่ที่ทุกคนต้องไป'​ ตามคำบอกเล่าของบิดามารดา เดินทางอย่างเอาเป็นเอาตาย เทียวเข้าออกหอคัมภีร์และศาสนสถานไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อหาคำตอบที่ไม่รู้ว่ามีอยู่หรือไม่

รอยเศร้าที่มักปรากฎให้เห็นอยู่บ้างหาไม่พบแล้วในดวงตาสีเข้ม คู่สนทนาเปล่งเสียงหัวเราะพร้อมจุดยิ้มบนใบหน้า

"ยังไม่เจอ แต่อีกไม่นานนักหรอก"

จิ้งจอกเห็นใบหน้าสว่างไสวแล้วหลงคิดไป ว่าดินแดนแห่งนั้นของตนก็คือดวงแสงเจิดจ้าข้างกายนั่นเอง



แล้ววันหนึ่งก็ต้องไป มุ่งสู่ทางสายของตน 😌
เขียนเมื่อ 1 และ 2 สิงหาคม 2563
SHARE
Written in this book
Eden
Yes, I miss you And I’m waiting for you in the garden /A peaceful sanctuary of my OCs/
Writer
pengubeing
dreamer
penguin has already found his peaceful home

Comments