แมวส้ม, เด็กสาว, วันสิ้นโลก
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงผืนดินแต่แสงอันอ่อนโยนนั้นไม่อาจส่องสว่างสู้แสงสังเคราะห์สีส้มเข้มจากหลอดไฟนีออนได้ ผมนอนทอดตัวอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งพลางเลียทำความสะอาดขนสั้นสีน้ำขิงลายทาง ช่างเป็นสถานที่ที่เงียบสงัดร้างไร้ซึ่งผู้คน สิ่งเดียวที่ได้ยินคือเสียงแมลงดังระงมจากป่าโดยรอบ ชานชาลาแห่งนี้ตั้งอยู่กลางธรรมชาติ ไม่มีแม้กระทั่งคนประจำการ ตัวสถานีมีเพียงหลังคากันสาดเล็กๆสำหรับบังแดด นอกจากนั้นก็มีแค่ต้นไม้หลากสีสันโอบล้อมไว้

สภาพของผมในตอนนี้นั้น หากมีแมวตัวอื่นผ่านมาคงเห็นได้ชัดว่าผมมีสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก แต่ใครบ้างล่ะที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยในวันแบบนี้ ทุกคนคงกลัวไม่อยากให้เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง แต่สำหรับผมแล้วอยากให้เวลาผ่านไปไวกว่านี้

เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเพราะข้อความปริศนาบ้าๆนั่น

[ พระเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวัน วันที่หนึ่งแยกแสงสว่างออกจากความมืด วันที่สองสร้างท้องฟ้า วันที่สามสร้างทะเล ผืนดิน และต้นไม้ วันที่สี่สร้างดวงดาว วันที่ห้าสร้างสัตว์น้ำและนก วันที่หกสร้างสัตว์บนผืนดิน วันที่เจ็ดทรงอวยพรไว้เป็นวันบริสุทธิ์

พระเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวัน และจะทำลายลงในเจ็ดวัน ]
 
“แปลกใช่ไหมล่ะ?” เธอส่งยิ้มให้ขณะมองมาที่ผม ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยังใจเย็นอยู่ได้

เหมือนว่าข้อความที่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างปริศนาบนสมาร์ทโฟนของมนุษย์ทุกคนบนโลก รู้ได้ยังไงน่ะหรอ จากสวนสาธารณะที่ผมอาศัยอยู่มองเห็นจอทีวีขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่กลางสามแยก เรื่องแบบนี้ก็ต้องออกข่าวด่วนกันเป็นธรรมดา บางคนก็ตื่นตระหนกว่าจะเป็นลางร้ายอะไรหรือเปล่า บ้างก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องอำกันเล่น แต่จากปฏิกิริยาแล้วเธอคงเป็นคนในจำพวกหลัง


เธอคือเด็กสาวมัธยมปลายโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในละแวกนี้ หลังเวลาเลิกเรียนเธอมักจะแวะมาหาผมที่เป็นแมวส้มจรจัดที่สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นประจำ เราเจอกันครั้งแรกเมื่อครึ่งปีก่อนในวันที่พายุโหมกระหน่ำ ผมที่ตอนนั้นไม่มีที่พึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเธอพาไปหลบฝนที่หน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง ดูเหมือนว่าเธอจะอยากรับผมไปเลี้ยงที่บ้านแต่คุณแม่ไม่อนุญาต สุดท้ายแล้วเราจึงได้แค่แอบนัดพบกันที่สวนแห่งนี้


“ฉันน่ะเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณเตือนวันสิ้นโลกนะ” เธอพูดเรื่องน่าลำบากใจออกมาด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ต่างจากพวกมนุษย์คนอื่นที่ผมเห็นมาตั้งแต่เช้า คนพวกนั้นมีท่าทีรำคาญ เศร้าหมอง โกรธเคือง สีหน้าเปื้อนอารมณ์แง่ลบ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ต่างออกไป

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ถึงจะเป็นวันสิ้นโลกแต่ถ้าเราแก้ไขอะไรมันไม่ได้อย่างน้อยก็ควรจะมีความสุขจนตอนสุดท้ายไม่ใช่หรอ” เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมก่อนจะลูบหัวไปมา ทั้งๆที่ผมก็ทำหน้านิ่งตามปกติแท้ๆ

“ที่จริงฉันก็อยากเขียนบันทึกเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนะ อยากเขียนเก็บไว้ในสมุดบันทึกความทรงจำ แต่น่าเสียดายที่ทำหายไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้” เธอทำแก้มป่อง ไม่แปลกที่จะอารมณ์เสีย ผมเคยเห็นสมุดบันทึกนั่นหลายครั้งแล้ว เป็นสิ่งที่เก็บรวบรวมความทรงจำของเธอเอาไว้ ทั้งบันทึกประจำวัน รูปถ่าย ทั้งเล่มถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เป็นสมบัติแห่งความทรงจำอันล้ำค่า ไม่คิดว่าเธอจะพกมันออกไปข้างนอกแล้วทำหายไปเสียเฉยๆ

“ถ้าวันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ อย่างน้อยฉันก็อยากทบทวนความทรงจำของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายนะ” ความเศร้าฉายอยู่ในแววตาในขณะที่ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มจางๆ

ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้


ผมส่งสายตาเบื่อหน่ายให้เธอที่อุ้มผมแบบหงายท้องไว้ในอ้อมอก วันนี้เป็นวันที่สามหลังจากข้อความปริศนานั่นถูกส่งให้คนทั่วโลกผ่านสมาร์ทโฟน เมื่อวานเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดอุปมากันไปว่าวันสิ้นโลกเริ่มใกล้เข้ามาถึงเหมือนดั่งในคำเตือนแล้ว ในขณะที่บางคนยังคงยืนกรานว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญและหลอกลวงเท่านั้น แต่คนเหล่านั้นก็ต้องลองคิดทบทวนใหม่ เมื่อวันนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีก น้ำทะเลทั่วโลกเปลี่ยนไปเป็นสีโคลน สัตว์น้ำบางชนิดเริ่มล้มตาย สร้างความสับสนปั่นป่วนให้แก่ผู้คนทั่วโลก ตอนนี้แม้แต่ตัวผมเองก็เริ่มสงสัยแล้วว่าวันสิ้นโลกอาจจะกำลังเข้ามาถึงจริงๆก็ได้

“เพราะแบบนั้นวันนี้โรงเรียนถึงหยุดเรียนน่ะ ฉันเลยตัดสินใจว่าน่าจะใช้โอกาสนี้พานายมาช่วยกันตามหาสมุดบันทึกของฉันกัน” เธอก้มลงมองผมก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเกาพุงผมเบาๆ ตามกฏแล้วห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโรงเรียน แต่วันนี้แทบไม่มีคนอยู่ จะทำอะไรก็ได้


ผมถูกอุ้มไปตามห้องเรียนต่างๆของเธอ ตรวจสอบตู้ล็อคเกอร์ ตู้รองเท้า ฝ่ายรับฝากของหาย (เจ้าหน้าที่เป็นคนชอบแมวมาก ผมเลยถูกเอาไปอุ้มแลกกับการที่เธอไม่โดนฟ้องเรื่องพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโรงเรียน) เราไปแม้กระทั่งในห้องน้ำ แต่ก็ไม่เจออะไรเลย


“น่าเสียดายจังนะ” เธอพึมพำในขณะที่เดินกลับไปยังสวนสาธารณะ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ในน้ำเสียงไม่มีความเศร้าสร้อยแฝงอยู่แม้แต่น้อย

“ยังมีเวลาอีกสามวัน นายจะไปช่วยฉันล่าสมบัติต่อรึเปล่า” เธอใช้นิ้วชี้จิ้มจมูกผมก่อนจะปล่อยผมลงข้างม้านั่งประจำของเธอ ผมร้องเมี้ยวตอบหนึ่งที พลันรอยยิ้มอันสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง

วันที่สี่ต้นไม้เริ่มเฉาตาย เธอพาผมไปหาสมุดที่บ้าน คุณแม่ไม่ว่าอะไรแถมยังลูบหัวผมด้วยความเอ็นดู สงสัยว่าเป็นเพราะใกล้ถึงวันสิ้นโลกแล้วหรือเปล่า แมวตัวหนึ่งจะอยู่หรือไม่คงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ในวันนั้นเราไม่เจอสมบัติของเธอ


วันที่ห้าปศุสัตว์เริ่มล้มตาย วันนั้นเธอกอดผมไว้แน่น สะอึกสะอื้นราวกับกลัวว่าผมจะหายไป ทั้งๆที่ถ้าถึงวันสิ้นโลกพวกเราก็จะต้องตายกันหมดแท้ๆ ผมจะตายวันนี้หรือในอีกสองวันก็คงไม่ต่างอะไรกัน เราไปหาสมุดที่โรงเรียนสอนพิเศษ ประตูถูกล็อคไว้แน่นแต่เธอทุบกระจกเข้าไป ตอนนี้แค่กระจกบานหนึ่งคงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว แต่กระนั้นเราก็ยังไม่เจอสมบัติของเธอ


วันที่หกเริ่มเกิดหลุมแผ่นดินถล่มขนาดใหญ่ขึ้นทั่วโลก ผู้คนไม่มีใครออกจากบ้าน ทั้งเมืองดูเหมือนเป็นเมืองร้าง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ยอมแพ้กับการตามหาสมุดบันทึกความทรงจำ ผมนั่งรอเธออยู่ที่ม้านั่งตัวประจำโดยคิดว่าจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว แต่เธอก็ยังโผล่มาให้เห็น

“โอกาสสุดท้ายแล้วนะ” เธอปั้นหน้ายิ้มแต่ไม่อาจกลบความสั่นเครือในน้ำเสียงไว้ได้ วันนั้นเราไปหาที่สถานีรถไฟฟ้าที่เธอขึ้นประจำ เธออุ้มผมขึ้นพาดบ่า มือลูบแผ่นหลังอ่อนนุ่มของผมไปตลอดทาง

“ทุกคนสิ้นหวังหมดแล้วนะ คุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว ทุกคนเอาแต่นั่งร้องไห้ เพื่อนๆของฉันก็เหมือนกัน มีแต่ฉันนี่แหละที่คอยพูดว่า ถ้ามันจะจบสิ้นลงก็ทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสิ” เธอพูดพลางเดินไปเรื่อยๆ ถึงจะมองไม่เห็นหน้าแต่สัมผัสได้ว่าเธอต้องกำลังยิ้มอยู่อย่างแน่นอน

“ทุกคนเอาแต่เสียใจเพราะกำลังจะสูญเสีย จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญคือเรายังมีเวลาเหลืออยู่ต่างหาก” เธอพูดเรื่องเข้าใจยากออกมา ตอนนั้นผมรู้สึกโชคดีที่ตัวเองเกิดเป็นแมว ไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีอะไรต้องเสียดาย ชีวิตนี้จะเป็นยังไงก็ช่าง ผมคิดอย่างนั้น

“อ๊ะ” เธอหยุดเท้าลงหลังจากก้าวเข้ามาภายในสถานี ผมพยายามเอี้ยวตัวไปมองด้านหลังแต่มองไม่เห็น เธอที่รู้สึกได้ถึงแรงดิ้นปล่อยผมลง

“ดูสิ!” เธอหันมาหาผม น้ำเสียงสดใสร่าเริงขึ้นทันทีหลังจากเห็นภาพตรงหน้า สิ่งนั้นคือซากของสมุดโน๊ตปกสีน้ำตาลอ่อนตกแต่งด้วยสติกเกอร์นูนลายมุก หัวใจ และดวงดาว พร้อมกับรูปการ์ตูนที่ถูกวาดไว้ที่ปก มันถูกรถไฟทับจนยับเยินแต่กระดาษยังไม่ขาดออกจากกัน นับว่ายังอยู่ในสภาพที่รับได้

จากสถานการณ์ในตอนนี้คาดว่าคงไม่มีรถไฟวิ่งแล้ว แต่เธอยังคงทำท่าคิดหนักเหมือนกับกังวลอะไรอยู่ ในตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นมาได้ว่ารถไฟขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า เธอคงกลัวว่ารางจะมีไฟฟ้าแรงสูง อาจอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ความจริงแล้วถ้าตกลงไปก็ใช่ว่าจะถูกไฟดูดทันทีเสียหน่อย เรื่องพวกนี้เจ้าพวกมนุษย์มีระบบป้องกันอยู่แล้ว

ผมที่เป็นแมวไม่อาจบอกเรื่องนี้ให้เธอรู้ได้ จึงตัดสินใจลงไปเอาสมุดขึ้นมาให้เธอเอง เธอที่เห็นผมกระโดดลงไปแบบนั้นทำท่าร้องห้าม แต่ผมก็คาบสมุดกลับมาได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ แต่ทว่า…

ชั่วพริบตานั้นเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ในขณะที่ผมกำลังกระโดดขึ้นชานชาลารถไฟ พื้นปูนใต้เท้าของเธอก็เกิดรอยร้าว ก่อนที่มันจะยุบลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลุมนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก เธอจึงคว้าขอบของหลุมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่จะร่วงลงไปยังก้นบึ้งไร้ที่สิ้นสุดด้านล่าง ผมใจหายวาบ ในปากยังคงคาบสมบัติชิ้นสุดท้ายของเธอไว้ ภาพตรงหน้าคือเด็กสาวผมดำยาวสยายในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่กำลังจะร่วงลงไปสู่ความตาย ขอบหลุมที่มือขวาของเธอคว้าไว้กำลังอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ชิ้นปูนกำลังจะถล่มตามพื้นด้านข้างลงไป

“คุณแมว… สมุด” ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง เธอยื่นมือซ้ายมาหาผม หยาดน้ำตาร่วงผลอยลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง ผมอยากจะคว้ามือของเธอแล้วดึงร่างบางนั้นขึ้นมาแต่ไม่อาจทำได้ สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำเพื่อเธอได้คือยื่นสมบัติแห่งความทรงจำที่ผมคาบไว้สู่มือของเธอ

ทันทีที่เธอคว้าสมุดในมือ ผืนดินรอบด้านทรุดตัวลงพร้อมกับพาร่างของเธอลงสู่ก้นบึ้งของดาวเคราะห์ หัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ ตอนนั้นเองที่ผมเสียใจที่เกิดเป็นแมว ตอนนั้นเองที่ผมหวังว่าตัวเองจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจว่าทำไมเธอถึงร้องไห้ตอนที่คิดว่าผมกำลังจะตาย ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจว่าช่วงเวลาแม้แต่วินาทีเดียวที่เราจะมีชีวิตต่อไปได้ก็มีความหมาย ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจคำพูดของเธอ

แต่มันสายไปแล้ว สายไปเสียแล้ว ผมไม่อาจทำอะไรได้ ไม่อาจช่วยเธอที่อยู่ระหว่างขอบของความเป็นความตาย ไม่อาจส่งเสียงร้องเรียกเพื่อให้เธออุ่นใจได้ ไม่อาจบอกครอบครัวของเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่อาจอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้ายของเธอ สุดท้ายแล้วผมมันก็แค่แมวส้มตัวหนึ่ง ไม่อาจทำอะไรได้เลย

ผมนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ข้างหลุม ผมจะโดดตามเธอลงไปก็ได้แต่มันคงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ในเมื่อวันสิ้นโลกเริ่มขยับเข้ามาใกล้เต็มที อย่างน้อยความฝันสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไปพร้อมกับสมบัติแห่งความทรงจำชิ้นสุดท้ายของเธอก็กลายเป็นความจริง อย่างน้อยผมก็ช่วยให้มันเป็นจริง ผมแหงนหน้าดูเวลาบนนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ถูกแขวนอยู่บนผนัง นาฬิกาบอกเวลาห้าทุ่มห้าสืบเก้า ผมนั่งนับถอยหลังรอเวลา ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง…


นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน พระเจ้าจะทำลายโลกภายในเจ็ดวัน และในวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เจ็ด ผมก็คงจะได้พบกับเธออีกครั้ง

ภาพ: Daria Sheveleva https://unsplash.com/photos/ykHTPzdBR8c
SHARE
Writer
6105_miles
PTSD/Social Phobia
Currently struggling with PTSD and Social Phobia. Writing down my thoughts helps me ease my mind for a little.

Comments