การล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวีย
การล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวีย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น และ การล่มสลายของคอมมิวนิสต์ ,ยูโกสลาเวียเป็นประเทศเป็นกลางในช่วงสงครามเย็น ปกครองโดยระบบคอมมิวนิสต์-สังคมนิยม ลัทธิตีโต้ มีการเลือกตั้ง และ มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมภายใต้การแทรกแซงของรัฐ ซึ่งเราเรียกระบบนี้ในภายหลังว่า เศรษฐกิจแบบผสม 

การล่มสลายเริ่มต้นขึ้น เมื่อกลุ่มชาตินิยมในประเทศ เริ่มมีอำนาจมากขึ้น,ยูโกสลาเวียปกครองโดยเป็นสหภาพที่ประกาศเป็นสหพันธรัฐ อันประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐ และ 2 เขตปกครองตนเอง 

ก่อนการเติบโตของพวกชาตินิยม ยูโกสลาเวียอยู่ใต้การปกครองของตีโต้ จนถึงปี 1980 เมื่อตีโต้ และ เหล่าผู้นำรุ่นเดิมเสียชีวิต ผู้นำรุ่นใหม่เข้าบริหารประเทศ แต่พวกเขาพบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มปัญญาชนสายชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมขึ้น และในเวลา 1ทศวรรษพวกเขาก็ชนะการเลือกตั้ง และ เข้าไปนั่งในสภาสูงสุดของยูโกสลาเวีย 

วิกฤตที่จะนำไปสู่การล่มสลายเริ่มต้นขึ้น จากปัญหาเศรษฐกิจที่ สาธารณรัฐสังคมนิยมเซอร์เบีย 1ในสาธารณรัฐของยูโกสลาเวีย เป็นสาธารณรัฐที่มีปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด ทำให้ประชากรชาวเซิร์บ ย้ายเข้าไปในโครเอเชีย และ บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดี ความกลัวชาวเซิร์บก่อให้เกิด กระแส่ต่อต้านชาวเซิร์บ ด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกัน ทำให้ชาวเซิร์บ มักมีความขัดแย้งกับชาวบอสเนียก และ ชาวโครแอท มาตั้งแต่โบราณกาล,กระแส่ต่อต้านนำไปสู่การปะทะกันระหว่าง ชาตินิยม กับ ชาตินิยม,ในเวลานั้น ผู้นำฝ่ายสังคมนิยม นิยาซ ดูราโกวิช วิพากวิจารณ์กลุ่มชาตินิยม และ ประธานาธิบดีอาลียา อีเซ็ตเบโกวิชว่า ความคิดและระบบชาตินิยมที่อิงชาติพันธุ์และศาสนา จะบ่อนทำลายประเทศและเอกภาพของยูโกสลาเวีย ซึ่งก็เป็นความจริง

ในปี 1989 โคโซโว 1ใน2ของเขตปกครองตนเอง และ เป็นเขตที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด มีทั้งโรงงาน เหมืองถ่านหิน และ แหล่งอุตสาหกรรมมากมาย เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชาวเซิร์บกับชาวอัลบาเนียนในพื้นที่ จากเหตุผลที่มีความไม่ชัดเจนในการปกครองของเขตปกครองตนเองโคโซโว ว่า เขตปกครองนี้จะเป็นตัวแทนของชาวอัลบาเนียนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโคโซโว หรือ จะเป็นเขตปกครองไม่อิงชาติพันธุ์ ทำให้ชาวอัลบาเนีย เริ่มที่จะสยายปีก ด้วยการขยายอำนาจของตน ในขณะที่พวกเซิร์บไม่พอใจ เพราะพวกนั้นมองว่าโคโซโว ครั้งหนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งของเซอร์เบียในช่วงก่อนการรุกรานยุโรปของออตโตมันเติร์ก ในช่วงที่ชาวเซิร์บกำลังปลุกกระแส่ชาตินิยม สโลโบดัน มิโลเชวิช ก็ปรากฎตัว เขากลายเป็น ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเซอร์เบีย ในปี 1989 และ เริ่มที่จะสนับสนุนชาตินิยม เขาเป็นคนที่ไม่เคยพลาดที่จะแสดงโอกาสในการเป็นศัตรูกับชาวโครแอทและชาวบอสเนียก ซึ่งเป็นชนชาติปกครองประเทศยูโกสลาเวีย 

มิโลเชวิช เดินทางไปโคโซโว เขาเริ่มสนับสนุนแนวคิดหัวรุนแรงที่เรียกว่า เชทนิช ให้ดำเนินการ ในการคุกคามชาวอัลบาเนียนในพื้นที่ ผลคือ เกิดอาชญกรมากขึ้นในโคโซโว ชาวอัลบาเนียนถูกชาวเซิร์บทำร้ายร่างกายหลายคน ส่งผลให้เกิดวิกฤตโคโซโว หลังจากฝ่ายตำรวจไม่สามารถจัดการปัญหาในโคโซโวได้ ในที่สุด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จอมพลเวลีโก กาดีเยวิช ส่งทหารเข้ารักษาความสงบในโคโซโว แต่นั้นไม่ได้ทำให้ชาวอัลบาเนียนพอใจมากนัก เพราะมีการประกาศกฎอัยการศึก และ ใต้การสนับสนุนลับของประเทศอัลบาเนีย ชาวอัลบาเนียนในโคโซโว จึงก่อตั้งกองกำลังปลดแอกโคโซโว หรือ KLA เช่นเดียวกับที่พวกเซิร์บ แอบก่อตั้งเชทนิช ความตึงเครียดนี้จะคงอยู่ไปอีกนานจนถึงปี 1998 ที่กลายเป็นสงครามโคโซโว

จอมพลเวลีโก กาดีเยวิชกลับมายังซาราเยโว และกล่าวต่อคณะกรรมาธิการกลางแห่งรัฐบาลกลางว่า ทุกอย่างในโคโซโว เป็นไปอย่างดี สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม อย่างไรก็ตาม เกิดการปะทะทางทหารและมีการปล้นอาวุธเกิดขึ้นมากมายในโคโซโว

กลับมาที่ส่วนกลาง ในการประชุมปี 1991 สโลโบดัน มิโลเชวิช ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นผู้นำประเทศยูโกสลาเวีย ได้ทำการป่วนการประชุมคณะกรรมาธิการกลางแห่งรัฐบาล และ การประชุมสภาสูงสุดแห่งยูโกสลาเวีย ในการเลือกผู้นำ ฝ่ายบอสเนียและโครแอท ชนะ พวกเขาตั้งสเตฟาน เมซิช เป็นประธานาธิบดี และ อันเท มาร์โกวิช เป็นนายกรัฐมนตรี แห่งยูโกสลาเวีย คณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกที ถูกวิจารณ์ว่า ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยจากฝ่ายเซิร์บ เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นสมาชิกในคณะรัฐบาล และ ฝ่ายเซิร์บกลายเป็นฝ่ายค้านโดยปริยาย ซึ่งทำให้มิโลเชวิชไม่พอใจ 

แต่ว่า ด้วยกระแส่ชาตินิยมของชาวโครแอท ผู้นำสาธารณรัฐโครเอเชีย ประธานาธิบดี ฟรานโย ตุจมัน ได้ริเริ่มแนวคิดที่จะแยกประเทศ ภายหลังการอพยพเข้ามาของชาวเซิร์บมากขึ้น ตุจมัน สนับสนุนแนวคิดต่อต้านชาวเซิร์บ เขายังเป็นผู้นำที่ทำให้ ฝ่ายโครแอท แตกเป็นสองเสียง เสียงแรกคือ เสียงกลุ่มชาตินิยมที่อยากแยกตัว เสียงที่สองคือเสียงของชาวโครแอทที่อยู่ในคณะรัฐบาล ตุจมันจัดการลงประชามติประกาศเอกราชของประเทศ ผลคือ 93.24% เห็นด้วยกับการแยกตัวสาธารณรัฐโครเอเชีย มีการลงนามประกาศเอกราช และเลือกวันที่เป็น วันที่25 มิถุนายน ในขณะที่ประธานาธิบดียูโกสลาเวีย สเตฟาน เมซิช  และ นายกรัฐมนตรี อันเท มาร์โกวิช เข้าเจรจากับประธานาธิบดีตุจมัน เพื่อยุติการประกาศเอกราช แต่มันก็ไม่ได้ผล ตุจมันยังคงดำเนินการต่อไป

ก่อนหน้านั้น ได้มีการลงประชามติแยกตัวสโลเวเนีย ในเดือนธันวาคม ปี 1990 ผลลัพท์คือประชากร 95.71%เห็นด้วย ถ้าสโลเวเนียจะแยกตัวจากสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย อย่างไรก็ตาม กระแส่ชาตินิยมของสโลเวเนียไม่ได้รุนแรง และ รัฐบาลสโลเวเนีย ก็ไม่ได้ดำเนินการแยกตัว แต่เมื่อ โครเอเชียประกาศจะแยกตัว สโลเวเนียกลับลำ เตรียมดำเนินการแยกตัวออกจากยูโกสลาเวีย 

25 มิถุนายน 1991 สโลเวเนียและโครเอเชีย ประกาศเอกราชฝ่ายเดียว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของยูโกสลาเวีย ที่2ใน6ของสาธารณรัฐประกาศแยกตัว เพราะกรณีแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้อีก 
จอมพลเวลีโก กาดีเยวิช เตรียมทำรัฐประหารในสโลเวเนีย ใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรี อันเท มาร์โกวิช กองทัพรัฐบาลกลางเคลื่อนพลเข้าสโลเวเนียเพื่อเข้ายึดที่ทำการรัฐบาล สนามบิน และ อาคารราชการ แต่ผลปรากฎว่า พวกเขาถูกต่อต้านโดยกลุ่มทหารชาตินิยม และ ตำรวจ แผนการที่จะควบคุมสโลเวเนีย กลายเป็นสงครามกลางเมือง ทหารสโลเวน ตอบสนองได้ดีในการป้องกันประเทศตนเองจากการรุกราน แม้จะมีกำลังพลที่น้อยกว่าแต่พวกเขาก็ต้านทหารยูโกสลาฟได้ ในสงครามที่เรียกว่า สงคราม10วัน สิ้นสุดลงในวันที่7 มิถุนายน เมื่อทหารยูโกสลาฟ ถอนทหารออกจากสโลเวเนีย และ หันมาเจรจาแทน โดยมีสหภาพยุโรป เข้าเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพ 

ข้ามฝั่งไปโครเอเชีย สงครามไม่ได้ยุติ มันกลายเป็นสงครามกลางเมือง และ สงครามประกาศเอกราช ที่เรารู้จักกันในชื่อ สงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย กองกำลังเอกราชโครแอท ปะทะกับกองกำลังรัฐบาลกลาง ในใจกลางเมืองหลวงโครเอเชีย ซาเกร็บ การรบซึ่งแตกต่างจากสโลเวเนีย ส่งผลให้ทั้งฝ่ายเสียหายอย่างหนัก และ มีพลเมืองเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้จอมพลเวลีโก กาดีเยวิชประกาศรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากสงคราม ด้วยการลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร 

ในเวลาต่อมา 8 กันยายน 1991 มาเคโดเนียประกาศเอกราช อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้ารุกราน เนื่องด้วยสาเหตุ2สาเหตุ สาเหตุแรกว่าด้วยเรื่องมนุษยชน สาเหตุที่สอง ทหารส่วนใหญ่ติดพันกับสงครามในโครเอเชีย มาเคโดเนียประกาศเอกราช โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาลกลาง 

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องควบคุมสถานการณ์ หลังการประกาศเอกราช ถึง3สาธารณรัฐของยูโกสลาเวีย ได้มีการวิจารณ์รัฐบาลกลางว่าไร้ประสิทธิภาพ 1ในผู้นำที่ไม่เป็นที่นิยมมาหลายปี อาลียา อีเซ็ตเบโกวิช ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และ ในวันที่ 20 ธันวาคม ปี 1991 อันเท มาร์โกวิช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจในรัฐบาล ที่สโลโบดัน มิโลเชวิช ผู้นำเซอร์เบียต้องการ เข้าพบ อาลียา อีเซ็ตเบโกวิช เพื่อพยายามตั้งรัฐบาลผสม แต่ก็ประสบความล้มเหลว เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้าน ราโดวาน การาจิช ซึ่งเป็นชาวเซิร์บและศัตรูส่วนตัวของอีเซ็ตเบโกวิช วิพากวิจารณ์ว่า ชาวบอสเนีย มีบทบาทสำคัญในการล่มสลายของประเทศที่กำลังเกิดอยู่ 

ต้นปี 1992 นิยาซ ดูราโกวิช เลขาธิการพรรคสังคมประชาธิปไตย SDP เข้าพบประธานาธิบดีอาลียา อีเซ็ตเบโกวิช เพื่อขอสงบศึกชั่วคราวระหว่างพรรคSDP กับ พรรคSDA ประเทศกำลังจะล่มสลายและต้องมีมาตรการในการจัดการ ในขณะที่พวกเขาวางแผนจะตั้งรัฐบาลผสม ฝ่ายเซิร์บ สโลโบดัน มิโลเชวิช ได้ติดต่อผู้นำฝ่ายค้าน ราโดวาน การาจิช ผู้รับคำเชิญที่จะตั้งรัฐบาลผสม ของพวกเขาเอง ผลลัพท์คือ ไม่มีฝ่ายใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลในคณะรัฐบาลกลางได้ และ ความตึงเครียดระหว่างชาวบอสเนียกับชาวเซิร์บก็เพิ่มสูงขึ้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ ประธานาธิบดีอาลียา อีเซ็ตเบโกวิช จัดลงประชามติครั้งสุดท้ายของยูโกสลาเวีย ในวันที่1มีนาคม 1992 ในคำถามที่ว่า ประเทศยูโกสลาเวียควรดำรงอยู่หรือสลายตัว ผลคือ  99.71% จากผู้มาใช้สิทธิ63.73%ของประชากรในประเทศ ลงความเห็นสนับสนุนการสลายตัวของยูโกสลาเวีย 

ในที่สุด อาลียา อีเซ็ตเบโกวิช ได้ความเห็นแล้วว่า ผู้คนต้องการให้มีการสลายตัวสหภาพที่ไม่มีความแน่นอน อีเซ็ตเบโกวิช จึงเตรียมถ่ายโอนอำนาจตนลงไปที่ สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในการยุติการเป็นสหภาพของยูโกสลาเวีย แต่ฝ่ายเซิร์บ ซึ่งครองเสียงข้างมากในเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ไม่ยอมรับเรื่องนี้ พวกเขาต้องการปกป้องยูโกสลาเวีย อันด้วยสาเหตุที่พวกเขาอยากเป็นผู้นำในรัฐบาลกลาง และ ประชามติมีนาคม ทำลายความฝันของพวกเขาลง 

5 เมษายน ขณะที่เกิดการชุมนุมประท้วงของชาวบอสเนีย ระหว่างพรรคSDP กับ พรรคSDA พลสไนเปอร์ฝ่ายเซิร์บ ได้ยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิต 6คน ความพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายทางการเมืองของอำนาจมืดเซิร์บประสบความสำเร็จ,นายพลผู้ไม่เห็นด้วยกับการสลายตัวของยูโกสลาเวีย พลโทมิลุนติน กูกันยัช ได้นำทหารของเขาทำรัฐประหาร ด้วยการจับกุมประธานาธิบดีอาลียา อีเซ็ตเบโกวิช ที่ท่าอากาศยานนานาชาติซาราเยโวในวันที่3 พฤษภาคม เรียกร้องให้มีการประกาศกฎอัยการศึก และ รวมประเทศยูโกสลาเวียต่อไป เอยุบ กานิช รักษาการนายกรัฐมนตรีบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในตอนนั้น ร่วมกับพลเอกโยวาน ดิฟยัก,พลเอกเซเฟร ฮาลีโลวิช และ พลเอกราชิม เดอลิช ได้ส่งทหารบุกปะทะกับ ทหารของกูกันยัช เรียกร้องให้ปล่อยตัวประธานาธิบดี 

ในช่วงที่เกิดการปะทะในซาราเยโว ฝ่ายเซิร์บซึ่งทีแรกสนับสนุนกูกันยัช ได้ส่งทหารเข้ารุกรานบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ฝ่ายเซิร์บ ได้จัดตั้งประะเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร เป็นสหภาพรัฐที่ก่อตั้งเพื่อปกป้องตนเองทางทหารจากฝ่ายบอสเนียก ที่พยายามรุกราน ซันจัก(Sandzak) ดินแดนพิพาทของสองชาติ กูกันยัชพบว่า ตัวเองอยู่ในใจกลางสงครามกลางเมือง และเขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในฝ่ายใด ขณะที่นายทหารที่ภักดีต่อเขาน้อยลง นายพลส่วนใหญ่เข้าร่วมกับกองทัพบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาใหม่ ในที่สุดวันเดียวกัน 3 พฤษภาคม 1992 หลังมีการปะทะ จนมีทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 22คน รวมถึงพลเรือน 1-2คน พลโทมิลุนติน กูกันยัช ประกาศยอมแพ้ สหประชาชาติได้ส่งทหารไปรับประธานาธิบดีพร้อมด้วยลูกสาวและสมาชิกคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ผู้ก่อการ 215–218คนถูกจับกุม 

กระนั้นสงครามบอสเนียได้เริ่มต้นขึ้น ทหารเซอร์เบียเข้ามาถึงประตูเมืองซาราเยโว ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเดียวที่พวกเขาร่วมมือกับกูกันยัชเพื่อหาทางรักษายูโกสลาเวีย ซึ่งภายหลังพันธมิตรนี้ก็ล่มสลาย ยุทธการและการปิดล้อมซาราเยโว กลายเป็นการรบที่ยาวนานที่สุดในยุโรป นับตั้งแต่การสิ้นสุดของยุทธการสตาลินกราด และ การปิดล้อมเลนินกราดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยระยะเวลา 1,425 วัน ที่ซาราเยโว เมืองหลวงอยู่ภายใต้สงคราม ภายใต้การช่วงชิงของฝ่ายเซิร์บและฝ่ายบอสเนียก 

อย่างไรก็ตาม แม้ยูโกสลาเวียจะล่มสลายก็ตาม แต่สงครามกลางเมืองและสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย ยังคงดำเนินต่อไป จนถึงปี 1995 เช่นเดียวกับสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวียหรือสงครามบอสเนีย ที่ท้ายที่สุด สหประชาชาติและนาโต้เข้าแทรกแซง 

สงครามทั้งสอง ที่ถูกเรียกรวมว่า สงครามยูโกสลาเวีย ยุติลงด้วยการลงนามความตกลงเดย์ตัน ของ สโลโบดัน มิโลเชวิช ประธานาธิบดีเซอร์เบีย,อาลียา อีเซ็ตเบโกวิช ประธานาธิบดีบอสเนีย และ ฟรานโย ตุจมัน ประธานาธิบดีโครเอเชีย ,ความตกลงได้กำหนดพื้นที่ อาณาเขต ดินแดนและประชากรของแต่ละประเทศ เพื่อยุติสงครามที่เอาชนะกันไม่ได้ ในระหว่างเกิดสงคราม ทั้ง3ฝ่ายได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษย์ ทั้งการสังหารหมู่พลเรือน การทรมานพลเรือน การทรมานและสังหารเชลยศึก 1ในเหตุการณ์ที่โด่งดังมากที่สุด คือ ซเรเบรนิซ่า ในเดือนกรกฎาคม ปี 1995 ทหารฝ่ายเซิร์บสังหารพลเมืองชายชาวบอสเนียมุสลิม จำนวน 8,000คน ในช่วงสงครามยูโกสลาเวีย มีการสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวน 130,000–140,000คน และ อีกกว่า 4ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ในจำนวนนี้ยังไม่รวมสงครามโคโซโว ซึ่งดำเนินในภายหลัง ในช่วงระหว่างปี 1998 - 1999 เมื่อKLA ก่อการเพื่อนำโคโซโวที่ตกในวงล้อมของเซิร์บ ไปรวมกับอัลบาเนีย กลายเป็นสงครามโคโซโว ระหว่างอัลบาเนียกับเซอร์เบียและมอตเนโกร ที่ทำให้ประชากรราว 10,000คนเสียชีวิต 

การล่มสลายของยูโกสลาเวีย เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับยุโรปตะวันออก มันทำให้ในภูมิภาคดังกล่าวเสียสมดุลทางอำนาจ และ มันเป็น1ใน3ประเทศ(อีกสองประเทศคือ เชโกสโลวาเกีย และ สหภาพโซเวียต)ที่แตกสลายในช่วงปลายทศวรรษที่1980 ถึง ต้นทศวรรษที่1990 เพียงแต่กรณีของยูโกสลาเวียจบลงด้วยสงคราม แม้ปัจจุบัน จะมีการคืนดีของหลายๆประเทศในอดีตยูโกสลาเวีย แต่ทว่าพวกเขาไม่เคยลืมและคงไม่ลืมอาชญากรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสงคราม ซึ่งสะท้อนภาพที่ว่า ทุกสงครามไม่มีพระเอก ทุกฝ่ายย่อมก่ออาชญากรรมสงคราม ถ้าสงครามนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลของสิทธิมนุษยชนและการเคารพซึ่งขอบเขตของสงคราม บทเรียนของยูโกสลาเวีย กลายเป็น1ในเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอในวิชาประวัติศาสตร์สากล ด้วยการคำนึงว่า แนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และ ศาสนานิยมสุดโต่ง นั้นสามารถทำให้เกิดสงครามและการฆ่าแกงกัน จนไม่เหลืออะไร นอกจากเศษซาก นี้คือบทเรียนของการล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวีย

เขียนและเรียบเรียงโดย นัควัต ง๊ะสมัน(Nakvat Hatikva Hakimov)
08/02/2020


SHARE
Writer
NakvatHakimov
Futurist and Writer.
นัควัต ง๊ะสมัน(ฮิบรู:นัควัต ฮาทิควา ฮากีมอฟ) เป็นนักเขียนและนักการศึกษาอิสระ

Comments