คุยกับพี่เอ๋(นิ้วกลม) ครั้งแรกรู้สึกโคตรประทับใจ
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือประสบการณ์ "การล้อมวงสนทนากับพี่เอ๋(นิ้วกลม)" ซึ่งทุกคนมาเพื่อปรึกษาปัญหาหัวใจกับพี่เอ๋ บางคนก็เข้ามานั่งฟังพร้อมให้กำลังใจ จะขอเล่าเฉพาะเรื่องของผมนะครับ ผมคือคนแรกที่มีโอกาสได้ถามคำถามพี่เอ๋... คำถาม : ตอนนี้ผมกำลังจะอายุ 30 แล้วแต่ผมยังไม่มีสิ่งที่คนทั่วไปมีเลยอย่างเช่น
บ้าน รถ แต่งงาน มีลูกมีครอบครัว ผมไม่มีซักอย่างเลย ผมอยากรู้ว่าคนอายุ 30 เขาต้องปฏิบัติตัวแบบไหนอ่ะครับ ตอนที่พี่เอ๋อายุ 30 พี่เอ๋รู้สึกยังไง ต้องปรับตัวมั้ยครับ ?
พี่เอ๋ : ขอชื่ออีกทีครับ ?
ผม : เชษฐ์ ครับ
พี่เอ๋ : แล้วเชษฐ์ทำงานอะไรอยู่ ?
ผม : เป็นกราฟิกดีไซน์ครับ รับผิดชอบงานสื่อสารการตลาดรับ brife จากทางทีมการตลาดมาแล้วมาทำงาน บางครั้งโต้แย้งได้บ้าง บางครั้งก็ต้องทำตามที่เขาบอกทั้งหมด บางทีผมก็มีอีโก้ในตัวแต่ก็ต้องยอมเชื่อคนที่เขารู้จักลูกค้ามากกว่าเรา รู้จักการขายมากกว่าเรา เพราะถ้าเขาเชื่อเราแล้วขายไม่ได้มันก็จะมีปัญหาถึงบริษัท
พี่เอ๋ : ทำงาน office ใช่มั้ยครับ ?
ผม : ใช่ครับ
พี่เอ๋ : กราฟิกดีไซน์นี่เป็นอาชีพที่เราชอบมั้ย ?
ผม : ชอบครับ มันได้อยู่กับสิ่งที่สวยงาม มันคือการนำอะไรไม่รู้เรื่องมาจัดการให้เข้าใจด้วยง่ายด้วยความสวยงาม มันเหมือนเราได้สร้างงานศิลปะชิ้นนึงเลยครับ ถ้าผมไม่ชอบมันจริงๆ คงไม่ทำมาได้เป็นสิบปี และตั้งแต่เรียนจบสายนี้มาเราก็ทำงานด้านนี้มาตลอดและมันก็ไม่ใช่งาน art แต่มันคือ comercial art ผมรู้สึกว่าผมเหมาะกับทางนี้มากกว่าสาย art ไปเลย 
พี่เอ๋ : แล้วเชษฐ์อยากให้คนมองชีวิตตัวเองตอนนี้ยังไงครับ
ผม : ตอนนี้ผมอยากให้คนมองว่า "ผมเก่งมากนะ" เพราะผมทำงานมานานมากเชื่อผมซักครั้งเถอะเราอยากคิดงานออกมาแล้วทุกแบบ ว้าว เอาแบบนี้แหละสุดยอดเลยแต่ในโลกของความจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของการตลาดการแข่งขันมันสูง เราก็ต้องคนที่รู้เรื่อง Branding และ การขายมากว่าเรา
พี่เอ๋ : แสดงว่าเรามีไอเดียที่เราเชื่อว่าดีอยากทำมันออกมา แต่มีคนปฏิเสธ ใช่มั้ยครับ ?
ผม : ใช่ครับโดนปฏิเสธตลอดครับ อย่างล่าสุดทำงานไป 11 ดราฟ ไม่ผ่านซักงาน แต่มันเป็นงานที่ผมตั้งใจมากๆ แล้วตอนนั้นผมรู้ว่าตัวเองฝีมือตกและรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเลย เพราะเราทำงานมานานและมั่นใจว่างานมันผ่านแน่นอน
พี่เอ๋ : รู้สึกยังไงครับกับการตั้งใจทำงานมากๆ แล้วงานไม่ผ่าน ?
ผม : รู้สึกว่าฝีมือตก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าครับมันจะฟังดูเว่อนะครับ แต่เพราะชีวิตผมมีแค่ที่ห้อง ออกไปวิ่งแล้วก็ที่ทำงาน พองานมันออกมาไม่ดีมันทำให้ผมรู้ไร้ค่าครับเพราะสำหรับผมตอนนี้เรื่องงานคือเรื่องใหญ่ที่สุดครับ
พี่เอ๋ : แล้วเรารู้สึกยังไงที่รู้สึกแบบนี้ ?
ผม : เพราะว่าผมโลกแคบมั้งครับ ไม่มีเพื่อนคบ ลึกๆ แล้วผมเหงาอ่ะครับ
พี่เอ๋ : ถ้าเลือกได้เราก็อยากจะมีชีวิตที่มีเพื่อน หรือคนคุยด้วยถึงแม้วันนั้นจะขายงานไม่ผ่าน เลิกงานแล้วยังสามารถโทรหาเพื่อนหรือคุยกับแฟนได้ใช่มัั้ยครับ ?
ผม : ใช่ครับ ผมอยากได้ชีวิตแบบนั้น ผมอยากกลับห้องมาแล้วเจอหน้าแฟนได้นั่งปรับทุกข์กันหรือมีเพื่อนที่โทรหาบ้าง ได้บอกว่าวันนี้ส่งงานประกวดโปสเตอร์ชนะเลิศได้รางวัลที่หนึ่งมา แต่ตอนผมไม่มีใครเลยครับ
มาถึงตอนนี้ในใจผมเริ่มคิดแล้ว ว่าเราเป็นคนถามหรือคนถูกถามกันแน่ ? (อิหยังวะ)
รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ใน "รายการนิ้วกลมสนทนา"
พี่เอ๋ : คิดว่าอะไรที่ทำให้เราไม่มีในสิ่งที่เราต้องการครับ เช่น วงเพื่อนที่เราจะเม้าท์กับมันได้หรือร้องไห้ ให้มันฟังได้
ผม : ผมว่าไม่มีใครเข้าใจผม โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ผมสื่อสารเลยเขาจะมองว่าเราบ้า อาจจะเป็นเพราะช่วงวัยเด็กของผมมันบิดเบี้ยว ไม่ได้ถูกเลี้ยงมาตามรูปแบบมาตรฐานของสังคมที่ตั้งไว้ ผมเลยมีทักษะการเข้าสังคมที่ต่ำมาก เวลาเข้าสังคมผมก็มีบางคำพูดที่ไม่สมควรพูดออกไปเขาก็จะมองว่าผมไม่น่าคบด้วย บางคนก็บอกว่าผมปากหมานะ แล้วไม่เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนเรา เช่น อ่านหนังสือเล่มนึงจบ อยากบอกใครซักคนว่าหนังสือเล่มนี้สนุกมากนะ ผมเลื่อนหาช่องแชทในเฟสบุ๊คผมไม่กล้าทักใครซักคนเลย...
พี่เอ๋ : เชษฐ์จะสบายใจพอ ที่จะเล่าให้เล่าฟังมั้ยที่บอกว่าตอนเด็กๆ ถูกเลี้ยงดูมาแบบบิ้วเบี้ยว มันเป็นยังไง เอาที่เล่าได้ก็ได้ครับ 
ผม : ตอนเด็กๆ ผมเป็นอิสานนะครับ คนอิสานเขาจะมีวิธีเลี้ยงลูกในแบบที่ต้องใช้ความรุนแรง ขู่ให้กลัว ไม่ใช้ความรักในการเลี้ยงดู จำได้ว่าตอนสามขวบผมร้องให้จะวิ่งเข้าไปกอดยายกลับโดนผลักออก มันเจ็บปวดมากเลยครับ ผมโดนตี โดนด่าอยู่บ่อยครั้งไปโรงเรียนให้ทำโจทย์ตณิตคิดเร็วทำสิบข้อ ทำไม่ทันโดนตีข้อละครั้ง ผมโดนตีทุกวันที่โรงเรียนโดนตีจบแล้วกลับมาที่บ้านก็โดนตีซ้ำ เป็นแบบนี้มาจนอายุ 15 ที่บ้านไม่มีเงินส่งผมเรียนต่อแล้ว ผมต้องไปบวชเรียน บวชเพื่อที่จะได้เรียนต่อม.4-6 ผมไม่รู้เลยว่าชีวิตเด็ก ม.ปลายสมัยนั้นเขาใช้ชีวิตกันยังไง ผมรู้แค่ว่าผมต้องจัดงานศพให้กับเด็กที่ผูกคอตายเพราะสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดมีประมาณสองสามคน ผมได้แต่สงสัยว่าโลกข้างนอกมันเครียดและการแข่งขันมันสูงขนาดนั้นเชียวเหรอ ผมก็ได้เรียนเหมือนข้างนอกนะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือเรียนภาษาบาลี พระธรรมวินัย พร้อมกับวิชาสามัญไปด้วย ภาษาบาลีมันยากมากสำหรับผม ผมต้องท่องไวยกรณ์เยอะมากท่องไม่ได้คือโดนตี พระไม่ได้มีเมตาธรรมแบบโลกที่เราเห็นนะครับเพราะท่านต้องเขี้ยวเข็ญให้เราเรียนให้ได้ท่องให้ได้ อ่านภาษาบาลีให้ได้ พอออกจากวัดแล้วผมก็สึก(ลาสิกขาบท) ออกมาเรียนมหา'ลัยที่บ้านเกิดนั่นแหละครับ ตอนเรียนก็กู้ กยศ. เรียนเพราะไม่มีเงิน เรียนเสร็จก็ต้องทำงานพาร์ทไทม์ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนๆ ในมหาลัยเรียนเสร็จแล้วเขาไปทำไรกัน ไปเตะบอล ไปเล่นเกม ไปทำงการบ้านส่งงานอาจารย์กว่าผมจะได้ทำการบ้านส่งงานอาจารย์ก็น่าเที่ยงคืน หลังจากเรียนจบก็มาทำงานที่กรุงเทพฯ ผมเข้าสังคมไม่เป็นเลย ขึ้นรถเมย์ไม่ถูก...(พี่เอ๋ยกมือ แสดงสัญญาณว่า "หยุดสักครู่")
พี่เอ๋ : จริงๆ อยากฟังเชษฐ์มากๆ เลยนะครับแต่เราต้องเฉลี่ยเวลาให้คนอื่นด้วย ก็จะถามเชษฐ์ต่อครับคุณพ่อคุณแม่ ตอนนี้เขายังไงครับ อยู่ที่บ้านหรือยังไงครับ
ผม : พ่อแม่ผมแยกทางกันนานแล้วครับ และตอนนี้ต่างคนก็ต่างมีครอบครัวใหม่แล้ว เขาไม่ได้ติดต่อมาเลย แม้กะทั่งวันที่ผมเรียนจบปริญญาตรีเขายังไม่เคยคิดสนใจจะติดต่อและคนที่ผมอยากถ่ายรูปด้วยในวันรับปริญญาคือตากับยาย ไม่ใช่พ่อกับแม่เลยครับ
พี่เอ๋ : สมมุติว่าเราจินตนาการได้ในสิ่งที่เราอยากให้เป็นเราคิดว่าอยากให้พ่อกับแม่เป็นแบบไหนครับ
ผม : ผมว่าชีวิตคือกระดาษสองด้าน ด้านหนึ่งพ่อกับแม่เขียนให้ อีกด้านเราเขียนเองเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่หลังจากนี้ของผมก็คือ การเขียนกระดาษอีกด้านในสมบูรณ์และดีกว่าที่พ่อกับแม่ผมเขียนไว้ครับ ซักวันผมจะสร้างครอบครับที่อบอุ่น
พี่เอ๋ : แล้วเชษฐ์คิดว่าเชษฐ์เขียนได้ป่ะ ที่บอกว่าจะเขียนให้มันตรงข้าม
ผม : ตอนนี้ผมคิดว่าผมยังทำไม่ได้นะครับ แต่ซักวันผมเชื่อว่าผมจะเขียนมันให้ได้
พี่เอ๋ : แล้วเชษฐ์คิดว่าตอนนี้เชษฐ์กำลังเขียนมันอยู่ป่ะ
ผม : ผมว่าผมกำลังเขียนมันอยู่ครับ เพราะผมกำลังทำให้ตัวเองมีความสุข กำลังทำในสิ่งที่พ่อแม่ทำให้ผมขาด ผมพยายามสร้างสิ่งนั้นด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่า "รักตัวเองมากพอ ไม่ต้องไปขอความรักจากใคร" ผมกำลังรักตัวเองให้มากพอ เพื่อที่ซักวันหนึ่งผมเจอคนที่ผมรักแล้วผมจะได้ไม่ไปขอความรักจากเขาอีก ผมเคยมีแฟนแล้วตอนนั้นหัวใจผมโล่งมากและผมขอความรักจากเขาทั้งหมดเลยครับผมขาดเขาไม่ได้เลย ต้องโทรหากันตลอด ไลน์หากันตลอด ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าก่อนที่จะเดินก้าวไปข้างหน้ามันต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ต่อให้ผมอายุ 40 50 ถ้าผมทำครอบครัวให้อบอุ่นได้ ผมถือว่าผมเขียนอีกด้านหนึ่งได้สมบูรณ์แล้ว ผมมีความหวัง ผมมีความหวัง
พี่เอ๋ : เชษฐ์ว่าเรื่องตอนเด็กๆ ที่โดนครูตี โดนตากับยายตี โดนพระตี เรื่องพวกนี้มันจบแล้วรึยังสำหรับเรา
ผม : สำหรับผมมันจบแล้วครับ แต่บางทีมันฝังอยู่ในจิตสำนึกลึกๆ บางทีผมเอามือลูบแขนบริเวณที่โดนตีอยู่บ่อยๆ ก็สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไปทำไม
พี่เอ๋ : ถ้าสมมุติว่าชีวิตที่เราเล่ามามันคือชีวิตในอดีต ชีวิตเก่าของเรา คิดว่าชีวิตใหม่ของเรามันเริ่มต้นแล้วหรือยัง หรือมันเริ่มไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่
ผม : ผมว่ามันเริ่มต้นมาได้ซัก 2 ปีแล้วครับ เริ่มตั้งแต่วันที่ผมตั้งใจว่าจะมีความสุขด้วยตัวเองให้ได้โดยที่ไม่ต้องรอมีเพื่อน รอมีแฟน ผมก็อยู่ในห้องที่เป็นอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ มีหนังสือเป็นเพื่อน
 ณ ตอนนี้ผมว่าผมมีความสุขได้ด้วยตัวผมเองแล้ว ไม่ต้องรอมีเพื่อน ไม่ต้องรอมีแฟน


พี่เอ๋ : ขอเวลาให้เชษฐ์ซัก 2 นาทีนะครับ เชษฐ์ลองหลับตานิ่งๆ หายใจลึกๆ เชษฐ์ลองนึกถึงวันที่แบบชีวิตใหม่มันเริ่มต้นแล้ว ลองคิดว่าเรามีกระเป๋าใบหนึ่งที่มันมีของอยู่ข้างในเยอะมากเลยอ่ะ มีของที่เราอยากจะเอามาออกมาจากกระเป๋าใบนั้น จะพูดออกมาหรือไม่พูดก็ได้นะครับ แต่อยากให้เชษฐ์บอกตัวเองว่าเรากำลังจะเดินทางต่อไปแล้วเส้นทางที่มันผ่านมาแล้ว มันก็ผ่านไปแล้วด้วย เราอยากจะเอาอะไรไปบ้าง อยากจะเอาใส่กระเป๋าใบนี้ นิสัยแบบนี้ คนแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้แล้วอะไรที่แบบกูไม่เอาแม่งละ พอกันทีหนักมานานละ อะไรบ้างที่เราจะวางมันไว้เอามันออกจากกระเป๋าเราแบบถาวรอ่ะแล้วก็หยิบมันออกไป ถ้าอยากจะพูดก็พูดออกมาก็ได้ว่าคิดว่าอะไรที่แบบเราไม่เอาไปแล้ว มีมั้ยครับ
ผม : ความเหงา ความเจ็บปวดที่ผ่านมา ผมจะไม่เอามันไปด้วย ต่อไปผมจะอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขให้ได้
พี่เอ๋ : คิดว่าเราต้องอยู่คนเดียวจริงๆ เหรอ
ผม : ผมไม่คิดว่าผมต้องอยู่คนเดียว แต่ผมต้องอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขให้ได้ก่อนมีใครซักคนมาอยู่ข้างๆ ผม ผมคิดอย่างนั้นครับเพราะว่าประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกว่า ผมเหมือนผีดูดเลือดดูดเอาความสุขจากแฟนเราอ่ะ จนเขารู้สึกเหนื่อยและก็ทิ้งผมไป 


พี่เอ๋ : จริงๆ เชษฐ์เป็นคนเห็นตัวเองชัดมากเลยนะครับ เวลาที่สะท้อนชีวิตตัวเองออกมา เชษฐ์เข้าใจตัวเองมากมาก มากมากเลย เพียงแค่เราว่าทุกคนมันก็ติดขัดอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันหมดแหละครับที่นั่งๆ กันอยู่เนี่ย แต่มันก็ติดขัดกันคนละเรื่อง อยากจะ reflect ให้ฟังในฐานะคนฟัง ช่วงเวลาที่เชษฐ์เล่าชีวิตตัวเองในตอนที่เป็นเด็ก เรียนมัธยม เริ่มเรียน ป.ตรีและทำงานในกรุงเทพฯใหม่ๆ ไม่รู้เชษฐ์เห็นรึป่าว แต่เชษฐ์สะท้อนออกมาด้วยตัวเองเลยว่า "ชีวิตเราตลอดเส้นทางนั้นน่ะ เราเหมือนเป็นคนที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว" เราถูกคนอื่นกระทำ เราถูกชีวิตกระทำกับเรา ตายายก็ตี ครูก็ตี พระก็ตี เข้ามากรุงเทพฯ คุยกับคนไม่รู้เรื่องอีก เราคิดว่าพอเล่าหมดแล้วสิ่งหนึ่งที่เห็นนะ เชษฐ์บอกว่าชีวิตใหม่ผมได้เริ่มตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วเราว่าเชษฐ์ลืมความสามารถที่กูจะกดปุ่มชีวิตตัวเองอ่ะ ซึ่งไม่รู้ว่าปุ่มนั้นมันอยู่ที่เชษฐ์ตลอดรึป่าว แต่เราคิดว่ามันคือจุดเริ่มต้นที่ดี ในการที่บอกว่า "คนอื่นเลิกกระทำกับชีวิตกูได้แล้ว" เชษฐ์จะทำอะไรมันอยู่ที่เชษฐ์แล้วครับ ก็อยากให้กำลังใจ ก็คิดว่าทุกคนมันมีช่วงเวลาที่เราอยากจะวางมันไว้และหาเส้นทางที่มันต้องเริ่มต้นซักทีอ่ะ มันมีหลายเรื่องที่ชีวิตมันจะเป็นแบบนั้น "พี่ขอกอดให้กำลัง"
วินาทีที่พี่เอ๋เดินมากอดให้กำลังใจผม น้ำตาคลอแต่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้มันไหลผมเคยคิดว่าพี่ตูนคือผู้ชายที่เท่ที่สุดในประเทศนี้ แต่ ณ วินาทีนี้พี่เอ๋คือผู้ชายที่เท่ที่สุดในโลก
ระหว่างกอดพี่เอ๋ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ไม่คิดว่าจะได้มาคุยกับพี่วันนี้เลย ขอบคุณมากๆนะครับพี่เอ๋ หลังจากกอดเสร็จพี่เอ่ทักว่า "โห นี่แข็งแรงนะเนี่ยกล้ามเยอะเชียว" ^_^
(เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้อง)
พี่เอ๋ : ขอบคุณเชษฐ์ด้วยครับ อยากให้ทุกคนขอบคุณเชษฐ์ด้วย
พี่มดขออนุญาตินะคะ(พี่ในวงสนทนา) : เท่าที่พี่มดฟังมา เชษฐ์เป็นคนเก่ง เชษฐ์เป็นคนเก่งคนนึงเลย อยากให้เชษฐ์มั่นใจในตัวเองว่า ชีวิตที่เชษฐ์ได้ใช้มาเชษฐ์เป็นคนเก่ง และทุกวันนี้เชษฐ์ก็เป็นคนเก่ง ไม่ต้องรอใครมาบอกว่าเชษฐ์เป็นคนเก่ง เชษฐ์เก่งจริงๆ นี่แหละที่พี่มดอยากบอก
ผมเดินเข้าไปจับมือ พี่มดและพูดขอบคุณมากนะครับพี่หลังจากเรื่องของผมจบลง ต่างคนก็ต่างมีปัญหาทางหัวใจมาปรึกษาพี่เอ๋ผมพยายามสังเกตุว่าพี่เอ๋ให้คำปรึกษาแบบไหนมีรูปแบบตายตัวรึป่าว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากตัวผู้ชายคนนี้เขาคือผู้ฟังที่ดีมากๆ จำได้แม้กระทั่งว่าคนที่คุยด้วยพูดคำว่า "ดี" กี่คำ และพี่เอ๋ไม่ได้พูดกับคนในรูปแบบของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือไลฟ์โค้ช แต่ความรู้สึกมันบอกผมว่าเรากำลังอยู่ในรายการ "นิ้วกลมสนทนา" รายการที่พี่เอ๋เชิญดารามาสัมภาษณ์ในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต พี่เอ๋ชวนเรามองหามุมต่างๆ และไม่ตัดสินหรือชี้นำ สำหรับหรับพี่คือนักเขียนและนักฟังที่เก่งมากๆ เลยครับ 

ช่วงสุดท้ายของกิจกรรม "ล้อมวงสนทนา" ก็มาถึงพี่เอ๋ให้พวกเราเดินเข้ามาจับมือกันเป็นวงกลมพร้อมกับหลับตาพี่เอ๋เริ่มพูดว่า ให้พวกเราส่งความรู้สึกไปที่ฝ่าเท้า รับรู้ถึงพื้นอันแข็งแรงรองรับเราอยู่ ไม่ว่าเราจะปัญหาใหญ่สักแค่ไหน ให้รู้สึกมาที่มือทั้งสองข้างที่มีคนข้างๆ จับมือเราไว้ รับรู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่บนโลกนี้เพียงคนเดียว ส่งความรู้สึกมาที่จมูกรับรู้ถึงลมหายใจและการมีชีวิตอยู่ สูดหายใจลึกๆ แล้วลืมตาครับ

จากนั้นทุกคนก็ต่อคิวขอลายเซ็นพี่เอ๋พร้อมพูดคุยกันเล็กน้อยมีพี่ชิงชิง แฟนพี่เอ๋คอยถ่ายรูปให้ผมเลยได้ภาพแคนดิดสวยๆ มาเป็นภาพหน้าปกนี่แหละครับ 
ผมจะเติมเรื่องราวดีดีลงไปในชีวิตเยอะๆ 
แทนที่ความเจ็บปวดเก่าๆ ตามที่พี่เอ๋บอกครับ

ขอบคุณนะครับพี่เอ๋
น้องเชษฐ์
SHARE
Writer
p_pongsiri
writer
ในชีวิตเราเต็มไปด้วยเหตุการณ์สุข ทุกข์ เต็มไปหมด ตราบใดที่เรายังไม่เล่าเรื่องให้ตัวเองฟัง สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องร้ายหรือเป็นความทุกข์ แต่เมื่อเราเริ่มเล่าเรื่องให้ตัวเองฟังเมื่อไหร่ความทุกข์จะเปลี่ยนสภาพตัวเองกลายเป็น "ความหมายของชีวิต"

Comments