'บ้าน' ของ Homeless ที่ไม่ Hopeless
เช้าวันนั้นอากาศร้อนอ้าว
ตรงหน้าของเรา คืออาคารปูนเปลือยหลังใหม่เอี่ยม บนเนื้อที่ราว 3 ไร่ เมื่อเดินทะลุไปยังพื้นที่ด้านหลัง บริเวณนั้นคือห้องพักอาศัยของผู้คนกว่าสามสิบชีวิต แบ่งเป็นสัดส่วน สะอาดอ้าน รอบรั้วล้วนด้วยพืชผักสวนครัวนานาชนิด

ชายวัยกลางคนนั่งทอดอารมณ์อยู่หน้าห้องพัก
หญิงสูงวัยเดินหยิบจับจัดระเบียบข้าวของแก้รำคาญยามว่าง
สุภาพสตรีสองคนนั่งสนทนาหยอกเย้าอยู่ตรงโถงกลางบ้าน แม้อากาศจะอบอ้าวคล้ายฝนใกล้มาเยือน ทว่าตัวอาคารที่โปร่งโล่ง ทำให้ลมเอื่อยพักโกรกเป็นระยะ

“คุณณัฐๆ เอามาม่าที่เราได้มาไปให้เขาด้วยสิ มีเต็มเลย”
เขา.. คือคนไร้บ้าน ส่วนเจ้าของเสียง เธอคืออดีตคนไร้บ้าน
“ไม่ได้หรอก เขาไม่มีกาต้มน้ำ เราทำข้าวกล่องไปเหมือนเดิมดีกว่า”

สิ้นเสียงโต้ตอบ ‘คุณณัฐ’ เดินมาแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง เขาคือ ณัฐวุธ พรหมภักดี ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนฅนไร้บ้าน (Friends Of The Homeless) และสถานที่แห่งนี้คือ ‘ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจังหวัดขอนแก่น’

นั่นคือชื่อทางการ
แต่พวกเขาเรียกขานที่แห่งนี้ว่า ‘บ้านโฮมแสนสุข’

ก่อนนั่งสนทนากันอย่างเป็นเรื่องราว ณัฐชวนเราเดินดูบ้าน พลางเล่าเรื่องความเป็นไปเป็นมาโดยคร่าว เขากล่าวและยิ้มร่า ว่าที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยแรงกายและแรงสมองของเพื่อนพ้องในบ้านทุกคน

“เราอยากสร้างศูนย์พักคนไร้บ้านที่มีชีวิต ทุกคนออกแบบด้วยกัน ออกกฎร่วมกัน
อยู่ด้วยกัน และเป็นเจ้าของร่วมกัน”
บ้านคือที่สาธารณะ หลังคาคือท้องฟ้ากว้าง

เรื่องของเรื่อง ต้องเล่าย้อนยาวไปก่อนปี 2558 ณัฐและมิตรสหายสนใจประเด็นทางสังคมตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ห้องเรียนของเขาคือชุมชนชนบทอีสาน ครูคือชาวบ้านผู้ยืนหยัดสู้เพื่อทรัพยากร ที่ดินทำกิน และสิ่งแวดล้อม

“เราแทบไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับคนไร้บ้านเลย เราเหมือนคนอื่นในสังคมที่แทบมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้ การมาทำงานเรื่องนี้ เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก เราได้เข้าถึงพวกเขา โอ้ มีคนที่เขามีชีวิตที่แตกต่างกับเราตั้งแต่เล็กจนโต แม้เราจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ระยะห่างจากบ้านเราไม่กี่กิโลเมตร”

ความสนใจของณัฐและเพื่อน เริ่มต้นจากการทำงานวิจัยเพื่อศึกษาการกลายเป็นคนไร้บ้านในเขตเทศบาลนครขอนแก่น รายทางและข้อค้นพบครั้งนั้นถูกย่อยมาอธิบายสองเรื่องหลักๆ

หนึ่ง - ความเหลื่อมล้ำของสังคมนั้นกว้างและซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ
สอง - ครอบครัวจำนวนไม่น้อยเปราะบางกว่าที่เราคิด

“คนไร้บ้านเป็นรูปธรรมที่สะท้อนว่า สังคมมีความเหลื่อมล้ำอยู่จริง ยิ่งมีคนไร้บ้านออกมาเยอะ แสดงว่า ระบบสังคมมีปัญหา ระบบสวัสดิการสังคมไม่ซัพพอร์ตผู้คนที่ตกหล่นพ่ายแพ้ได้”
จำนวนคนไร้บ้านมักมีมากในเมืองใหญ่ ขอนแก่นคือหนึ่งในหมุดหมายนั้น ด้วยขนาดของเมืองใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอีสาน การคมนาคมเติบโตแบบก้าวกระโดด และเป็นเมืองแห่งสถาบันการศึกษา เมืองในลักษณะนี้ คือพื้นที่ในการแสวงหางาน เงิน และโอกาสของชีวิต

“การไปทำงานกับคนไร้บ้าน เหมือนการจีบสาวนะครับ” เขาเว้นช่วงให้เรางุนงงครู่หนึ่ง ก่อนขยายความอย่างฉะฉานกลั้วเสียงหัวเราะ

“เพราะกว่าจะเทียวไปเทียวมาเพื่อจีบพวกเขา กว่าจะซื้อใจได้ กว่าเขาจะรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน คุยได้ ไม่มีพิษภัย ก็ใช้เวลานานมาก โดยเบื้องต้นเราเริ่มช่วยเหลือเขา พาไปทำบัตรประชาชน พาไปรักษาพยาบาล พาไปทำสิทธิ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเขารู้สึกว่า เราเข้าหาเขาเพื่อช่วยเหลือจริงๆ”

ในปี 2559 ณัฐและเพื่อนเดินหน้าทำงานในประเด็นคนไร้บ้านเต็มตัว โดยการทำงานเชิงพื้นที่ร่วม 2 ปี ไปมาหาสู่พี่น้องคนไร้บ้านอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเราถามถึงปัญหาและอุปสรรค ณัฐว่ามันมิใช่ความยากในลักษณะของการเข้าหาเพื่อนใหม่ แต่ว่า ‘โคตรยาก’ ในการเข้าไปสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ที่ถูกกระทำมาอย่างซ้ำซากและซับซ้อนยาวนาน ทั้งจากครอบครัว สังคม และรัฐ

“คนไร้บ้านนั้นถูกกระทำมาหลายมิติมาก ทั้งจากนโยบายรัฐที่ไม่เคยมองเห็นว่าเขามีตัวตน ทั้งถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐในระดับปฏิบัติการที่เขาทำงานในเชิงสงเคราะห์เยอะเสียจนเขารู้สึกว่า เขารอรับก็พอแล้ว หรือถูกกระทำจากสังคมที่เหมารวมพวกเขาว่า เป็นพวกขี้เกียจ เป็นตัวอันตราย เป็นคนจน”

นั่นคือความยากที่หนึ่ง

“แต่ยากที่สองคือ เราจะสื่อสารกับเขาอย่างไร ช่วงแรกๆ ผมและเพื่อนต้องลงพื้นที่ทุกวัน และต้องไปค่ำๆ ดึกๆ เพราะช่วงกลางวันเขาจะเคลื่อนที่ ไม่อยู่ที่ไหนนานๆ เราจึงต้องมีข้อมูลและทำงานว่า จุดไหนที่เขาจะไป เราจะพบเขาได้ที่ไหนบ้าง เพราะติดต่อสื่อสารกันยากมาก”

เลาะเมืองเพื่อเมือบ้าน

เมื่อความสัมพันธ์ที่เพียรถักทอร่วมสองปีเริ่มเห็นเป็นแผ่นผืน ณัฐจึงเอ่ยปากชักชวนเขาเหล่านั้นให้มาอยู่ด้วยกัน

“พี่ ไม่ต้องนอนในที่สาธารณะไหม เพราะมันเสี่ยงโดนทำร้าย
เสี่ยงโดนขโมย เสี่ยงโดนเจ้าหน้าที่รัฐมาไล่นะ”
ไม่ใช่เพียงเอ่ยปากชวน แต่ณัฐและทีมได้พากลุ่มคนไร้บ้านขึ้นกระบะคันโต เลาะเมืองเพื่อเลือกหลักแหล่งอาศัย ณัฐขึงแผนที่ ตระเวนหาผืนดินเพื่อสร้างบ้าน โดยทุกๆ กระบวนการ เขาและคนไร้บ้านเดินทางไปด้วยกัน แชร์ความคิดเห็นและออกเสียงร่วมกัน

“เราไม่อยากสร้างบ้านพักที่ไม่มีชีวิต เราจึงต้องจุดสร้างบ้านในที่ๆ คนไร้บ้านเขาอยากอยู่ เราพบว่าที่ผ่านมา การทำงานของรัฐมีวิธีคิดที่มักจะเอาคนไร้บ้านไปอยู่ในที่ๆ ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วนั้น คนไร้บ้านหารายได้จากเมือง เติบโตจากเมือง ฉะนั้น การเอาเขาไปอยู่ไกลๆ 30-40 กิโลเมตร นั้น ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา สุดท้ายเข้าก็กลับมาอยู่ดี”

การเลือกตำแหน่งแห่งหนเพื่อตอกเสาเข็มบ้านโฮมแสนสุข จึงสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไร้บ้าน ตั้งแต่ระยะทางที่เขาสามารถเดินไปทำงานไหวแม้ไม่มีจักรยานปั่น สิ่งสำคัญก่อนเริ่มสร้างบ้าน จึงเป็นการทำงานรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้ มิเช่นนั้น ‘บ้าน’ ก็เป็นเพียงโครงสร้างแข็งที่ไม่อาจโอบอุ้มผู้คนไว้ได้

“แรกๆ เขาก็เกร็งๆ เพราะนานแล้วที่ไม่ได้อยู่ในอาคาร มีหลังคา มีสัดส่วน บางคนเป็นคนไร้บ้านในที่สาธารณะมาเกือบยี่สิบปี พอเขาได้มาตั้งหลักอยู่ ช่วง หลังๆ ทุกคนก็เริ่มทำงานช่วยกัน คนไร้บ้านที่มาอยู่ก่อนก็เริมไปชวนเพื่อนคนอื่นๆ เข้ามาอยู่ด้วย ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น”


ตั้งหลัก - เข้าถึงสิทธิ์ - สร้างอาชีพ - กลับสู่สังคม

บ้านโฮมแสนสุข คือหนึ่งในศูนย์พักพิงคนไร้บ้าน ที่ร่วมผลักดันโดย สมาคมคนไร้บ้าน กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้านขอนแก่น และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ผ่านยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยระยะยาว แนวคิดถูกพัฒนามาจนกระทั่งสามารถต่อรองกับภาครัฐและได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเป็นเงิน 24 ล้าน 5 แสนบาท เพื่อรองรับคนไร้บ้านได้ 136 คน

ปัจจุบัน ศูนย์พักคนไร้บ้านมีอยู่ 3 แห่ง คือ เชียงใหม่ ปทุมธานี และขอนแก่น

“ที่ผ่านมาเราพบว่า ศูนย์พักคนไร้บ้านที่บริหารจัดการโดยรัฐนั้น คนไร้บ้านไม่อยากอยู่ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งกฎระเบียบ เงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์เสรีที่ต้องการ”

ณัฐได้ไล่เรียงเป้าหมายของการทำงานออกเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆ เพื่ออธิบายถึงการปลายทางที่มิใช้เพียงสร้างบ้านแล้วชวนคนมาอยู่ แต่ ‘บ้าน’ เป็นเพียงฐานที่มั่น โดยมีหัวใจคือการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

หนึ่ง ที่อยู่อาศัยเพื่อตั้งหลัก ตอนนี้เราใช้ศูนย์พักบ้านโฮมแสนสุขเป็นพื้นที่ตั้งหลัก
สอง ทำงานส่งเสริมให้คนไร้บ้านเข้าถึงสิทธิและการบริการ ทั้งเรื่องสุขภาพ เอกสารบัตรประชาชน ที่เขาควรได้รับเหมือนเพื่อนมนุษย์ในประเทศ

สาม การสร้างอาชีพและรายได้ เพื่อที่คนไร้บ้านจะสามารถยืนระยะได้ยาว เชื่อมต่อผู้ว่าจ้างกับคนไร้บ้าน โดยการค้นหาแพลตฟอร์มเพื่อให้คนไร้บ้านเข้าถึงแหล่งงานและเกิดการจ้างงานที่เป็นธรรม
“‘โอกาสขอนแก่น 2020’ คือแพลตฟอร์มที่เรากำลังพัฒนา เปรียบเสมือนฮับที่เชื่อมต่อระหว่างคนไร้บ้านและนายจ้าง เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเขาไม่ไว้ใจคนไร้บ้าน ไม่กล้ารับไปทำงาน ฮับที่เราทำขึ้นจะช่วยคัดเลือกและส่งต่อแหล่งงานให้คนไร้บ้านและคนจนในเมือง”
และ สี่ การกลับคืนสู่สังคมอย่างหลากหลายรูปแบบ เช่น พาเขากลับบ้านเพื่อปรับความเข้าใจกับครอบครัวเดิม หรือเมื่อเขาตั้งหลักได้แล้ว มีอาชีพ รายได้ จึงพาไปหาห้องเช่าราคาต่ำในเมืองเพื่ออาศัย ไปจนถึงกลุ่มคนไร้บ้านที่สามารถพักอาศัยในสถานที่ทำงานได้


‘คนไร้บ้าน’ ที่ไม่ไร้ซึ่งความหวัง

สร้างความเชื่อใจ สร้างอาชีพและรายได้ นั่นก็ว่ายากแล้ว
แต่การสร้างความมั่นคงทางใจ ณัฐบอกว่ามัน ‘โคตรยาก’

“ถ้าเราเคลียร์เรื่องข้างในใจของเขาไม่ได้ ต่อให้มีงบประมาณมากมายมาส่งเสริมเรื่องอาชีพ มีงบสร้างบ้าน สุดท้ายเขาก็จะวนลูปถ้าปมในใจไม่ถูกคลายออก เรื่องที่เขาพ่ายแพ้มาในชีวิตและสะสมเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาพัง”

กระบวนการฟื้นฟูภายใน ตัวตน ชีวิตของคนไร้บ้านที่เคยตกหล่มล้มเหลว จึงเป็นงานที่ ‘กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน’ ต้องทำงานอย่างจริงจังและลงลึก เริ่มจากการจัดเฉดสมาชิกร่วม 30 ออกมาเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ หนึ่ง กลุ่มที่เพิ่งหลุดมาเป็นคนไร้บ้านไม่เกิน 1 ปี (new homeless) และสอง กลุ่มที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ 5 ปีขึ้นไป

“กลุ่ม new homeless จะทำงานง่ายหน่อย เพราะเขายังไม่รู้สึกฝังตัวกับพื้นที่ที่เขานอนมากเกินไป ถ้าเราเข้าไปเจอกลุ่มนี้ทัน ไปชวนเขามาพักที่บ้านโฮมแสนสุข หางานให้เขาทำ ส่วนใหญ่เขาจะรีบคว้าเลยเพราะเขาไม่อยากอยู่ในที่สาธารณะนาน เขาไม่คุ้นชิน”

“แต่ถ้าเป็นคนไร้บ้านที่ใช้ชีวิต 5 ปีขึ้นไป เขาจะรู้สึกว่าถูกสังคมกระทำมาตลอด ส่วนหนึ่งอาจจะมีเหตุผลเชิงพฤติกรรมส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่จะต้องไปผูกพันกับใคร มันรู้สึกเจ็บปวด เขารู้สึกว่าไม่อยากผูกพันกับใคร เขาขออยู่ในมุมเล็กๆ ของตัวเอง เป็นคนไร้บ้านและใช้ชีวิตเร่ร่อนดีกว่า เขาจะได้ไม่ต้องมีความสัมพันธ์ทางความรู้สึกกับใครมากนัก”

ปัญหาภายนอกอาจใช้เวลาไม่มากนัก แต่ปัญหาภายในใจนั้น ต้องอาศัยเวลาไม่น้อย การทำงานกับมนุษย์ที่เปราะบางนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ณัฐและเพื่อนเครือข่ายประชาสังคมขอนแก่นจึงต้องงัดกระบวนการมาใช้ทุกกระบวนท่า ทั้งศิลปะบำบัด การฟื้นฟูคนไร้บ้านที่ติดสุรา ใช้กระบวนการฟัง เพื่อพาเขาเหล่านั้นตั้งหลักความฝันใหม่ และมีพลังใจในการมีชีวิตต่อจากนี้

“ต้องเข้าใจว่า พี่น้องคนไร้บ้านนั้น เขาถอยหลังมาทั้งชีวิต อยู่ดีๆ เราจะให้เขาเดินหน้าไปเลยนั้น มันลำบากมาก เพราะยังไงเขาก็จะถอยกลับมาเหมือนเดิมเพราะว่าข้างในเขายังไม่เเข็งแรง ฉะนั้น ทำอย่างไรเราจะสามารถฟื้นฟูข้างในของเขาให้กลับมาตั้งหลักได้ หลังจากนั้น เราจะใส่อะไรเข้าไปก็ได้ ไม่ว่าจะทักษะอาชีพ ที่อยู่อาศัย หรือให้เขาเดินหน้าต่อไป ก็สามารถทำได้”

เมื่อโรคและความยากไร้ระบาด

140-150 คน คือจำนวนคนไร้บ้านในเมืองขอนแก่นจากการสำรวจล่าสุด ซึ่งหากเทียบกับกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนราว 3,000 คน ณัฐถือว่าขอนแก่นง่ายกว่ามากในการเข้าไปทำงานเชิงลึกกับพี่น้องคนไร้บ้าน
“แต่ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจำนวนมันน้อย แต่สำคัญคือ วิธีการทำงาน การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่ไม่ทำงานเชิงรุก นี่คือเรื่องสำคัญ”
“อย่างตอนเกิดวิกฤติ COVID-19 หน่วยงานรัฐก็มักจะรอนโยบายหรือสั่งการต่างๆ แต่ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราลงไปคุยก่อนถึงความต้องการการช่วยเหลือเยียวยาที่พวกเขายังเข้าไม่ถึง เพื่อทำให้เขาเข้าถึงและเป้นช้อต่อให้เขา นี่จะเป็นเรื่องที่ทันท่วงที แต่ที่ผ่านมามันถูกเพิกเฉย ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไข”

เพียงเอาตัวรอดในช่วงเวลาปกติก็ถือว่ายากเข็น ยิ่งในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน เพราะไม่อาจเข้าถึงที่อยู่อาศัยแแม้ในราคาถูกที่สุด

“และเรายังพบคนไร้บ้านที่เข้าไม่ถึงอาหาร หรืออุปกรณ์ป้องกันไวรัสในช่วงเแรกๆ หน้ากากผ้า เจลล้างมือ หรือแม้แต่น้ำสะอาดที่เขาจะชำระล้างมือในพื้นที่สาธารณะยังไม่เพียงพอ”

ขอนแก่นคือศูนย์กลางของตลาดรายใหญ่หลายแห่ง เช่น ตลาดศรีเมืองทอง ตลาดรถไฟ ตลาดบางลำภู ซึ่งในกลไกตลาดนั้น มีกลุ่มคนไร้บ้าน แรงงานรายวัน เป็นฟันเฟืองในการเคลื่อนตลาดให้หมุนไป ไม่ว่าจะคนเข็นผัก คนส่งของ คนเก็บของเก่า เก็บขวดขาย คุณค่าของเขาเหล่านี้ไม่เคยถูกนำไปคิดคำนวนในอัตราการเติบโตขอเศรษฐกิจแม้แต่น้อย

“ในขอนแก่นนั้น มีคนจนระดับล่างกลุ่มนี้ที่ทำงานขับเคลื่อนอยู่เยอะพอสมควร เป็นฟันเฟืองในภาคบริการ ภาคตลาด ภาคธุรกิจต่างๆ ในระดับล่างอยู่เยอะพอสมควร สำคัญมากหากเศรษฐกิจจะโตได้ มันต้องเห็นคนกลุ่มนี้ด้วย ชีวิตของคนกลุ่มนี้ต้องดีขึ้นด้วย”

ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามครึ้ม อุณหภูมิร้อนอ้าวในช่วงเช้ากำลังถูกแทนที่ด้วยความชื้นฝน เราร่ำลากันหลังการสนทนาร่วมสองชั่วโมง โดยมีข้อความและภาพวาดของสมาชิกในบ้านเป็นความทรงจำที่ระลึก

‘ความฝันคือมีรายได้ที่มั่นคง มีบ้าน’
‘ฉันอยากมีร้านขายกล้วยทอด’
‘อยากมีบ้าน งานที่เป็นหลักแหล่ง และอยากสอนมวยให้เด็ก’
SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments