Keep falling, keep going
อีกนิดเดียวจะร้องไห้แล้วนะ

ฉันเก็บผ้าที่ซักขึ้นมาจากพื้น หลังจากที่แขวนมันบนราวตากผ้า แต่ผ้าเปียกๆ กลับร่วงลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันด้วยซ้ำว่ามันตกลงมาได้ยังไง ปกติฉันก็ไม่ใช่คนซุ่มซ่าม

ภาพความล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นวันฉายซ้ำราวกับจะตอกย้ำซ้ำเติม ว่าไม่ว่าฉันจะหยิบจับอะไร มันจะต้องพังพินาศลงไปหมด

กะละมังถูกวางคว่ำลงบนมุมราวตากผ้าอันใหม่ ผ้าที่เอาไปซักน้ำใหม่แขวนอยู่บนราวเรียบร้อย เหมือนงานจะเสร็จสมบูรณ์ดี แต่เจ้ากะละมังก็ทิ้งตัวลงกระแทกพื้นระเบียงเสียงดัง

'พอกันที'

ฉันปิดประตูมุ้งลวดและหมุนตัวกลับเข้าห้อง ไม่คิดจะไปเก็บมันวางดีๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะร้องไห้

ไม่ได้อารมณ์อ่อนไหวกับอะไรเล็กน้อยๆ มานานเต็มที

คิดอยู่ว่าหากเป็นตอนยังเด็กกว่านี้ ฉันคงร้องไห้ไปแล้วแน่ๆ

ก่อนหน้านี้ฉันมีปัญหากับการบังคับตัวเองให้ทำงานมากๆ อาการหนักจนมองไม่เห็นเลยว่าตัวเองจะเรียนจบปริญญาโทได้อย่างไร จนฉันส่งข้อความไปนัดคุยกับนักจิตวิทยาแล้ว เพราะทุกอย่างมันตันไปหมด เหนื่อยไปหมด บังคับตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานไม่ได้เลยจนกว่าอาจารย์จะทวง

แต่สถานการณ์ก็ดูจะดีขึ้น เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมีพี่ในป.โทคนหนึ่งชวนไปนั่งทำงานด้วย เพื่อนอีกคนก็ชวนเข้ามาพร้อมกัน ฉันอุ่นใจแล้วว่ายังไงงานก็ต้องเสร็จ เมื่อวานก็ได้ทำไปบ้างแล้ว

ฉันเลื่อนนัดเพื่อนจากวันอังคารไปเป็นวันพฤหัสบดี พี่หวานก็นัดไปกินข้าวกับเพื่อนพี่เขาตอนเย็น มันจะต้องเป็นวันที่ดีมากแน่ๆ ที่งานเราเสร็จก่อนกำหนดและได้ไปฉลองต่อ 

อังคารกับพุธ สองวัน ทำเสร็จทันแน่

แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อห้องสมุดที่เล็งว่าจะไปดันปิดในวันอังคาร กว่าจะหาที่ทำงานใหม่ได้ ก็เริ่มเสียตั้งบ่ายสอง แถมยังอยู่ดึกมากไม่ได้ เพราะพี่ที่ฉันติดรถมาด้วยติดธุระต้องรีบกลับตอนห้าโมงเย็น แต่วันพุธยังมี ฉันยังไม่เดือดร้อนใจนัก 

ผลปรากฏว่าพอวันพุธ ฉันก็ตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ ด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ปกติฉันจะตื่นยากมาก ถ้าคืนไหนปวดท้องจนรู้สึกตัวตื่นได้ คืออาการหนักมากแล้ว พอกินยาแล้วเข้านอน ก็สลบไปยาว ตื่นมาอีกทีบ่ายโมง เหมือนจะฝันร้ายตลอดทั้งคืน

เห็นมิสคอลจากคนนั้นคนนี้ที่หน้าจอโทรศัพท์

ปรากฏว่าฉันดูวันผิด ฉันนึกว่าสอบสัมภาษณ์ผู้ช่วยอาจารย์วันศุกร์ อันที่จริงมันคือสิบเอ็ดโมงวันพุธ 

งานนี้เป็นงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาอุตส่าห์หาให้ด้วยความหวังดี อยากให้ฉันมีรายได้พิเศษเพิ่ม ช่วยให้ฉันส่งใบสมัครได้ทั้งที่มันปิดรับไปแล้ว แต่ฉันดันหลับยาวถึงบ่าย แถมไม่ได้เปิดเสียงโทรศัพท์ตอนนอน ก็เลยไม่ได้รับสายตอนฝ่ายวิชาการโทรมาตาม

ถ้าตอนนั้นฉันละเอียดสักหน่อย ลงปฏิทินเอาไว้ ก็คงเห็นว่ามันคือวันพุธ คงรู้ว่าต้องตื่นมาสอบสัมภาษณ์ แล้วก็เจ็บใจที่ตัวเองไม่ได้เปิดเสียงโทรศัพท์ อย่างน้อยถ้าเปิด น้องสาวก็คงปลุกมารับสาย เป็นนิสัยที่คงต้องเปลี่ยนแล้วหละ ปกติฉันอยู่กับน้อง พ่อแม่มีอะไรก็จะโทรเบอร์ห้อง ไม่เคยมีเรื่องเร่งด่วนให้ฉันต้องรับสายเลย นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ

แล้ววันนี้ก็ทำงานไม่ได้เพราะปวดท้องอยู่เป็นระยะ ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย แต่ก็ได้เข้าฟังรุ่นพี่พูดให้ความรู้เรื่องธีสิสไปหนึ่งชั่วโมง ยังไม่อยากนับว่าได้ทำงานเท่าไร

จากนั้นความรู้สึกล้มเหลวก็เกิดขึ้นซ้ำๆ ตอนทำนั่นนี่หกระหว่างทำอาหาร ตอนตักไอติม ตอนจะเสียบปลั๊กแล้วทำปลั๊กพ่วงตกจากโต๊ะทั้งยวง

ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ซุ่มซ่ามเท่าไหร่ การทำอะไรหกตกหล่นจึงสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเอง

เหมือนเราชำรุด 

ใช้การได้ไม่เต็มร้อย

เป็นมุมมองที่ใจร้ายต่อตัวเองจังนะ 

วันนี้ดูซีรี่ส์ It's okay to not be okay

ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก 'ชำรุด' ในตัวเอง

แผนการพังพินาศขนาดนี้ จะเปลี่ยนเวลานอน ก็ล้มเหลว จะตื่นมาซักผ้า ก็ล้มเหลว จะออกไปทำงานก็ล้มเหลว ดีใจที่จะได้มีงานพิเศษทำเพิ่ม ได้ประสบการณ์ไปอีกเก้าเดือน แม่อุตส่าห์ดีใจที่ฉันจะช่วยหาเงินได้ ก็ล้มเหลว อยู่บ้านจะทำงานแต่ดันปวดท้อง ก็ล้มเหลว ว่าจะไปเจอเพื่อนเจอแฟนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเครียดเรื่องงาน ก็ล้มเหลว จะรีบส่งงานเร็วสักครั้งให้อาจารย์ไม่ต้องทวง ก็ล้มเหลว

รู้สึกห่วยแตกจริงๆ 

แต่โชคดี ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้อยากตายอีกแล้ว

ซีรี่ส์เขาบอกว่า It's okay to not be okay แต่ตัวละครทุกตัวที่เจอความพังเข้าไป ก็ยังไม่เห็นจะโอเคสักคน เรื่องคงยังไม่ถึงตอนจบ ก็เลยยังระเนระนาด ยังประคับประคองกันไปอยู่

พอไปดูซีรี่ส์เกี่ยวกับโรงพยาบาลจิตเวช มันก็มีมุมที่หดหู่ขึ้นมาหน่อยๆ

มุมมองของการเป็นผู้ป่วยจิตเวช มันเชื่อมโยงกับบางส่วนในตัวฉัน

ยิ่งตัวละครในเรื่องเป็นนักเขียน ที่เป็นผู้ป่วยทางจิต ก็ยิ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ฉันกลัวในตัวเอง เพราะมันเข้ากับงานวิจัยที่ฉันทำอยู่พอดี 

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ศิลปิน โดยเฉพาะนักเขียน จะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ทั้งเรื่องการทำงานของสมอง แล้วก็เรื่องการมีอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ

ฉันชอบซีรี่ส์เรื่องนี้มากเลย มันหนักหน่วงดี

ไม่นานมานี้ก็ค้นพบเหตุผลที่ตัวเองชอบอ่าน ชอบดูอะไรดราม่า เจ็บปวดหัวใจ เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเอง 'ปกติ'

ชีวิตที่ปลอดโปร่งโล่งสบาย เรียบง่าย หวานแหววน่ารัก romantic comedy ในหนังในละครหลายๆ เรื่อง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย ตัวเองผิดปกติ ที่เติบโตมาด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างยากเย็นและเจ็บปวด 

ฉันมองไม่เห็นเลยว่าตัวเองจะหายเหนื่อยจากการใช้ชีวิตได้เมื่อไหร่

มีประโยคหนึ่งที่นางเอกในเรื่องพูดทำนองว่า 

'คนอื่นไม่รู้หรอกว่าการเป็นเจ้าหญิง มันยากลำบากขนาดไหน'

มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงคำพูดที่มักจะได้ยิน เวลาคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่เด็กกว่าพูดกับฉัน ทำนองว่าฉันใช้ชีวิตได้ดี ฉันเก่ง พ่อแม่จะต้องภูมิใจในตัวฉันมากแน่ๆ เลย

แล้วภาพมันก็มักจะตัดไปในวันแรกที่ฉันร้องไห้ออกมา เพราะความรู้สึกเหนื่อยที่ฉันไม่เคยยอมรับมาก่อนตลอดยี่สิบปีที่ใช้ชีวิตมา มันเป็นครั้งแรกที่ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่โอเคแล้ว ไม่ไหวแล้ว กลั้นน้ำตาอย่างที่เคยทำเป็น ‘ปกติ’ ไม่ได้อีกต่อไป

"ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ระวังจะไปจบที่โรงพยาบาลบ้า"

คำที่พี่สาวพูดกัับฉันในวันนั้น ยังสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำ 

‘แบบนี้’ ที่พี่เขาว่า หมายถึงนิสัยกดดันตัวเองอย่างหนักของฉัน

คำพูดหนึ่งที่ตัวละครในซีรี่ส์เรื่องนี้พูดบ่อยๆ ก็คือ 

"อดีตเป็นสิ่งที่เราต้องจดจำ ยอมรับ และก้าวผ่านไป ไม่งั้นอดีตจะขังเราไว้ แล้วเราก็จะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีวันโต"

จำได้คร่าวๆ ประมาณนี้

ฉันต้องยอมรับมัน และเดินหน้าต่อไป แม้จะเจ็บปวด เพราะยังจำได้ดีว่าทุกครั้งที่ชีวิตฉันเหมือนเริ่มจะดี เริ่มจะมีความหวัง หรือมีแผนการอะไรที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จให้ได้ มันจะต้องมีอุปสรรคมาขัดขวาง เหมือนมีค้อนยักษ์ทุบลงมาจนความตั้งใจของฉันมันแหลกละเอียด

ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังทดสอบฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ให้ฉันได้หลุดพ้นไปจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงนี่สักที ความรู้สึกพวกนี้ฉันลืมไปได้พักใหญ่แล้ว จนวันนี้ ที่เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางสภาพอากาศที่สดใสและปลอดโปร่ง ก็ไม่คิดเลยว่าจะมีอะไรขัดขวางแผนการอันสวยงามของฉันได้

อุตส่าห์นอนเร็วขึ้นได้แล้วแท้ๆ ตั้งสองคืน แล้ววันนี้ก็ต้องกลับมานอนเช้า

โกรธนะ

โกรธจนอยากสบถคำหยาบคายใส่ชีวิตของตัวเอง ว่ามันเปนเห้อาร๊ายยย

มีอุปสรรคอยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่จะลืมตาอ้าปากกับเขาได้สักที

ไม่ได้ปวดท้องหนักขนาดนี้มาหลายเดือนแล้วด้วย ปวดจนความคิดคล้ายๆ ช่วงนั้นกลับมา คือถ้าต้องทรมานขนาดนี้ทุกวัน ตายเสียพรุ่งนี้เลยดีกว่า แต่เมื่อวานก็ถือว่านอนได้เร็ว เมื่อก่อนเคยปวดจนนอนไม่ได้ กระสับกระส่ายดิ้นไปมาอยู่คนเดียวตอนกลางดึก

เมื่อวานให้เพื่อนลองอ่านโครงร่างวิทยานิพนธ์ไปแค่หน้าสองหน้า แล้วเพื่อนก็บอกว่า 

"ชอบตรงนี้จัง"

ฉันกระอักกระอ่วนใจมากทีเดียว เพราะชุดความคิดเดิมๆ มันยังอยู่

มันคือโครงร่างที่ส่งอาจารย์ไปทั้งที่ยังแก้ไม่เสร็จ แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะแก้ให้มันดีได้ดังใจเรา แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าต้องแก้ไปถึงเท่าไหน มันถึงจะดีพอ บางอย่างก็ยังคิดไม่ตกว่าจะแก้ยังไง

อะไรที่ไม่ดีได้ดังใจ มันก็คือไม่ดี

ฉันเปลี่ยนความคิดพวกนี้ไม่ได้ ต่อให้เปลี่ยนได้ มันก็ดีดกลับมาอีก

มันคือความคิดแบบที่พี่สาวเคยขู่ว่าถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ ฉันจะไปจบที่โรงพยาบาลบ้า

ผ่านมาห้าปีแล้วจากวันนั้น ก็ยังหลงเหลืออยู่

รู้สึกเกลียด 

เกลียดทุกอย่างที่มันยังไม่ดีพอ

โดยที่ไม่รู้ว่าดีแค่ไหน ถึงจะดีพอ

รู้สึกแย่

รู้สึกว่ามันน่าอายจังเลยที่ทำได้แค่นี้

อยู่ๆ ก็ได้คำตอบแล้วว่าฉันเป็น type 4 subtype social 

*กุมขมับ*

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นนิดนึงแล้ว

ก็นับถือใจเค้า (ตัวเอง) เหมือนกันนะ ที่ถึงแม้จะมีอุปสรรคขัดขวางในทุกๆ ครั้งที่อยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ก็ยังพยายามต่อไป หาวิธีแก้ไขปรับปรุง ทำความเข้าใจตัวเองต่อไป ยังไม่ละทิ้งความฝันที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่พึ่งพาได้

ขอบคุณที่เลิกรู้สึกอยากตาย เพราะมีสติรับรู้แล้วว่าชีวิตเรามันแย่ตรงความรู้สึกของเราที่มีต่อชีวิต มันไม่ได้แย่ที่ตัวชีวิต ดังนั้นเราต้องจัดการกับใจเรา อย่าฟูมฟายจนมองอะไรบิดเบือนไปหมด

เราต้องอยู่กับความจริง ไม่ใช่ความคิดในหัวเรา

อย่างเช่นวันนี้ ที่ผ้าตก กะละมังตก ก็มีสติมากที่เห็นมันทันว่า ก็แค่ของตก ข้างนอกอาจจะมืดไปหน่อย ฉันเลยดูไม่ดีตอนแขวน คนเราก็มีบางครั้งที่อาจจะระวังน้อยไป ไม่เป็นไรที่จะผิดพลาดบ้าง ชีวิตฉันยังไม่ได้พังพินาศ ไม่ได้เป็นคนน่าสงสาร น่าสมเพช โชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ฉันยังไม่กลายร่างเป็นดราม่าควีน ตอนทำเตาเลอะก็แค่เช็ดเตา ก็จบ เลือกทางที่มันง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

ชีวิตมันไม่มียาวิเศษที่ละลายความยุ่งยากทั้งหมดให้หายไปได้ในทันทีหรอก

มันคือใจของเราที่ฝึกฝนมาดีพอจะรับมือกับความยุ่งยากต่างหาก ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

แล้วพอใจเราอยู่กับมันได้ดีเมื่อไหร่ เราก็จะสะดุดล้มน้อยลง เพราะมีสกิลในการเดินป่ามากขึ้นแล้ว

การใช้ชีวิตคงเป็นความรู้สึกแบบนั้น

เมื่อก่อน เวลาฉันผิดหวังกับตัวเอง เครียดกับตัวเอง ใจฉันก็จะเริ่มไม่มั่นคง คิดอะไรไปในทางร้ายๆ ให้ต้องขัดใจ ทะเลาะกับคนรักอยู่บ่อยครั้ง เหมือนอยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าเขาจะต้องไม่รักเรา จะต้องเกลียดเรา แล้วก็ไปหาเรื่องโกรธเขา กวนเขา ให้เขาโกรธเราขึ้นมา โดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจ มันเกิดจากส่วนลึกของเรากำลังโกรธเกลียดตัวเอง แต่เราอาจจะไม่ยอมรับหรือไม่ทันมัน มันเลยไปเห็นเอาตอนที่เราโยนมันใส่คนอื่น ว่าคนอื่นจะต้องคิดแบบนี้แน่ๆ ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า projection

ทุกอย่างมันไปไวเกินกว่าฉันจะตามตัวเองทัน แต่พอบ่อยเข้าๆ ก็มองเห็นกลไกนี้ทัน เลยหยุดมันด้วยการตั้งสติและอยู่กับความจริง ก็เห็นได้ไม่ยากว่าพี่เขายังเหมือนเดิม ยังรักเรา ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักนิด

ก็ล้มลุกคลุกคลานกันต่อไปนะ ถึงวันนี้อาจจะยังไม่เก่งได้เท่าที่อยากจะเก่ง แต่ทุกวันก็เป็นบทเรียนชีวิตให้เราได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปทีละนิดแหละ

อย่าดูถูกความตั้งใจและความพยายามของตัวเองนักเลย

เป็นกำลังใจให้นะ 

ตัวเรา :)









SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments