ทำไมไลฟ์โค้ชถึงเฟค

เราอาจเห็นไลฟ์โค้ชหรือโค้ชธุรกิจทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่มันตลกมากๆคือ โค้ชเหล่านั้นทำทุกอย่างยกเว้นการ "โค้ชชิ่ง" จริงๆ

เราไปอ่านบทความเกี่ยวกับการ "โค้ชชิ่ง" มาและพบว่า การโค้ชชิ่งคือการฟังเรื่องราวของคนที่มีปัญหา และถามคำถามกระตุ้นความคิดกลับไป คนเป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เนื้อหาที่เป็นปัญหาของผู้เรียนด้วยซ้ำ แต่ต้องมีทักษะการฟังในระดับลึก และสามารถตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความคิด เพื่อให้คนที่เข้ามาปรึกษา "ปิ๊ง" คำตอบขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งนั่นมันไม่ใช่การอัดคลิปพูดเรื่อง mindset กับ กฎแรงดึงดูด วนๆ ไป ไม่ใช่การสรุปหนังสือฮาวทูหลายๆ เล่มแล้วเอามาพูดเป็นคลิปวันละ 3-5 นาที ไม่ใช่การไปฟังคลิปของโค้ชเมืองนอกและเอามาแปลเป็นภาษาไทย ทำประหนึ่งว่าตัวเองคิดเอง ไม่ยอมบอกต้นทางว่ามาจากไหน

สำหรับเรา เราไม่ต่อต้านความรู้ใดใด แต่เราอึดอัดเสมอเวลาฟังคอนเทนต์จากโค้ชเหล่านั้นเพราะว่า
1. โค้ชเหล่านั้นมีทัศนคติที่มอง "พนักงาน" ในแง่ลบมากๆ ว่าเป็นคนโง่ ขี้เกียจ ขี้แพ้ ดักดาน ซึ่งไม่แปลกเลยที่โค้ชเหล่านั้นไม่ได้ทำธุรกิจอะไรใหญ่โต (แหงล่ะ ใครจะอยากเป็นพนักงานในบริษัทที่มองพนักงานเหยียดขนาดนั้นล่ะ) ไม่แปลเลยที่ว่าธุรกิจเดียวที่โค้ชเหล่านั้นทำคือการเป็นโค้ชนี่เอง และ 2. โค้ชเหล่านั้นมองลูกค้าว่าเป็น "คนโง่" โง่แบบว่า ลูกค้า = คนมีเงินไร้สมอง แค่เราบิ๊วต์อารมณ์ให้ถูกจุด ลูกค้าพร้อมที่จะเสียเงินให้เราแบบไม่คิด และสร้างค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับการขายว่า การขายของคือการบิ๊วต์อารมณ์ให้คนที่ไม่ได้อยากได้ของขนาดนั้นมาซื้อของของเรา (ซึ่งเราไม่สะดวกใจที่จ่ายเงินให้คนที่เห็นเราเป็นแค่คนโง่มีตังค์เอาเสียเลย)

แน่นอนว่าเราฟังฟรีมาหลายโค้ช แต่โค้ชเหล่านั้นไม่สามารถปิดการขายกับเราได้เลย ซึ่งนั่นแปลว่า สิ่งที่โค้ชเหล่านั้นโม้ว่าเทคนิคของเขาคือความรู้แบบครอบจักรวาล ถ้าบิ๊วต์ถูกจุด ลูกค้าก็พร้อมจะจ่ายเงินเสมอ เป็นของปลอมน่ะสิ นี่ยังไม่รวมถึงทัศนคติที่เป็นพิษ ที่ตัดเรื่องสังคมออกหมด และโบ้ยว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องความล้มเหลวส่วนบุคคลอีกนะ

สรุปก็คือ ไลฟ์โค้ช ที่เราเห็นๆกัน 1. ไม่ได้ทำโค้ชชิ่งจริงๆ 2.มีทัศนคติในแง่ลบกับสังคม เป็นแค่คนที่ "ธุรกิจไม่ทำ นั่งจำแต่คำคม" และเอามาบอกต่อเฉยๆนั่นแหละ

ขอทิ้งท้ายตรงนี้ไว้ว่า ถ้าใครจะเป็นไลฟ์โค้ช สิ่งแรกที่ต้องไม่ทำเลยคือ การไปอ่านหนังสือฮาวทูมาสรุป แล้ววางท่าว่ารู้ทุกอย่างอย่างปราดเปรื่อง แล้วก็ไม่ต้องอวดรวยและพล่ามเรื่อง mindset แต่ไปเรียนการโค้ชชิ่งจริงๆ เช่น การฟังแบบ deep listening และจิตวิทยาการให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยจริงๆ เถอะ


ปล. ไลฟ์โค้ชกำมะลอพวกนั้นคิดค่าตัวในการทำ private coaching หลักหมื่นขึ้นไปต่อชั่วโมง แต่นักจิตวิทยาที่ให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพ ในแอป Ooca คิดค่าตัวแค่ชั่วโมงละ 2,000 บาทเท่านั้นนะครับ
SHARE
Writer
Thanyanan_Wood
Storyteller
เรื่องเล่าของคนที่ชอบเล่าเรื่อง

Comments

NariNa
3 months ago
it's true actually
Reply