สองปีหลังเขื่อนแตก : ไม่มีชีวิตคนปรากฎในบิลค่าไฟ
สองปีที่แล้ว เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก...

ค่ำคืนของวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 ‘เขื่อนดินปิดช่องเขาต่ำ D’ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงจำปาสักพังทลายลง มวลน้ำหลายพันล้านลูกบาศก์เมตรไหลทะลักลงท่วม 20 หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านล่าง ผู้บาดเจ็บถูกน้ำตัวส่งโรงพยาบาลแขวง หนึ่งในนั้นมีหญิงตั้งครรภ์ถูกเศษไม้ที่ไหลมากับน้ำแทงเข้าที่ท้อง เธอสูญเสียลูก

ประชาชนอย่างน้อย 71 คนเสียชีวิต 7,095 คน ใน 2,431 ครัวเรือน สูญเสียทั้งบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ เด็ก 28 คนสูญเสียแม่หรือพ่อ ในจำนวนนั้นมีเด็ก 3 คนที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่

ความสูญเสียในครั้งนั้นยากจะประเมินค่า ผู้คนหลายพันชีวิตแตกกระสานซ่านเซ็น พลัดบ้าน พลัดญาติ พลัดพรากจากความฝัน แม้โศกนาฏกรรมครั้งนั้นจะผ่านมาแล้วร่วมสองปี ทว่าดูเหมือนสิ่งที่ได้รับการซ่อมแซมกลับมีเพียงตัวเขื่อน ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนมากยังคงตกอยู่ในสภาพแห่งการรอคอย และร้องขอการชดเชยที่เหมาะสมเพียงพอต่อการดำรงชีวิตต่อไป

ใครเป็นใครในเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย 

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย สร้างขึ้นในประเทศลาว ตั้งอยู่บนพื้นที่ของสองแขวงคือ แขวงจำปาสักและแขวงอันตะปือในลาวใต้ โครงการนี้ประกอบด้วยเขื่อนเก็บกักน้ำ 3 เขื่อน และเขื่อนปิดช่องเขาต่ำอีก 5 แห่ง อ่างเก็บน้ำถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ลุ่มน้ำบนของที่ราบสูงพูเพียงบอละเวน ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร

โครงการนี้ถูกจดทะเบียนภายใต้กิจการร่วมค้าชื่อบริษัทไฟฟ้าเซเปียนเซน้ำน้อยพาวเวอร์ จำกัด (The Xe-Pian Xe-Namnoy Power Co., Ltd.PNPC) เป็นการร่วมทุนของนักลงทุนจาก 3 ประเทศคือ เกาหลีใต้ ไทย และลาว ประกอบด้วย 4 บริษัทข้ามชาติคือ

หนึ่ง - บริษัทเอสเคอีแอนด์ซี จำกัด (SK Engineering and Construction) ถือหุ้น 26%
สอง - บริษัท Korea Western Power จำกัด ถือหุ้น 25%
สาม - บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัดมหาชน (RATCH) ถือหุ้น 25%
และสี่ - บริษัทรัฐวิสาหกิจลาว Lao Holding State Enterprise (LHSE) ถือหุ้น 24%

โดย 4 ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ในจำนวน 2,300 ล้านบาท ประกอบด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารธนชาติ, ธนาคารกรุงไทย, และธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้า (EXIM Bank)

กว่า 90% ของพลังงานที่ผลิตได้จากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยนั้น ปลายทางคือประเทศไทย ผู้รับซื้อรายใหญ่และรายเดียวของโครงการ

จำได้ไหม นโยบายแบตเตอรี่แห่งเอเชีย

สปป. ลาว คือประเทศที่มีลักษณะทางกายภาพเรียกว่า ‘ดินแดนแลนด์ล็อก’ (Land locked country) ประเทศที่ไร้ซึ่งทางออกสู่ทะเล และเพื่อที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้น การขายไฟฟ้าจากพลังงานน้ำดูเหมือนจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ด้วยเพราะประเทศลาวอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากมายโดยเฉพาะน้ำจากแม่น้ำโขงที่ทอดยาวผ่านประเทศเป็นระยะทางถึง 1,835 กิโลเมตร อีกทั้งแม่น้ำสาขาขนาดใหญ่หลายสายที่ไหลลงจากภูเขามาบรรจบ ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ

หากเราลองกางแผนที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักจะพบว่า มีโครงการที่ถูกวางแผนไว้ทั้งหมด 11 เขื่อน ในลาว 7 เขื่อน ชายแดนไทย-ลาว 2 เขื่อน และในประเทศกัมพูชาอีก 2 เขื่อน

คำถามคือ ทำไมเขื่อนในลาวจึงมากมายเช่นนี้?

ไพรินทร์ เสาะสาย จากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ ได้พาย้อนรอยถึงนโยบาย Battery of Asia ต้นทางของชะตากรรมที่เกิดขึ้นใน สปป.ลาว นโยบายที่มุ่งมั่นในการสร้างประเทศให้เป็นแหล่งพลังงานของภูมิภาคเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อนำพาสังคมและชีวิตผู้คนให้หลุดพ้นจากความยากจน หากแต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้จำนวนมหาศาล และการแบกรับความเสี่ยงจากหายนะที่ไม่คาดฝัน

นโยบายนี้ได้เปิดพื้นที่ให้นักลงทุนและแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศไหลทะลักเข้าไปในประเทศลาวเป็นจำนวนมาก โดยลักษณะของการลงทุนคือการให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐบาลลาว (Public Private Partnership หรือ PPP) ในสัญญาระยะยาวถึง 25-29 ปี

แล้วตัวละครอย่างประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนของเรื่องราวนี้?

“บริษัทของไทยตอนนี้ลงทุนในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งหมดประมาณ 10 เขื่อนในประเทศลาว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนไทยสนใจมากก็คือ สัญญาระยะยาว 25-29 ปีนั้น ทำให้มั่นใจได้ว่า จะได้เงินคืนจากการลงทุน เพราะการซื้อขายนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single buyer)”

โครงการเขื่อนมากมายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบมหาศาลในหลายมิติ ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อมหรือชีวิตผู้คน ประชาชนนับล้านในพื้นที่ต้องถูกโยกย้ายออกจากที่ทำกิน ดังเช่นกรณีเขื่อนไซยะบุรี ชาวบ้านราว 2,000 ครัวเรือนต้องถูกโยกย้ายถิ่นที่อยู่ และอีกกว่า 200,000 คนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการสร้างเขื่อน หรือในอีกกรณีคือ เขื่อนน้ําเทิน 2 ประชาชนลาวเกือบ 10,000 คน ต่างมีชะตากรรมไม่ต่างกัน

ยูกะ คิยูชิ จาก Mekong Watch ชี้ชวนให้เห็นถึงอีกประเด็นผ่านตัวละครสำคัญของโครงการสร้างเขื่อนต่างๆ อย่าง รัฐวิสาหกิจของลาวโฮลดิ้ง (Laos Holding Stare Enterprise) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 4 โครงการด้วยกันคือ หนึ่ง เขื่อนน้ำเทิน 2 สอง โครงการโรงไฟฟ้าปากเหมืองหงสา (Hongsa Mine Mouth power project) สาม โครงการเขื่อนน้ำงึม 1 และสี่ เซเปียน-เซน้ำน้อย โดยสี่โครงการที่ไร่เลียงมานั้น รัฐวิสาหกิจลาวโฮลดิ้งถือหุ้นอยู่ 20-25%

หากจำเพาะลงมาที่เขื่อยเซเปียน-เซน้ำน้อย รัฐวิสาหกิจของลาวโฮลดิ้ง (Lao Holding Stare Enterprise) ถือหุ้นอยู่ในโครงการนี้ 24% ทว่าเงินที่ลาวโฮลดิ้งลงทุนนั้นไม่ได้มาจากเงินของลาว แต่เป็นการกู้เงินจาก Economic Development Cooperation Fund (EDCF), Korean ODA และธนาคารกรุงไทย
“พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ต้นทุนทางการเงินของประเทศลาวจจะไม่เพียงพอต่อสร้างสร้างโครงการขนาดใหญ่ แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่ล้นเหลือนั้นคือต้นทุนชั้นดีในการเข้าถึงแหล่งทุนในการดำเนินโครงการ ซึ่งแน่นอนว่า โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศลาวหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอก” 
จะเห็นได้ว่า เขื่อนในลาว แท้จริงแล้วไม่ใช่เขื่อนของประเทศลาวแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งบริษัทข้ามชาติต่างเข้ามาร่วมลงทุนทั้งสิ้น วิบัติภัยที่เกิดขึ้นเช่นกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย จึงไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลลาวต้องรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว

สองปีหลังเขื่อนแตก 

เปรมฤดี ดาวเรือง เครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาวเอง ชวนมองย้อนไปยังหลายเหตุการณ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคืออุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคอีสานของประเทศไทย

“หลังจากเขื่อนแตก รัฐบาลลาวขอให้มีการตรวจสอบเขื่อนที่มีอยู่แล้วในประเทศถึงความมั่นคงของเขื่อน เพราะกลัวว่าจะแตกอีก เขื่อนขนาดใหญ่มากมายไม่ว่าจะเขื่อนน้ำเทิน 2 รวมทั้งเขื่อนน้ำงึม 1 ของลาวได้ปล่อยน้ำจากแม่น้ำสาขาจำนวนมหาศาลออกมา ทำให้น้ำดันเข้ามาในแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำโขง เกิดอุทกภัยใหญ่โตขึ้นในภาคอีสานของไทย พื้นที่ทำกินนับแสนไร่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่เอ่อท่วม”

ผลกระทบของโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งจากในประเทศจีนและประเทศลาวปรากฎชัดเจนกับประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสานของไทย แต่สิ่งหนึ่งที่้เราในฐานะผู้ใช้ไฟเราแทบจะมองไม่เห็น คือชีวิตผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ต้นไม้ สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย อาจเพราะเรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยถูกบอกเล่าบนหน้าปัดมิเตอร์หรือในบิลค่าไฟที่เราต้องจ่ายทุกเดือน

“เขื่อนกลายเป็นฝันร้ายของคนจำนวนมาก ฝนตกแต่ละครั้งมีคนมากมายที่เกรงว่าจะมีการปล่อยน้ำ เขาเหล่านั้นจะถูกน้ำท่วมอีกไหม แม้กระทั่งชาวบ้านเซเปียน-เซน้ำน้อยตอนนี้ก็ยังเป็นห่วงเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอีก เพราะเหตุการณ์เขื่อนแตกไม่ได้หยุดแค่การซ่อมเขื่อนแน่นอน”

ขณะเดียวกัน ประชาชนในแขวงอัตตะปือที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากรายงานข่าวของสื่อหลายสำนักระบุว่า ขณะนี้มีการสร้างบ้านไปแล้ว 800 หลัง งบประมาณส่วนใหญ่นั้นมาจากเงินบริจาคโดยรัฐบาลเกาหลีใต้และรัฐบาลไทย ซึ่งจากข้อมูลที่ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ทราบมานั้น ไพรินทร์ เสาะสาย ได้เล่าว่า

“ทางบริษัทที่เกี่ยวข้องได้จ่ายเงินในจำนวน 49 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเงินประกันจากการสร้างเขื่อนให้กับรัฐบาลลาวเอาไปใช้เป็นค่าชดเชยเยียวยา แต่ในกระบวนการชดเชยและเยียวยา กลับไม่มีการเปิดเผย ไม่มีกระบวนการตรวจสอบ ขั้นตอน และวิธีคิดคำนวนการชดเชยความเสียหายแต่อย่างใด”

อีกประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบสาเหตุของเขื่อนแตก ยุน จียง เครือข่ายภาคประชาสังคมเกาหลีติดตามสถานการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก ได้กล่าวถึงการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน การลดขนาดของสันเขื่อนเพื่อลดงบประมาณในการก่อสร้าง ซึ่งประเด็นนี้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสาเหตุแล้วส่งรายงานให้กับรัฐบาลลาวตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงสู่สาธารณะ ข้อมูลที่ยังคงเป็นปริศนานี้คือกุญแจสำคัญในการตรวจสอบและพิจารณาหากมีการก่อสร้างเขื่อนใดๆ ในอนาคต

ตลอดสองปีหลังโศกนาฏกรรม คณะทำงาน NGOs Watch ได้ติดตามความรับผิดชอบของนักลงทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้านเรื่องการละเมิดสิทธิและสิ่งแวดล้อม พบว่าความรับผิดชอบของบริษัทไทยปรากฎออกมาในลักษณะการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การออกประกาศแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบริจาคเงินช่วยเหลือ

ในส่วนของ 4 ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ในโครงการนี้พบว่า มีธนาคารเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ออกประกาศแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและบริจาคเงินช่วยเหลือ ทว่าอีกอีก 2 ธนาคารกลับเงียบเชียบ ไม่มีการแสดงความเสียใจหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน องค์กรสหประชาชาติ (UN) ได้ส่งจดหมายสอบถามถึงแผนการเยียวยาและการแก้ไขปัญหาจากทางรัฐบาลของ 3 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับกรณีเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย คือ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไทย ประเทศลาว รวมทั้ง 4 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน และอีก 4 ธนาคารที่สนับสนุนเงินเพื่อใช้ในการสร้างเขื่อน ผลที่ได้รับกลับมา มีเพียงสองหน่วยงานเท่านั้นที่ตอบจดหมายกลับคือ คือ ธนาคารกรุงไทย และบริษัทเซเปียนเซน้ำน้อย จำกัด

“เราไม่ควรจะทำให้การตัดสินใจเรื่องเขื่อนเป็นเพียงเรื่องของรัฐบาลลาวและบริษัทผู้สร้างเขื่อนเท่านั้น เพราะเขื่อนในลาวไม่ใช่เขื่อนของลาวแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งป็นเขื่อนของบริษัทต่างประเทศทั้งสิ้น เขื่อนในลาวเกือบทั้งหมดสร้างเพื่อการขายไฟฟ้าออกมาข้างนอก เพราะฉะนั้นผู้ใช้ไฟฟ้า และประชาชนจากประเทศอื่นๆ จะต้องเข้าใจว่า เกิดอะขึ้น” เปรมฤดีกล่าว

ค่าครองชีพของเราไม่ควรฆ่าใคร

“ช้าง เด็กชายที่เมื่อสองปีก่อน เขาอายุ 13 ปี บ้านของช้างถูกน้ำท่วมและต้องออกมาอยู่ในแคมป์ที่รัฐบาลลาวจัดสรรไว้ ในทุกวัน ช้างต้องปั่นจักรยานไปโรงเรียนแห่งใหม่ราว 4 ชั่วโมง เพราะโรงเรียนของเขาพัง ช้างเล่าว่า วันที่เกิดเขื่อนแตก มีเสียงตึก ตึก ตึก ตึก เกิดขึ้นอยู่สี่ครั้ง นั่นคือเสียงน้ำที่กระแทกกับบ้าน…”

ร่วม 2 สัปดาห์กับชีวิตในอัตตะปือของ วิศรุต แสนคำ ช่างภาพกลุ่ม Realframe ที่ได้เดินทางไปบันทึกซากปรักหักพังของบ้านเรือน วัดวา ชีวิต ความเป็นอยู่ และความฝันของชาวบ้านหลังเหตุการณ์เขื่อนแตก
“สิ่งแรกที่เขาซื้อหลังจากพอเก็บเงินได้นิดหน่อยคือลำโพงนะครับ เพื่อเอามาเปิดเพลงร้องคาราโอเกะกัน มันสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดใจในสภาพความเป็นอยู่”
วิศรุตเดินทางกลับมาพร้อมเรื่องเล่า และเรื่องราวถูกบันทึกผ่านคมเลนส์ ซึ่งในวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ในวาระครบรอบสองปีกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก วิศรุตได้จัดแสดงภาพถ่ายชุด “ฆ่าครองชีพ” (Cost of Lives, Cost Of Living) ประมวลภาพวิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ชาวบ้านอัตตะปือ ประเทศลาว ที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูอย่างเพียงพอ ในขณะที่เขื่อนได้รับการบูรณะซ่อมแซมและพร้อมกับการเดินหน้าผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง

“ความสัมพันธ์ของผมกับไฟฟ้าก็ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ เราสัมพันธ์กับไฟฟ้าแค่บิลค่าไฟ แต่เมื่อผมได้ลงไปยังพื้นที่ ได้รู้จักช้าง ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ มันทำให้ฉุกคิดถึงต้นทุนต่างๆ ของการได้มาซึ่งไฟฟ้า ความรู้สึกนั้นจึงออกมาเป็นงานชุดนี้”

งานแสดงภาพแบ่งออกเป็น 3 เซ็ต ได้แก่ 
Invisible Grid แสดงสภาพอาคารบ้านเรือนที่เสียหายและถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่ไม่ได้ถูกนับในบิลค่าไฟฟ้าที่คนไทยใช้ เพราะแม้เขื่อนดังกล่าวและอีกหลายแห่งในลาวจะผลิตไฟฟ้าจ่ายเข้าประเทศไทย ทว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงที่มา

Present Reading แสดงความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย ต้องย้ายมาอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวซึ่งลำบาก ทำให้หลายคนเลือกกลับไปอยู่บ้านเดิมที่เสียหาย

Drowned Dreams ถ่ายทอดความฝันของชาวอัตตะปือที่ประเมินความเสียหายเป็นมูลค่าไม่ได้ ทว่ากลับจมน้ำหายไปเพราะฝันของชาติที่มุ่งหน้าสร้างเขื่อนหลายแห่งเพื่อพัฒนาเป็นฐานผลิตไฟฟ้า ‘แบตเตอรี่แห่งเอเชีย’

“ตอนเราอยู่ในพื้นที่ ได้คุยกับใครหลายๆ คน เราได้ยินเรื่องราวที่ว่า ‘ถ้าเขื่อนไม่แตก เราจะทำอันนู้นอันนี้นะ’ เช่นเด็กคนนหนึ่ง เขาเลี้ยงไก่ชนเยอะมาก และฝันว่าอยากจะทำเล้าไก่ชนที่ใหญ่ที่สุดในแขวงอัตตะปือ ไก่เขามีเป็น 100 ตัว เลยนะ แต่หายไปกับน้ำหมด”
“ผมคิดว่าต้นทุนของการได้มาซึ่งไฟฟ้านั้นแลกมาด้วยความเสียหายจากภาพที่ได้เห็นกัน ผมรู้สึกว่า เราในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้านั้น อย่างน้อยๆ เราควรคำนึงถึงต้นทางของมัน ต้นทางที่แลกมากับความฝัน กับบ้าน กับชีวิตของผู้คน เหมือนกับที่เราเริ่มตระหนักต่ออาหารทะเลที่เราซื้อกินว่ามันอาจจะมาจากน้ำพักน้ำแรงของแรงงานทาสบนเรือประมง ทำไมการใช้ไฟฟ้าของเราจะมองเช่นนั้นไม่ได้ ผมอยากให้เรามองไฟฟ้าเหมือนที่เรามองหมึก กุ้ง หอย ปู ปลาที่เรากินเท่านั้นเองครับ"

เขียน - อรสา ศรีดาวเรือง
ภาพ - วิศรุต แสนคำ 
SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments