การเมืองไทยกับการเชือดไก่ให้ลิงดู
“โชเฟอร์แท็กซี่โดนม็อบ กปปส. รุมทำร้ายปางตาย” เหตุการณ์ความรุนแรงนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2556 คลิปเหตุการณ์เริ่มต้นด้วยภาพด้านหน้ารถแท็กซี่สีชมพูแสด มีชายสองคนระโดดขึ้นไปบนฝากระโปรงรถ แล้วกระทืบอยู่หลายครั้ง จากนั้นมีผู้ชายอีกคนหนึ่งใส่หมวกกันน็อคสีดำ ใช้ไม้ตีเข้าไปที่กระจกรถ บ้างก็มีคนหยิบสิ่งที่คล้ายท่อแป๊บเหล็กออกมาจากเสื้อแจ็คเก็ตพุ่งเข้าตีที่กระจกรถจนทะลุ จนกระทั่ง มีกลุ่มคนที่คล้ายกับเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลฉุกเฉิน กำลังช่วยเหลือชายคนขับแท็กซี่ดังกล่าว เขานอนหงาย ใส่เสื้อเครื่องแบบคนขับแท็กซี่ไม่ได้สติ ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นเกิดเหตุการณ์ชุลมุน มีชายหลายคนพยามถือไม้เข้าไปทุบตีที่เครื่องยนต์ของรถแท็กซี่เพื่อไม่ให้รถทำงาน บ้างก็ตะโกนว่า “ไป ไอ้เหี้ย ไปตายไป”

รายงานนี้ถูกเผยแพร่และพบว่า คนขับทักซี่ดังกล่าวชื่อ นายเพชร ชูศรีขวัญ อายุ 45 ปี ถูกรุมทำร้ายและตีเข้าที่ศีรษะ ที่ขมับด้านซ้ายถูกตีเข้าด้วยของแข็งที่ฝังตะปู ทำให้ตะปูที่เป็นสนิมหักและฝังเข้าที่ขมับ

คลิปนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งในความขัดแย้งของการเมืองไทยในช่วง 2556-2557 จากการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเป็นแนวร่วมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การชุมนุมส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัด นายเพชรคนขับแท็กซี่ไม่พอใจ และต่อว่าผู้ชุมนุมและขว้างวัตถุบาง อย่างเข้าไป ทำให้ผู้ชุมนุมจำนวนมากโกรธเกรี้ยว รุมเข้ารุมทำร้าย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่มีการทำร้ายและการเข่นฆ่ากันในสังคมโดยถูกกระทำในการอ้างนามของธงไตรรงค์

วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูของไทยไม่ได้อาศัยเพียงเจ้าหน้าที่รัฐในการทำลายศัตรู แต่ยังอาศัยคนธรรมดาๆ ในการรับวัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูนี้ให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูไม่ได้ทำงานด้านเดียว คือจากผู้ปกครองลงไปสู่ผู้ถูกปกครอง แต่มันคือกระบวนการของการแสดงตัวอย่างโลกทัศน์ระเบียบเดิมตามความปรารถนาของผู้ปกครอง และจัดตัวเองเข้าสู่โลกทัศน์นั้นๆ ของคนผู้ที่ถูกปกครอง ซึ่งสองสิ่งนี้ขาดกันไม่ได้

ปัจจุบัน ปัจจัยหลักที่เชื่อมต่อให้วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูทำงานอย่างราบรื่นคือเทคโนโลยี ในบทความนี้ยกแค่สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุที่มีบทบาทสำคัญ (สื่อสารมวลชนกระแสหลักมีบทบาทในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของสถาบันอย่างแข็งขัน ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ได้ศึกษาถึงบทบาทของหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในการเผยแพร่ข่าวโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา) เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสื่อที่ทำการเชื่อมต่อหรือประสานข้อมูล แต่เทคโนโลยีเป็นหัวใจที่รัฐนาฏกรรมจะขาดไปไม่ได้

บทความของแซมซัน ลิมทำการศึกษาความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีการพิมพ์กับการรายงานเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน เขายกตัวอย่างรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ การฆาตกรรมอาสาสมัครหมู่บ้านในจังหวัดร้อยเอ็ดติดต่อกันหลายราย เขาเสนอว่าเทคโนโลยีได้ทำหน้าที่บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับความรุนแรงของรัฐ ด้วยเหตุนี้เองที่ความทรงจำเกี่ยวกับความรุนแรงจะถูกเก็บเอาไว้ และมโนทัศน์เรื่องความยุติธรรมจะสามารถมีที่ยืนอยู่ในสังคมไทยได้

จุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างเทคโนโลยีหนังสือพิมพ์ (ในทศวรรษที่ 2510) กับมโนทัศน์ความเป็นรัฐนาฏกรรมของรัฐไทยสมัยใหม่สองลักษณะ อย่างแรกข่าวที่รายงานในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐช่วงทศวรรษที่ 2510 ได้สลายเส้นแบ่งระหว่าง “เรื่องเล่า” จักรวาลพุทธเถรวาทอันวางอยู่บนช่วงชั้นบุญและมีองค์พระมหากษัตริย์อยู่ที่ชั้นบนสุด และ “ข้อเท็จจริง” ซึ่งเป็นผลผลิตของสภาวะสมัยใหม อย่างที่สอง หนังสือพิมพ์เป็นตัวประสานให้วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูทำงานได้อย่างกว้างขวางขึ้นกว่าในยุคอาณานิคม กล่าวคือรายงานหนังสือพิมพ์คือขยายให้พิธีกรรมการส่งพระมหากษัตริย์กลับสรวงสวรรค์ครอบคลุมไปทั่ว

รัฐไทยกับมาตรา 17 กับการเชือดไก่ให้ลิงดูในทศวรรษที่ 2510 เริ่มมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย 2502 โดยมีเนื้อหาดังนี้

ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือ การกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความ ในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ
ระหว่างปี 2501 ถึง 2506 มีการใช้ ม.17 ในการประหารชีวิตคนไปทั้งหมด 11 คน โดยมีข้อหาลอบวางเพลิง และผลิตเฮโรอีน ในช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลเผด็จการทหารร่วมกับสหรัฐอเมริกาปราบปรามคอมมิวนิสต์ หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์รัฐประหาร มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์กว่า 40 คนในปี 2501 ปีถัดมาจับเพิ่มอีก 47 คน และ 30 คนในปี 2504 ในปี 2505 นายครอง จันดาวงศ์ นายทองพันธุ์ สุทธิมาศ และ นายรวม วงศ์พันธุ์ ถูกสั่งประหารทั้งสามคนด้วย ม.17

ตัวอย่างการเชือดไก่ให้ลิงดูจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐช่วงปี 2514-2515 ในยุคของจอมพล โดยภาพรวม ผู้ที่ถูกยิงเป้าจากม.17 นั้นเป็นผู้ที่ต้องคดีฆาตกรรม คดีข่มขืน คดียาเสพติด และคดีลอบวางเพลิง ภาพลักษณ์คนเหล่านี้คือศัตรูของสังคม และจำเป็นต้องมีวิธีกำจัดศัตรูให้สิ้นซากคือ การทำลายพวกเขาใน “พื้นที่แดนประหาร” และทางความคิดคือการเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ในยุคจอมพลถนอม นักโทษประหารจากม.17 คนแรก คือนายเทพหรือนายสมศักดิ์ ถูกตัดสินว่าเป็นผู้ฆ่าชิงทรัพย์นาวาอากาศโทชาวสหรัฐฯ ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีคำสั่งจากหัวหน้าคณะปฏิวัติให้ประหารชีวิต เมื่อการยิงเป้าได้ผ่านพ้นไป ข่าวได้นำเสนอฉากการยิงเป้าและรายงานในสองวันถัดมาโดยพาดหัวว่า “ไม่มีคนรับศพนักโทษประหารสัปเหร่ออาบน้ำให้–คนมุงดูแน่นขนัด” มีการบรรยายข่าวเพิ่มเติมว่าชาวบ้านเข้ามามุงดูและพาลูกหลานมา พร้อมสั่งสอนว่าเป็นผลจากการทำชั่ว ดูเอาไว้อย่าได้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง บางรายบอกว่าเป็นบาป​อกตัญญู ตามด้วยรูปคนมีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนสีหน้าในข่าว มีนักข่าวเข้าไปสอบถามและได้รับคำตอบว่า ชาวบ้านไม่มีความเห็นในทางโต้แย้ง แต่ชื่นชมที่ทางรัฐบาลได้จัดการเฉียบขาด การประหารครั้งนี้เหมาะสมเพราะกฎหมายกำหนดให้ฆ่าได้

ในรายต่อมาเป็นใบหน้าของนายวินัยหรือเทพหรือตะขาบวัย 20 ปี ในปี 2514 เขาถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาจำนวนมากเช่น ปล้นทรัพย์และการฆ่า คำสั่งดังกล่าวจึงประกาศว่านายวินัย “มีสันดานเป็นโจร” จึงสมควรประหาร “เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง” ข่าวการประหารมีการเขียนลงบนหน้าหน้ากระดาษ ผู้สื่นข่าวเล่ารายละเอียดว่า มีนายวินัยได้รับรู้ว่าตนเองต้องโทษประหาร เขาถึงกับเข่าอ่อน ตำรวจต้องพยุงเขาเข้าสู่หลักประหาร โดยก่อนหน้าเขาขอเขียนจดหมายสั่งเสียสามบรรทัดถึงพ่อแม่และน้องชาย ก่อนหน้าที่นายวินัยจะถูกประหาร มีการนิมนต์พระมหาสาย ฐานะมังคโล เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้มาเทศนาโปรดนายวินัย พระมหาสายได้เทศน์ถึงบทไตรลักษณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรม ตลอดเวลาของการเทศนา นายวิจัยร่ำไห้ฟังเทศด้วยน้ำตานองหน้า คลานเข้าไปจับชายผ้าเหลืองร้องไห้โฮสำนึกผิด

จากนั้นเมื่อเช้าของวันที่ 17 ธันวาคม 2514 นายวินัยถูกพาเข้าไปสู่แดนประหารจากนั้นถูกตรึงและผูกตาจนเสร็จ จากนั้นนายประเสริฐ ฤทธิจินดาชัย พัศดีได้โบกธงสัญญาณประหารชีวิต จากนั้นเพชฌฆาตลั่นไกปืนกลแบลคมันถึง 8 นัด

หลังจากการประหารมีนักข่าวเข้าไปสอบถามเพชฌฆาตผู้นี้ถึงหน้าที่การงาน เขาเผยว่าไม่ตื่นเต้นอะไรเลยเพราะทำตามหน้าที่ ไม่มีอะไรต้องจองเวรต่อกัน สำหรับการประหารครั้งนี้เขาได้เงินค่าประหารชีวิต 750 บาท

เมื่อประหารเสร็จสิ้นแล้ว ญาติของนักโทษก็มารับศพ ผู้เป็นป้าต่างร่ำไห้ และบอกแต่เพียงว่าใครทำกรรมชั่วก็ต้องชดใช้กรรม ส่วนพี่ชายก็ได้บอกว่าเตือนแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ ในเนื้อข่าวที่ลงภาพบรรยากาศเมื่อนายวินัยถูกยิงเป้าและเจ้าหน้าที่นำศพออกมา คนต่างเข้าไปมุงดูและรุมสาปแช่ง คนชั่วช้าอย่างนี้สมควรตาย อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ และกล่าวชมจอมพลถนอมว่าตัดสินใจได้ถูกต้อง

การเชือดไก่ให้ลิงดูต่อมีเกิดขึ้นอีกรายเมื่อเดือนเมษายน 2515 เป็นข่าวของนายนายปิยะหรือหมอ และนายซ่งหลีถูกสั่งประหารด้วย ม.17 จากข้อหาปล้นธนาคาร ในเนื้อข่าวมีลักษณะคล้ายกับกรณีประหารนายวินัย ครั้งนี้ก่อนจะประหาร มีนายแพทย์จำนวนทำการทดลองศึกษาเกี่ยวกับสภาพจิตใจของอาชญากร (criminal psychology)

นายแพทย์คนหนึ่งสอบถามนายปิยะว่าเขาจำตัวอย่างการปล้นมาจากที่ไหน นายปิยะตอบว่ามาจากภาพยนตร์ เขาทำไปเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้ ไม่ได้อยากปล้นเลย ความฝันของเขาคือการเป็นนักเขียน แต่ไม่มีใครต้องการเรื่องที่เขาเขียนจึงทำให้ไม่มีรายได้ หลังจากการประหารเสร็จสิ้น นางวันดีภรรยาของนายปิยะรู้ข่าวการตายของสามีจากวิทยุ พบแต่เพียงจดหมายที่นายปิยะทิ้งไว้ ส่วนทางนายซ่งหลีเองไม่รู้หนังสือ ได้ฝากเจ้าหน้าที่เรือนจำไปถึงแม่และน้องชายของตน

การรายงานข่าวครั้งนี้มีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการพาดหัวด้วยรูปถ่ายจากด้านหลังของเพชฌฆาต ด้วยมุมมองเป็นเส้นตรงไปยังเป้าประหารที่อยู่หลังม่าน เป็นภาพที่เพชฌฆาตกำลังจะเหนี่ยวไกปืน และเป็นชั่วขณะสุดท้ายของชีวิตนักโทษประหาร

ตัวอย่างการประหารนักโทษที่ผ่านมานั้นเป็นแล้วแต่เป็นเรื่องเล่าแห่งการ “การอภัย” ย่อมเป็นเรื่อง “พระคุณ” ซึ่งเป็นลักษณะอีกด้านของรัฐนาฏกรรม ทำให้วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูทำงาน “เรื่องเล่า” จะไม่สมบูรณ์หากปราศจากหลักคำสอนในใจตามหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา นั่นคือการให้อภัย โดยเนื้อความเกี่ยวกับความรู้สึกของญาติผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ พาดหัวตัวใหญ่ว่า “แม่-เมียพลเมืองดีเผยความรู้สึกฆาตกรถูกยิงเป้า ไม่จองเวร-ขออโหสิ” ให้มันเป็นเรื่องของเวรรกรรม ทำชั่วก็ได้รับกรรมชั่วตอบสนอง จึงหันไปทำบุญกรวดน้ำให้แก่ผู้ถูกประหาร อุทิศส่วนกุศลเพื่อขออโหสิต่อกัน ไม่ขอจองเวรกันต่อไป

การสำนึกผิดและการให้อภัยเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเรื่องเล่าใน “วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดู” จากตัวอย่างนักโทษดังกล่าวข้างต้น พวกเขาไม่ได้เพียงถูกตีหน้าว่าเป็นเพียงแค่ “มาร” ผู้ชั่วร้าย เมื่อกำจัดพวกเขาแล้วความเดือดร้อนจะจบลง สังคมก็จะได้รับความสงบคืนกลับมา วัฒนธรรมเชือดไก่ให้ลิงดูไม่ใช่กระบวนการที่ส่งผ่านจากผู้ปกครองลงไปสู่ผู้ถูกปกครองเท่านั้น แต่ยังคือกระบวนการของการแสดงตัวอย่างโลกทัศน์อันทรงพลังของพุทธศาสนาเถรวาทไทย ในขณะเดียวกันก็คือการจัดตัวเองเข้าสู่โลกทัศน์นั้นๆ ของผู้ที่ถูกปกครอง


อ้างอิงจาก: เชือดไก่ให้ลิงดู: รัฐไทยกับการทำลายศัตรูด้วยนาฏกรรม “Killing a Chicken to Scare the Monkeys”: The Thai State’s Annihilation of its Enemies. ปรีดี หงษ์สต้น. บทความวิจัย ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (2014): ตุลาคม 2557 - มีนาคม 2558



SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments