ความทุกข์เกิดขึ้นเพียงเพราะ 'เผลอคิด' มนุษย์ไม่ทุกข์เพราะตั้งใจคิด

แนวความคิดนี้ผมได้รับมาจากเพื่อนของผม หนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต เพื่อนรัก เพื่อนตาย My comfort zone เพื่อนกินเบียร์ เพื่อนที่เคยทะเลาะกันจนหายจากกันไปเป็นปี ๆ แต่ก็เป็นคนแรกและคนเดียวที่เดินเข้ามาหาผมในวันที่เศร้าที่สุดในชีวิตแล้วถามว่า "มึงเป็นยังไงบ้าง?"

เอาเถอะนั่นไม่ใช่ส่วนที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในวันนี้เพียงแต่ผมต้องเกริ่นถึงเพื่อนคนนี้สักหน่อยว่ามันสำคัญกับผมมากมายขนาดไหน นอกจากความสัมพันธ์ของเราที่มันแน่นแฟ้นแล้วก็ยังมีเรื่องของตรรกะความคิดและวิธีการพูดคุยของมันที่ทำให้เพื่อนคนนี้กลายเป็น The special one ของผม

โคตรประหลาดเลยที่มันก็บอกว่าผมเองก็เป็น The special one ของมันเหมือนกัน

ผมเป็นคนอีโก้สูงล้นฟ้า ผมคิดเสมอว่าผมนั้นเก่งกาจ ฉลาดเฉลียวและสามารถคอนโทรลอะไรก็ตามที่อยากจะควบคุม ซึ่งไอ้หมอนี่ที่เป็นเพื่อนผมเนี่ยเป็นคนประเภทคล้ายคลึงกันแม้จะไม่เหมือนซะทีเดียวแต่ก็สอดคล้องกัน เหมือนกับตึกสูงสองตึกที่ตั้งตระง่านอยู่ข้างกันผมคิดว่านะ

แล้ววันหนึ่งตึกสูงระฟ้าเวรตะไลนั่นก็ถล่มลงดังสนั่นภายในหัวใจดวงจ้อยแสนแห้งเหี่ยวของผม ภายในสมองที่อุดมไปด้วยรอยหยักแต่กลับไร้ประโยชน์สิ้นดีเมื่อต้องเจอกับแรงกระแทกของสถานการณ์ตอนนี้

ถ้าเป็นโสเครติสจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง?
ถ้าเป็นนักบุญโทมัส อไควนัสจะรู้สึกเหมือนพระเจ้าได้ทอดทิ้งตนไปแล้วรึเปล่า?
ถ้าเป็นเรอเน่ เดการ์ตเขาจะยอมนอนฝันต่อไปเพื่อไม่อยากลุกขึ้นมาเจอความจริงตรงนี้รึเปล่า?
ถ้าเป็นฟรีดริช นีทเช่จะยังคงไว้ในแนวทางแห่งอัตถิภาวนิยมได้ไหมนะ?
ถ้าเป็นฌาร์ก แดริดาร์จะสามารถถอดโครงสร้างความเศร้าเฮงซวยในเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?

ผมเฝ้าถามตัวเองว่าตรรกะศาสตร์ ปรัชญา ความรู้ต่าง ๆ ที่ผมศึกษามันมีประโยชน์ตรงไหน เมื่อสถานการณ์ตรงไหนผมส่งเสียงดังก้องไปทั่วหัวใจแหลกเละของผมว่า "ทำไม ทำไม ทำไม"

"ฮัลโหล เอ่อ กูจะถามว่า เรานัดถ่ายหนังกันที่ไหนนะตึกสาธารณสุขป้ะ?" ผมโทรถามเพื่อนผมในสิ่งที่ผมเองรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เป็นข้อดีของคนความจำดีและโคตรเป็นข้อเสียเหมือนกันเมื่อคุณอยากจะลืมอะไรสักอย่างแต่มันเหมือนการถอนหมุดออกจากความทรงจำ ถึงถอนออกไปได้มันก็ทิ้งรอยไว้อยู่ดี

"มึงอยู่ไหน เดี๋ยวกูไปหา"

"1975 หลังมอ"


ผมเล่าเรื่องทั้งหมดออกไป เล่าทุกอย่างด้วยรอยยิ้มแสนเจื่อน รอยยิ้มของคนที่อีโก้สิ้นสลายกลายเป็นหมาขี้แพ้ตัวหนึ่งที่พยายามครางออกมาอย่างแผ่วเบาว่า "ช่วยด้วย"

เพื่อนผมแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเล่า เรื่องที่มันเกิดขึ้นกับผมถ้าจะให้เทียบกับอัตราความเป็นไปได้ในฐานะคนที่ไม่ได้เจอกับตัวเองก็คงจะประมาณว่า เหมือนผมเดินมาบอกคุณว่า

"เฮ้ย เมื่อเช้านี้พระอาทิตย์ที่บ้านผมน่ะขึ้นทางฝั่งทิศตะวันตกนะ"

เป็นไปไม่ได้ นั่นจะเป็นสิ่งที่คุณคิด
และใช่ครับ เพื่อนผมมันก็คิดแบบคุณนี่แหละ

"มึงรู้ป้ะ เท่าที่กูศึกษาและประสบพบเจอมานะ กูได้รู้มาอย่างหนึ่งว่า คนเราน่ะแม่งจะเศร้าเฉพาะเวลาที่เราเผลอไปคิดเท่านั้น มึงลองคิดตามกูนะ ต่อให้มึงพยายาม ต่อให้มึงตั้งใจแค่ไหนที่จะคิดอะไรเศร้า ๆ ก็ตาม มันไม่เคยจะทุกข์เลยใช่ไหมล่ะ" เพื่อนผมพูดออกมาด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่สายตาของมันโคตรจะเป็นห่วงผม อันนี้ผมตลกดี

"ก็จริงของมึง" ผมตอบกลับ มันพูดถูกทุกอย่างเลย ยกตัวอย่างเช่นตอนเช้าเมื่อคุณตื่นมาคุณไม่มีทางเลยที่ตั้งใจคิดเรื่องอะไร แต่คุณอาจจะรู้สึกทุกข์และเศร้าเมื่อจู่ ๆ คุณเผลอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่คุณร้องไห้ฟูมฟายกับเรื่องที่แฟนหนุ่มของคุณทำคุณเสียใจ การเผลอเป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลยสำหรับผมเมื่อได้รับรู้ความจริงในเรื่องนี้ "กูขอโทษนะ"

"มึงกำลังขอโทษกูเรื่องอะไร" เพื่อนถามผมกลับ

"กูก็ไม่รู้หรอก แต่กูได้ยินมาว่ากูเผลอไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจแล้วช่วงนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันเลย เป็นปี ๆ เวลาเจอหน้ากันมึงกับกูก็ไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ กูอยากขอโทษมึงมาตลอดนะแต่ไม่เคยจะมีความกล้าพอเลย"

เพื่อนผมหัวเราะออกมาก่อนจะพูดว่า "ตลกดีนะที่คนอย่างมึงพูดออกมาว่าไม่กล้าเนี่ย"

"มันน่าตลกจริง ๆ นั่นแหละ แต่กูขอโทษมึงจริง ๆ นะ จากใจเลย"

เพื่อนผมยิ้มออกมา ผมมองหน้ามัน รอยยิ้มบ้า ๆ นั่นของมันเหมือนกับการยกภูเขาออกจากอกของผม โคตรสบายใจเลย

"กูดีใจนะที่มึงยอมลดอีโก้ห่านั่นลงซะที มึงรู้ตัวใช่ไหมว่ามึงเป็นคนประเภทที่ไม่เคยจะขอโทษใครเลย เพราะมึงคิดว่าตัวเองถูกเสมอ" เพื่อนบอกผมว่างั้น แน่นอนผมไม่เถียงเลย ผมมันเป็นมนุษย์ประเภทนั้นจริง ๆ เมื่อก่อนอ่ะนะ "แต่กูไม่ยอมรับคำขอโทษของมึงหรอกนะเพื่อน"

"ทำไมวะ หรือว่ามึงยังโกรธกูอยู่" ผมหน้าเสียทันที

"เพราะกูจำไม่ได้แล้วว่ากูโกรธมึงเรื่องอะไร ถ้าจะพูดให้ถูกคือกูไม่อยากจำว่าโกรธอะไรมึง อะไรไม่ดีพวกนี้กูจะไม่จำใส่ใจ ฉะนั้นแล้วในเมื่อกูไม่ได้โกรธอะไรมึงจะให้กูรับคำขอโทษจากมึงได้ยังไง"

"มึงจะเลือกที่จะลืมแบบนั้นก็ได้แต่มึงไม่สามารถปฏิเสธได้หรอกใช่ไหมว่าเราไม่ได้ทะเลาะกัน หรือมึงไม่เคยโกรธกูเลย" ผมถามออกไปตรง ๆ

"มึงก็เป็นซะอย่างเงี้ย หาเหตุผลในทุกสิ่งที่อย่าง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุและผลเสมอ ๆ กูว่านะเพื่อนมึงน่ะกำลังละเลยความรู้สึกของตัวเองอยู่นะ กูไม่ได้กำลังจะบอกว่าสิ่งที่คิดหรือเหตุผลที่มึงใช้มันไม่ดี แต่กูอยากให้มึงฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้าง"

เหมือนโดนเพื่อนต่อยเข้าเบ้าหน้า
เจ็บว่ะ
เจ็บมาก ๆ
แต่
รู้สึกดีมากเหมือนกัน

"แก้วของเรา ความรู้สึกของมึงกับกูมันร้าวใช่ไหมล่ะ มึงคิดแบบกูไหม?" เพื่อนเอ่ยถามผมอย่างจริงจัง

"ใช่เกือบจะแตกสลายเลยมั้ง"

"แต่กูเป็นคนที่เชื่อนะว่าแก้วมันซ่อมได้แต่ให้ร้าวแค่ไหน และกูเชื่อว่ามันสามารถซ่อมให้กลับมาเป็นแบบสมบูรณ์ 100% ได้ด้วยเพียงแต่มันต้องมี 2 เงื่อนไข" เพื่อนชูสองนิ้วขึ้นมาให้ผมดู

"อะไรบ้าง"

"อย่างแรกคือ เรื่องนี้ทำฝ่ายเดียวไม่ได้การซ่อมความสัมพันธ์มันต้องเป็นเรื่องที่คนสองคนพร้อมที่จะทำมันไปด้วยกันและกูพร้อมนะเพื่อน พร้อมมาตลอดกูไม่เคยอยากจะให้แก้วใบนี้แตกไปเลย กูรอวันที่มึงจะเป็นฝ่ายมาหาตลอดเลยนะ มึงอยากซ่อมแก้วกับกูป้ะ?"

นี่ผมกำลังโดนจีบอยู่หรือเปล่าวะ? มันก็ออกจะเขินอยู่นะครับแต่ตอนนั้นก็ตอบไปว่า "อืม กูอยากจะซ่อมแก้วใบนี้เหมือนกัน"

"และเงื่อนไขที่สองก็คือ เวลา มึงน่ะและกูด้วย พวกเราต้องใช้เวลาในการซ่อมแก้วใบนี้ ช่วยกันซ่อมแล้วแก้วมันจะค่อย ๆ กลับมาเหมือนเดิม การยอมรับและขอโทษไม่ได้ทำให้แก้วที่แตกกลับมาใช้ดื่มได้เลย ดังนั้นเวลาเท่านั้นคือเงื่อนไขสุดท้าย"

เวลาอย่างงั้นหรอ...
ก็คงงั้นแหละเนอะ :)
SHARE
Written in this book
แทนใจ
ความรัก
Writer
OrangeAmericano
Writer
สนใจพรีออเดอร์หนังสือได้ที่ IG : mycoffeeblue https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDM5MzcxNCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEzNDUwOCI7fQ

Comments