สถานะ x.3: เรื่องบังเอิญไม่มีอยู่จริง
ฉันมาไกลถึงเชียงรายนี่ได้ยังไง ยังงงใจตัวเอง ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ มันมีก้อนหนัก ๆ จุกอยู่ที่อก รู้สึกเหมือนว่ายังรวบรวมสติได้ไม่ครบถ้วน นับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อวาน 

ฉันตัดสินใจซื้อตั๋วมาเชียงรายทันทีหลังจากวางสายจากยัยลัค เพื่อนสาวคนเดียวที่รับนิสัยแย่ ๆ ของฉันได้ และยังคงติดต่อกันเสมอ มันเป็นที่พึ่งที่ดีในยามนี้ 

ยัยลัคชวนออกออกมานั่งนอกระเบียงบ้านมัน พร้อมกับเบียร์สามสี่กระป๋อง อากาศกำลังเย็นสบายดีทีเดียว อาจเป็นเพราะใกล้เข้าหน้าหนาว 

หลังจากซัดเบียร์ไปสามกระป๋อง ยัยลัคก็เริ่มบทสนทนา สิ่งที่เพื่อนพูดทำให้ฉันได้คิด และทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสองวันนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง ในมุมมองใหม่ที่กว้างขึ้น

ยัยลัคยังคงยิ้มสวยเหมือนเดิม คนรอบตัวฉันมีแต่คนยิ้มสวย แววตามันเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารี นั่นทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายลงไปได้เยอะ มันยังคงเหมือนเดิม ไม่แตะเหล้าเบียร์ คอยเตือนสติเพื่อน จริงใจ และซื่อสัตย์ คิดแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอย่างมันถึงได้อกหักได้ แต่แน่นอนว่าสุดท้ายอีตาตรัย ผู้ซึ่งเคยปฏิเสธเพื่อนฉันก็กลับมาตายรัง กลับมาเป็นฝ่ายตามจีบเพื่อนฉันซะเอง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น 
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไม่อยากรับเลย “พี่ภาคว่ะ”
“รับสิ”
“ฉันกลัวสติแตก”
“ฉันอยู่เป็นเพื่อนแกเอง”
“เปิดสปีกเกอร์นะ แกช่วยฟังหน่อย”
“เฮ่ย ไม่ดีมั้ง”
“เออน่า เดี๋ยวฉันบอกเขาเอง” ฉันกดรับสาย “ฮัลโหล”
(วันนี้เป็นยังไงมั่งครับ เหนื่อยไหม) อือ ปากหวานเหมือนเดิม 
“เหนื่อยค่ะ”
(ผ่าหลายเคสเลยเหรอ)
ฉันถอนหายใจ “แค่เคสเดียวตอนเช้า”
เขาเงียบไปพักหนึ่ง (อ๋อ ๆ  เหรอ ๆ )
ฉันสัมผัสได้ว่าเขาไม่โอเคที่ฉันว่างตั้งแต่เช้า แต่ไม่ตอบข้อความ ไม่รับโทรศัพท์ 
ฉันเงียบ รอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
(อื่อ... เนตรโกรธอะไรพี่หรือเปล่า)
“พี่ภาคทำอะไรให้เนตรต้องโกรธหรือเปล่าล่ะ”
(อื่อ...พี่เดาว่าพี่ทำ แต่พี่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร บอกพี่หน่อย จะได้แก้ไขได้... ดีไหม)
“ตอนนี้เนตรอยู่ต่างจังหวัด มาหาเพื่อน” ฉันเกริ่น เพื่อจะขอเปิดสปีกเกอร์ “เนตรมีเรื่องต้องถามพี่ แต่เนตรไม่อยากฟังคนเดียว เพราะอาจจะตีความผิดเพราะว่ากำลังโกรธอยู่ ขอเปิดสปีกเกอร์ให้เพื่อนช่วยฟังได้ไหม มันน่าจะเข้าข้างพี่ภาคมากกว่าเนตรด้วยซ้ำตอนนี้”
ยัยลัคทำปากขมุบขมิบว่า ฉันก็ต้องเข้าข้างแกสิยะ
(...มีเรื่องจริง ๆ ด้วย เรื่องใหญ่ซะด้วย — ได้ ๆ เปิดเลย พี่ไม่มีอะไรปิดบังอยู่แล้ว)
“สวัสดีค่ะพี่ภาค ลัคนะคะ เป็นเพื่อนเนตรค่ะ” ยัยลัคทักทายอย่างสุภาพ
(ครับผม)
“พี่ภาคมีลูกมีเมียแล้วทำไมไม่บอกเนตร” ฉันเปิดประเด็นตรง ๆ จน ยัยลัคถึงกับสะดุ้ง ตกใจทำตาโตอ้าปากค้าง
(อ๋อ เรื่องนี้เอง เนตรโกรธที่พี่ไม่บอกเรื่องลูก หรือหึงที่เข้าใจผิดเรื่องพี่มีเมียล่ะ)
ยัยลัคยิ้ม “ตอบได้ฉลาดมาก” มันกระซิบ
“ไม่รู้ว่าอย่างไหน อาจจะทั้งสองอย่าง” ฉันตอบห้วน ๆ แก่กว่า สุขุมกว่าก็ได้เปรียบสินะ
(พี่เดาว่าอย่างหลังมากกว่า พี่ตอบเรื่องเมียก่อนนะ คนที่มากับพี่ไม่ใช่เมีย เป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่เอง และเป็นแม่นมของภัทร...ลูกชายพี่  เขามาจากต่างจังหวัดก็เลยพาเขาไปกินข้าวเย็น)
ฉันอึ้งนิดหน่อย หน้าตาไม่เห็นจะเหมือนเป็นญาติกัน เป็นใครก็ต้องเข้าใจผิดแหละวะ 
ยัยลัคยักคิ้ว ทำปากบอกว่า เป็นไงล่ะ
“หึ” ฉันส่งเสียงตอบยัยเพื่อนที่ทำหน้าทำตาล้อเลียน
(เนตรจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลก พี่ขอโทษที่ไม่ได้อธิบาย กำลังจะบอก เนตรก็รีบร้อนไปก่อน แล้วถ้าพี่โกหกปิดบังเนตร พี่จะทักเนตรทำไม)
เถียงไม่ออก เข้าใจผิดทุกกระทง ดูเหมือนว่าฉันจะโกรธเขาเรื่องนี้มากกว่าที่เขาไม่บอกเรื่องลูก เพราะไอ้ก้อนหนัก ๆ กลางอกมันหายวับไปเลย ให้ตายเถอะ ฉันหึงนั่นเอง 
(หายโกรธหรือยัง)
“เกือบละค่ะพี่” ยัยลัคตอบ เพราะฉันมัวแต่เงียบ
(แค่เกือบเหรอ นึกว่าจะหายเลยซะอีก งั้นพี่อธิบายเรื่องลูกต่อนะครับ พี่มีลูกแล้ว เนตรจะโกรธที่พี่ไม่บอกพี่เข้าใจ แต่ไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าบอกผู้หญิงที่ตามจีบอยู่ว่ามีลูกแล้วหรอก แต่พี่ไม่ได้จะปิดบัง กำลังจะหาโอกาสพามาเจอ แต่เนตรดันมาเจอเองซะก่อน)
ฉันยังคงเงียบ
(พี่เคยแต่งงานแล้ว และหย่าแล้ว แม่ภัทรเขาไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่ภัทรเกิดได้ 2 เดือน ตอนนี้ภัทรอายุ 6 ขวบ เพิ่งย้ายมาอยู่กับพี่ได้ไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้อยู่กับย่าที่เชียงราย พอทำเรื่องย้ายโรงเรียนได้แล้วถึงได้ย้ายมาอยู่กับพี่ที่กรุงเทพ ที่พี่บอกว่าจะพาลูกไปต่างจังหวัด ก็คือจะพากลับมาเยี่ยมย่านี่แหละ)
“โลกกลมมากเลยค่ะ ทางนี้ก็อยู่เชียงราย” ยัยลัคบอก
(จริงเหรอครับ เราน่าจะนัดเจอกันหน่อยนะ ดีมั้ย พี่อยากให้เนตรเจอภัทร)
“อือ”
(หายโกรธหรือยัง)
“อือ” ฉันตอบห้วน หายโกรธ แต่อาย นี่ฉันเข้าใจผิดไปเอง แล้วก็สติแตกบ้าบอจนมาโผล่ที่เชียงรายนี่ ไม่อยากจะเชื่อเลย ปกติฉันไม่เป็นแบบนี้หรอกนะ “ขอโทษด้วยที่เข้าใจผิด”
(พี่ดีใจนะที่เนตรหึงพี่) ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่ากำลังยิ้มหน้าบาน
“หึ”
(พี่รู้จักเนตรไม่นานก็จริง แต่เนตรเป็นคนมีเหตุผล...ออกจะมาไปเสียด้วยซ้ำบางที เนตรไม่น่าโกรธพี่เรื่องลูกหรอก ถ้าจะโกรธก็น่าจะเรื่องเข้าใจผิดมากกว่า)
“รู้ดี”
(รู้สิ ยิ่งรู้จักยิ่งหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วเนี่ย)
ยัยลัคทำหน้าทำตาล้อเลียนจนฉันต้องตีแขนมันแก้เขิน
“เว่อร์”
(พูดจริง ลัคเป็นพยานให้พี่ด้วยนะ)
“ค่ะ” เพื่อนฉันยิ้มร่าตอบรับแข็งขัน
“น้อย ๆ หน่อย นี่แกเพื่อนใครวะ”
“เอ้า ก็เพื่อนงี่เง่าเราก็ต้องเตือน ว่าแต่เรานัดกันเมื่อไหร่ดีคะพี่”
(พรุ่งนี้พี่น่าจะถึงเชียงรายสิบโมงกว่า เรานัดเป็นมื้อเที่ยงไหม พี่จะขอชวนเพื่อนไปด้วยนะ พอดีเป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน ช่วงนี้ไปทำงานที่เชียงรายพอดี)
“ได้ค่ะ ๆ งั้นเดี๋ยวค่อยนัดร้านกันอีกทีนะคะ” ลัคตอบ “คุยกับเนตรต่อนะคะ ลัคจะไปนอนแล้ว สวัสดีค่ะ”
(สวัสดีครับ) 
ว่าแล้วมันก็เดินกลับเข้าบ้านไป ฉันกดปิดสปีกเกอร์แล้ว ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
(เนตรอยากฟังเรื่องของพี่ต่ออีกหน่อยไหม ...ว่าทำไมพี่ถึงได้แต่งงานมีลูกได้)
“เล่ามาเถอะค่ะ”
(พี่แต่งงานเมื่อเจ็ดปีก่อน ต้องแต่งเพราะว่าแม่ภัทรเขาท้อง ครอบครัวผู้หญิงเขาให้รับผิดชอบ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้รักกันด้วยซ้ำ พูดไปก็จะดูเหมือนว่าพี่โม้ แต่มันพลาดไปจริง ๆ คืนนั้นพี่ไปงานเลี้ยงรุ่น และทุกคนก็ดื่มเหล้า พี่เมามาก แม่ภัทรก็เมา เราพักที่คอนโดเดียวกัน เพื่อนเลยมาส่ง แล้วเราก็ขึ้นลิฟท์ไปพร้อมกัน ภาพสุดท้ายที่พี่จำได้ตอนนั้นคือไขกุญแจเข้าห้อง แล้วพอตื่นเช้าขึ้นมาก็เจอว่าเรา...นั่นแหละ)
“อือ”
(แม่ภัทรเขากำลังเตรียมตัวจะไปเรียนต่อเฉพาะทางต่างประเทศ แต่ในเมื่อมีลูกขึ้นมาแล้วก็ต้องดูแลกันไป ก็เลยตกลงกันว่าแต่งกันไปก่อน แล้วก็ใช้ชีวิตปกติ ตอนนั้นโดนทั้งที่บ้านพี่ และทางบ้านเขาด่ายับเลย สุดท้าย อยู่กันได้จนลูกเกิดได้สองเดือนก็ทะเลาะกันแรงมาก และพอดีกับที่แม่ภัทรเขาได้ทุนไปเรียนพอดี เราหย่ากัน พี่ขอลูกเอาไว้ ยังไงเขาก็ไม่สะดวกดูแลอยู่ดี โชคดีที่ลูกพี่ลูกน้องพี่เพิ่งคลอดลูกเหมือนกัน พี่เลยย้ายงานกลับมาอยู่บ้านแม่ แล้วก็เลยได้เขาเป็นแม่นม ทำงานอยู่เชียงรายหกปีถึงย้ายกลับกรุงเทพ ไปจัดการเรื่องงาน เรื่องโรงเรียนลูก เรียบร้อยแล้วถึงได้มารับภัทรไปอยู่ด้วย)
ไม่คิดว่าหน้าตาท่าทางแบบพี่ภาค ชีวิตผ่านอะไรมาโชกโชนเท่านี้
“พี่ภาคเก่งมากเลยที่ผ่านเรื่องนี้มาได้ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ (เนี่ย เนตรเป็นซะอย่างเนี้ย แล้วจะไม่ให้พี่หลงได้ไง)
“อะไร ๆ น้อย ๆ หน่อย”
(น้อยกว่านี้ไม่ได้หรอก ไม่ทันแล้ว)
“เว่อร์”
(...เนตรเชื่อเรื่องรักแรกพบไหม)
“เมื่อก่อนไม่เชื่อ”
(แสดงว่าตอนนี้เชื่อ)
“ก็เพราะมาเจอกับตัวนี่แหละ”
(หือ? ยังไงนะ)
“พี่ภาคถามทำไม” ฉันรีบเบี่ยงประเด็นก่อนจะโดนซัก
(ก็จริง ๆ แล้ว พี่เจอเนตรก่อนวันที่ฝนตกวันนั้นอีก พี่หลงรักเนตรตั้งแต่ตอนที่เห็นเนตรทำ CPR ให้คุณป้าคนนั้นตรงป้ายรถเมล์แล้ว ตอนนั้นไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก แต่ดันมาทำงานที่เดียวกัน)
“โห บังเอิญจริง ๆ”
(มีคนบอกว่าเรื่องบังเอิญไม่มีอยู่จริง)
“ก็จริง นี่มันก็จะบังเอิญไป ประหลาดมาก”
(พี่ว่าที่เรากำลังจะไปเจอกันที่เชียงรายนี่
ประหลาดกว่าอีก)
“เออ ก็จริง”
เขาเว้นจังหวะไปสักครู่ (โกรธพี่จนเหนื่อยเลยใช่ไหมวันนี้ พี่ขอโทษนะ)
ฉันหัวเราะหึ ๆ เป็นความจริงที่ไม่อยากจะยอมรับเลย
(แล้วก็ขอบคุณมากที่รับโทรศัพท์พี่)
“ขอบคุณทำไม นี่เนตรหนีมาทั้งวันเลยนะ พี่ไม่โกรธหรือไง”
(ตอนแรกก็โกรธ แต่พี่คิดว่าพี่อาจจะทำอะไรผิดก็ได้ พี่ควรถามเนตรก่อน)
ต่างกันจริง ๆ พี่ภาคช่างเป็นคนใจเย็นมาก ถึงเขาจะบอกว่าฉันเป็นคนมีเหตุผล แต่ก็ยังเทียบเขาไม่ติด
(พอรู้ว่าเนตรหึง พี่ก็ดีใจแทน ฮ่า ๆๆ หายโกรธไปเลย)
“แหม”
(ตกลงนี่เราคบกันหรือยังนะ)
“พี่ขอหรือยังล่ะ”
(เคยขอแล้วแต่เนตรยังไม่ตอบ)
“หือ? ตอนไหน”
(ตอนนั้นพี่ถามเนตรว่าพี่ควรจะตอบคนอื่นว่ายังไงเวลามีคนถามว่าเราเป็นอะไรกัน ตอบว่าแฟนได้ไหม)
“อ้อ ก็เขาเรียกไปดูคนไข้ด่วนก่อน กลับมาก็ลืมแล้วอ่ะ”
(ใครลืมกันนะ...)
เออ ก็ฉันเองนี่แหละ แหม...เอาใหญ่เลยนะยะ “ก็ควรจะถามใหม่สิ”
(ก็เดี๋ยวจะหาว่ากดดัน)
“เออ ก็จริง”
(แต่ตอนนี้จะกดดันแล้วนะ ว่ายังไง)
“มันไม่ต้องถามแล้วไหม ชัดขนาดนี้”
(ให้พี่ตอบคนอื่นว่ายังไงนะ)
“อยากตอบอะไรก็ตอบ” ฉันก็เขินเหมือนกันนะเว้ย จะให้พูดออกมาตรง ๆ ก็ไม่ใช่แนวฉันหรอก
(งั้นพี่ตอบว่าเป็นแฟนกันนะ)
“ตามนั้นแหละ ไปนอนแล้วนะพี่ พี่ก็พักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทาง”
(ครับผม good night นะ)
“ค่ะ สวัสดี” พูดจบฉันก็วาง หน้านี่ร้อนไปหมด บ๊ะ! มีแฟนแล้วนะเรา ใครจะไปคิด แฟนคนแรกตอนอายุสามสิบห้า แถมได้แบบทูอินวันด้วย ผู้ชายแถมเด็ก ก็ดีเหมือนกัน ข้าม ๆ ไปหลายสเต็ป ร่นระยะเวลาไปเยอะ ...สบายใจแล้ว ไปนอนได้

SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments