ช่วงโตเต็มวัย
ครั้งนึงมีเด็กหนุ่ม มีฝีมือในการใช้กระบองลำไม้ไผ่ ได้แกร่งกล้าตั้งแต่เยาว์วัย
แต่ด้วยการแต่งกายที่ผิดระเบียบสำนัก และโอ้อวดด้วยความผยอง
เขานั้น มีทักษะการใช้ดาบ และการหลบหลีก ในระดับล่าง
แม้การใช้กระบองจะเป็นเลิศ แต่การศึกษาในสำนัก
ศิษย์คนนี้ เป็นผู้ไร้ฝีมือ

 “ กระบองของข้า มีอัตลักษณ์จากกระบวนท่า ที่ข้าดัดแปลง
 ข้ามิอาจทำตาม ตำรากระบี่พันปี นี้ได้
  
   แต่ท่านเชื่อข้าสิ วรยุทธข้า หาด้อยกว่าวิชาอื่นไม่ ”



ผ่านวัน ผ่านเวลา เด็กหนุ่มยังคง ทุ่มเท ฝึกฝน 
เวทีแล้ว เวทีเล่า เขาเป็นผู้นำพาชัยชนะสู่สำนักดาบของเขา
แต่...สำนักดาบไม่เหลียวแลชัยชนะ ของวิชากระบอง

สำนักเลือกที่จะสนใจ การดวลดาบอันดุเดือด จากศิษย์ต่างสำนัก
การแข่งขันเพื่อเป็นจอมยุทธด้วยกระบวนดาบ ที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต
เด็กหนุ่มเหล่านั้น ต้องการ เป็นขุนนางที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นจอมทัพที่เกรียงไกร
ต่างฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย 

เด็กหนุ่มผู้ถือกระบอง คับแค้นใจ และเก็บความแค้นนั้นเป็นปณิธานอันมุ่งมั่น
ความตั้งใจเพียงหนึ่งเดียว คือการทำลายชื่อเสียง สำนักดาบอันโง่เขลานี่

เขาเดินออกทางประตูสำนัก ถ่มน้ำลายที่ประตู
และจากสำนักดาบไป.....



ด้วยความทะนง และมั่นใจในยุทธกระบอง
เด็กหนุ่มได้ใช้กระบอง กระหน่ำตีแบบไม่เลือกหน้า 
ไม่โอนอ่อน ไม่ผ่อนปรน ไม่อ่อนโยนกับร่างกาย
เค้ากระหน่ำตีสำนักอื่นที่มีชื่อเสียง จนแตกพ่ายทั้งหมด

จนสำนักยุทธทั่วหล้ากล่าวถึง ขุนศึกผู้ใช้กระบองของเทพเพราะขุนศึกผู้นี้อายุน้อย และไม่เคยพ่ายแก่ผู้ใด
ต่างเล่าขานกันว่ากระบองของเขา ทำจากกระดูกมังกร
เพราะแข็งและงอได้ตามใจนึก ไม่เคยมีผู้ใดทำได้เช่นนี้

จนเวลาผ่านไป3ฤดูหนาว
เด็กหนุ่มผู้บ้าคลั่งถูกกล่าวขานชื่อเสียง ว่าเป็นผู้ที่มียุทธกระบองแกร่ง
ไม่อาจมีผู้ใดมาโค่นตำแหน่งนี้ไปได้ 
ผู้ที่ได้เห็นกระบวนท่ากระบอง ก็เกิดความหลงไหล ชื่นชม
จนเป็นที่กล่าวขาญไปทั่วแคว้น จนถูกแต่งตั้งเป็นจอมยุทธ์

จนวันหนึ่ง การทำศึกเริ่มขึ้น จอมยุทธ์หนุ่มผู้ใช้กระบอง ได้เข้าร่วมภาคีนักรบ
เค้าได้พบนายใหญ่ ผู้เป็นเลิศด้านยุทธ และจอมทัพแห่งสงคราม

ณ ที่วิหารแห่งหนึ่งการประชุมแผนการรบได้เริ่มพูดคุย
ด้วยความโอหัง เด็กหนุ่มเสนอแผนการรบที่ตัวเค้านั้นเขียน
และนำเสนอด้วยความร้อนรน ดั่งใจ การตัดสินใจที่เด็ดขาด รุนแรง ท่ามกลางผู้เฒ่าสงครามในภาคี ที่นั่งฟัง


.....ความเงียบเข้าปกคลุมที่ประชุมภาคีนักรบ.....
เด็กหนุ่มกล่าวด้วยความทะนง ผ่าความเงียบ


เด็กหนุ่ม : แผนการรบครั้งนี้ พวกท่านต้องปรับตัวเพื่อชัยชนะ
              ข้าเองเป็น ผู้ใช้กระบองฝีมือเลื่องชื่อ ผู้สบประมาทสำนักดาบพันปี
              ข้านำชัยด้วยกระบอง มิใช่กระบี่
              ยุทธจักรนี้ ไม่มีใครเกินข้า 
จอมทัพ : เจ้าหนู เจ้าเยาว์นัก เจ้ายังเป็นนกตัวน้อย ที่พึ่งฟักไข
             นี่หน่ะหรอ คือยุทธกระบองมังกร
เด็กหนุ่ม : ปีกขา ข้ายังอ่อนนัก โปรดท่านเมตตา วิชากระบองข้าด้วย
จอมทัพ : เจ้ารู้หรือไม่ ข้าเคยมิเป็นเช่นเจ้า
เด็กหนุ่ม : เป็นอย่างไรหรือท่านจอมทัพ

จอมทัพ : ข้านั้นหามีปัญญาสูงส่งไม่ แต่ข้าหน่ะ หมั่นฝึกฝน ฝึกใช้กระบี่จนชำนาญ
            ข้าต้องนำทหารสู้รบ และซ่อมแซมหมู่บ้าน ยามน้ำหลาก
            ข้าหน่ะ ไม่มีพรสวรรค์ เหมือนเจ้า ข้าจึงต้องแลกมันมาด้วยหยาดเหงื่อ 
            หาได้มีกระบองมังกรเช่นเจ้า
เด็กหนุ่ม : ด้วยความเคารพท่านจอมทัพ ข้านั้น ไม่ได้พรสวรรค์ใดๆจากฟ้าหรอก
              กระบองของข้า หาได้ทำจากกระดูกมังกรตามชาวบ้านกล่าวขานไม่



เด็กหนุ่มยิ้มเล็กๆ และนำกระบองมาให้จอมทัพดู เด็กหนุ่มเริ่มแกะผ้าที่พันกระบองออก
คนในภาคีต่างพากันสงสัย 


เด็กหนุ่ม : พวกท่านดูนี่สิท่าน กระบอง ของข้า 
               กระบองมังกร นี้ทำจากไผ่ธรรมดาเท่านั้น
              แท้จริง มารดาข้าชอบปลูกไผ่ ข้าจึงรู้จักไผ่เป็นอย่างดี
             ทั้งบ้านข้ามีชื่อเสียงด้านไผ่ทั้งตระกูล

             ไผ่อ่อน ยืดหยุ่นและแข็งมาก นำมาใช้เป็นเบ็ด หรือกระบองได้ดี
             ไผ่ลำกลาง เป็นไม้แข็งและตัน ใช้หุงข้าว และเก็บน้ำ 
             ไผ่แก่แข็ง เป็นไม้เนื้อเหนียว ไม่ผุ นำไปสร้างบ้านเรือน ทำฝายเก็บน้ำยามแล้ง
             ข้าจึงนำไผ่มาเป็นกระบองมันจึงโค้งงอ และแข็ง

            ข้าหน่ะ รู้จักไผ่ดี พอๆกับชีวีของข้า 
            จริงๆกระบองรบของข้า ไม่ได้วิเศษเหนือศาตราวุธใด
           แต่เป็นไม้ไผ่ ที่ผ่านมา 4ฝน 4 หนาว ซึ่งแข็งและยืดหยุ่น ข้าจึงนำมาเป็นอาวุธ
            
           ข้าไม่ได้มีพร ข้ามีไผ่ ฮ่าฮ่าฮ่า 
          ท่านชราจนเลอะเลือน คิดว่าไผ่คือพรแล้วเรอะ 

จอมทัพ : หาใช่สิ่งนั้นไม่ ที่ข้าพูดถึง
             พรของเจ้า คือการหลงไหล และความจำ
             ประกอบกับความยะโสโอหัง และอวดดี มันทำให้เจ้าไฝ่รู้ และท่องจำ
             เจ้าหน่ะ จำสิ่งที่เจ้าสนใจได้ เพราะเจ้ามีพรนี้
             เจ้าจดจำ ฝึกฝน ปฎิบัติ และสอนต่อ
             แต่สิ่งที่เจ้าไม่มีคือการอดทน เจ้าไม่ฟันฝ่า ไม่ควบคุมอารมณ์
            เจ้าไม่คิดว่า หากในสงคราม กระบองเจ้าหัก เจ้าจะทำเช่นไร
            เจ้าจะไม่หยิบกระบี่ ทวน ดาบ มาป้องกันตนเลยหรือ
            ข้านั้นทำทุกอย่างด้วยเหตุผล เจ้าทำตามความชอบ
            เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ชีวิตเจ้าหน่ะเจ้าคือหน่อไผ่...
            หากเจ้าไร้ซึ่งความอดทน อดกลั้น เจ้าถูกจับเป็นเชลยศึก
            เจ้าคงกรีดร้องลั่น เหมือนทารกหญิง
            หรือศัตรูยั่วให้เจ้าโกรธ หญิงงามยั่วให้เจ้าหลง
            เจ้าจะควบคุุมตนได้หรือไม่

           ข้าขอตอบ 
           เจ้าทำไม่ได้ เพราะข้าเองเคยเป็นหนุ่ม
           ทั้งชีวิตตอนนั้นมีแค่ สุรา ภาคี อีตัว
           ข้าพร้อมเสี่ยง ข้าพร้อมตาย ในสงคราม
           เราร่ำสุราหลังจบศึก เราตั้งภาคีเพื่อการศึก เราเสพราคีเพราะทำศึก
           ข้าไม่ห่วงโรคนารีเพศใดๆ เพราะโรคจะทำให้ข้าตายใน20หนาว
          แต่สงคราม ทำให้ข้าตายได้ภายในวันเดียว





บรรยากาศในห้องภาคีต่างขำขัน การถกเถียงของทั้ง2คน
ไม่มีใครคิดว่าเด็กจะต่อปากต่อคำเหมือนผู้ใหญ่
และท่านจอมทัพที่ดูโวยวายเป็นเด็ก






เด็กหนุ่ม : ท่านจอมทัพ ข้ายังต้องเรียนรู้ชีวิตอีกยาวไกล
             แต่ท่าน อาจต้องสิ้นไปในไม่กี่ฤดูหนาว วอนท่านสอนข้า
             สอนให้ข้าได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ 
             แผนการรอบนี้ ท่านโปรดให้ข้าทำเถิด

             เราต้องมีแผนที่ศัตรูไม่เคยพบ เคยเจอ
             ข้ามีไผ่ที่ยืดหยุ่นเป็นธนูได้ดีเยี่ยม ยืดหยุ่น แม่นยำ
             ข้ามีกิ่งไผ่และลูกดอกที่เหลาจากไผ่ มีความแหลมคมทะลุได้แม้เกราะหนา
             ศัตรูต้องคาดไม่ถึงเป็นแน่ 



ภาคีได้ฟังเด็กหนุ่มพูด และต่างไตร่ตรองความสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด
ทั้งห้องจึงกลับมาตรึงเครียดอีกครั้ง


เด็กหนุ่มจึงแทรกพูด

เด็กหนุ่ม : สิ่งที่ข้ามีและท่านไม่มี ไม่ใช่ศาตราวุธชั้นเลิศ
             แต่แท้จริงคือความหนุ่ม การปรับตัว ความว่องไว ความเด็ดขาด
              เพราะข้ามีกำลัง ข้ามีปัญญา และข้ามีการเรียนรู้ได้เร็ว
              หากท่านไม่ยอมรับ ผู้มีวิชาวัยหนุ่ม มาคุมทัพ 
              จอมยุทธ์วัยหนุ่ม คงได้เป็นคู่ต่อสู้กับท่านแน่ 
              หากท่านไม่วิ่งนำพวกศัตรู พวกมันจะวิ่งไล่ท่าน
              หากท่านหยุด ศัตรูวิ่งถึงท่านแน่แท้ 
จอมทัพ :   แต่ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่อยู่กับเจ้า จนเจ้าชรา
              ไม่ใช่ความหนุ่ม ที่มีความตั้งใจอันแรงกล้า
              ไม่ใช่วรยุทธที่ร้ายกาจ ไร้เทียมทาน
              ไม่ใช่หญิงงาม ไม่ใช่สุรา

              แต่เป็นตัวเจ้า และศาสตร์ไผ่ 
              ความหยิ่งทะนงจะอยู่กับเจ้าไม่นาน
              วันใดที่เจ้าพลาดพลั้ง อาจไม่มีโอกาสย้อนกลับแก้ไข
              ท่านจะได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่ท่านขวนขวายเพื่อได้มา
              ไม่มีประโยชน์อะไร เจ้ามีเพียงชีวิตและเรื่องราว ที่อยู่กับเจ้า

             เจ้าจะมีครอบครัวเป็นกองทัพ เจ้าจะมีนาข้าวเป็นเสบียง
             เจ้าจะมีเงินตราเป็นอาวุธ
             เจ้าจะค้าขาย ด้วยยุทธในแบบที่เจ้าต้องฝึกฝน
             เมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าอยากปกป้อง
             สิ่งที่เจ้าต้องปกครองคือครอบครัว
             เจ้าสัว จะเป็นผู้ทำทัพ
             สุดท้าย ไม่มีสิ่งได้หอมหวานเท่า กับข้าวของมารดา





ข้าไม่ขอตัดสินใจแทนเจ้า การทำดี การทำเด่น จะเป็นภัย
จอมทัพ ผู้ครึ่งชีวิตอยู่บนหลังม้า ได้กล่าวเป็นพรแก่จอมยุทธ์หนุ่ม
ด้วยสีหน้าที่ยิ้มด้วยความเอ็นดู




จอมทัพ :  เจ้าจงประกาศฝีมือวิทยายุทธ์ ให้ไกลกังวาล ให้ข่าวกระจายทั่วหล้า
              เจ้าจงอย่าได้นึกสงสัยในสิ่งที่ทำ หากมันดีคนจะสรรเสริญ
              หากเจ้าทำได้ดี คนทั่วแคว้น จะบอกให้ท่าน ทำให้ดี
              ไม่มีผู้ใดสนใจว่าท่านเหนื่อยล้า หรือ อ่อนแรงเพียงใด
              หน้าที่ของท่านคือการทำให้ดี

              เอาสิ!!! ข้านั้นเป็นไม้ใกล้ฝั่ง อีกไม่นาน ข้าคงไม่ได้อยู่เห็นจอมทัพคนใหม่
              ถ้าท่านเยี่ยมยุทธจริง จงทำเถิด ให้ข้าได้ประจักษ์
              ข้ายอมให้ท่าน ได้เรียนรู้ ในการทำศึกครั้งนี้
              โดยมีข้าศึก เป็นอาจารย์ให้เจ้า
              
            
 
      

ภาคีที่ได้ฟังจอมทัพจึงตัดสินใจ ประชุมแผนการโดยมีเด็กหนุ่มเป็นผู้เข้าร่วมวางแผนสงคราม

สงครามที่มี หนุ่มผู้ไม่ยอมรับในวิชาดาบ

การศึกครั้งนี้ อาจทำให้ชายหนุ่ม ตาย แต่ไม่อาจลบประวัติ การจาบจ้วงสำนักดาบได้
ทุกคนยังกล่าวถึงวีรกรรม ของเขา
การศึกครั้งนี้อาจทำให้ชายแก่ ตาย แต่ไม่อาจลบความทรงจำของชาวแคว้น
ที่ชื่นชมจอมทัพ ถึงการทำศึกครั้งยิ่งใหญ่

ไม่ว่าศึกครั้งนี้จะต้องสูญเสียสิ่งใด แต่สิ่งที่ได้
คือได้ประสบการณ์ ที่จะมีคนจำและเล่าต่อ ทั้งชายแก่และชายหนุ่ม
ได้ศักดิ์ศรีและเกียติยศ ของชายแก่ ผู้ยอมรับการทำศึกที่เปลี่ยนแปลง

ชายแก่ได้ลูกศิษย์ ทั้งที่เขาไม่คิดว่าจะพร่ำสอนวิชาดาบให้ผู้ใด ด้วยความหวงวิชา 
เด็กหนุ่มได้อาจารย์ ทั้งที่ไม่เคยคำสอนจากอาจารย์จากสำนักใด ต่างคนต่างลดความทะนงตัวลง

การศึกครั้งนี้ไม่ได้เป็นศึกระหว่างจอมทัพ และจอมยุทธ์
แต่เป็นการศึก ที่พวกเขา ยอมรับกันถึงความอาวุโส และยอมรับถึงการเยาว์วัย

ชายแก่เคยเป็นหนุ่ม
และเด็กหนุ่มจะต้องโตเป็นชายแก่
พวกเขาเป็นมิตร และเป็นอาจารย์ให้กันและกัน
เด็กหนุ่มที่ไม่เคยมีอาจารย์ ได้ศัทธาในคำสอนอีกครั้ง





ยามศึกใกล้เข้ามาในยามรุ่งสาง
จอมยุทธ์หนุ่มเตรียมม้าเสบียงและอาวุธคู่กายของเขา
ด้วยสีหน้าแคร่งขรึมเหมือนชายแก่
ชายแก่ ได้กระโดดขึ้นมาศึก พร้อมชักดาบคู่กาย

ดาบนั้นเก่าใหญ่ สนิมเขลอะ มีรอยบิ่นจากการฟาดฟัน
และรอยเลือดแดงฉานจนติดที่ใบมีด 
ชายแก่กระโดดขึ้นม้าเสมือนวัยหนุ่มอีกครั้ง
ชายแก่ได้แสดงท่าทีถึงความพร้อมรบ ได้ขี่ม้า มาหาหนุ่มน้อยผู้ถือกระบอง




จอมทัพนั้นกล่าวโอวาทให้แก่ชายหนุ่ม

จอมทัพ : สิ่งที่เราคำนึงที่จะมี อาจจะไม่สามารถขวนขวายได้ เพราะต้องถูกที่ถูกเวลา
             ประสบการณ์และความชำนาญนั้น มันเกิดขึ้นได้จากการกัดฟันลงมือทำต่อ
             สะสมจนเป็นเชื้อเพลิงลุกไหม้ และลุกเป็นเวลานาน
             แต่ในบางกรณี กำลังใจและความสนใจ ก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี
             ในการดำเนินกิจกรรม ด้วยความโผงผาง รวดเร็ว 
             ซึ่งทั้งสองอาจจะทำด้วยวิธีการต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังมีจุดร่วมกัน
             สิ่งนั้นคือ คือไฟในตัว

             ไฟเมื่ออยู่ใกล้กัน จะต้องมีอีกดวงที่ดับ เพื่อให้อีกดวงยังอยู่

              ดาบจะเป็นดาบ เมื่อผ่านความร้อนและความเย็น ตามกฎ
              วิชา จะเห็นผลเมื่อผู้ฝึกได้ลองใช้
              ไฟจะลุกไหม้ต้องมีเชื้อเพลิง
              ไผ่ที่ดีไม่ใช่ไผ่ที่แข็งที่สุด ไม่ใช่ไผ่ที่เน้นที่สุด ไม่ใช่ไผ่ที่เด้งที่สุด
              แต่มันมาจากการเลือกใช้ให้ถูกสถานะ

             ทั้งหมดอยู่ที่การเลือกใช้งาน...

              หนุ่มน้อยเอ๋ย ข้าทำศึกเพื่อวันนี้
              ส่วนเจ้าทำศึกเพื่อวันพรุ่ง
              หากข้าสิ้นใจในวันนี้
             จงระลึกถึงข้า เพราะข้า ระลึกถึงคำสอนเจ้า ในนาทีชีวิตนี้
             เอาเถอะ ตอนนี้เจ้าเป็นแม่ทัพแล้ว เจ้าออกคำสั่งเถอะ
             ข้าจะสนองตามต้องการของแม่ทัพ






เด็กหนุ่มได้ฟังจึงยิ้ม และกระโดดขึ้นม้าพร้อมกระบองคู่ใจ
เค้าแกะผ้าห่อกระบองออก ให้เหล่าทหารได้เห็น ว่าแท้จริงกระบองมังกรของเขาเป็นเพียงไผ่

ในนาทีก่อนออกรบ ความศรัททาในตัวตนของชายแก่และเด็กหนุ่มได้เปลี่ยนไป
ในนาทีนี้ ไม่มีเด็กหนุ่ม ไม่มีชายแก่ ไม่มีศิษย์ ไม่มีครู ไม่มีกระบองมังกร
มีเพียง แม่ทัพผู้ใช้กระบองไผ่ และจอมทัพผู้ถือดาบ
ที่อยู่บนหลังม้า ด้วยสีหน้าที่เชื่อมั่นและไว้ใจเพื่อนร่วมรบ
ทหารที่มอง ได้เตรียมอาวุธพร้อมประจำตำแหน่ง
พวกเขามีธนู ศร หอก ทวน ลูกดอก ที่ทำจากไม้ไผ่

เมื่อจอมทัพผู้ชราเห็นดังนั้น ถึงกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย

จอมทัพ:หวังว่าเจ้าจะนำพาความเปลี่ยนแปลงสู่แคว้นของเรา นะท่านแม่ทัพ


แม่ทัพหนุ่มยิ้ม พร้อมกับสั่งกองทัพเดินหน้าเข้าสงคราม

สงครามครั้งนี้พวกเขาจะชนะหรือไม่
ไม่มีผู้ใดอาจรู้

แต่สิ่งที่พวกเค้ารู้ คือการศึกครั้งนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

•••••กระบี่อยู่ที่ใจ เยี่ยมยุทธแล้วไซร้  แค่กิ่งไผ่ก็ไร้เทียมทาน•••••




          





   




SHARE
Writer
Punplug
speeker
for my brain

Comments