เพราะชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะ
1
ผมว่ายุคนี้น่าจะเป็นยุคที่เรามีสิ่งต้องทำมากที่สุด เพราะตื่นเช้ามาเราก็ต้องเช็กข่าวจากทวิตเตอร์ ตอบข้อความในไลน์ ดูชีวิตคนอื่นในเฟซบุ๊ก ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนในไอจี ไหนจะคลิปในยูทูบอีก ฯลฯ

พอเงยหน้ามาอีกที่ก็หมดไป 2-3 ชั่วโมงแล้ว เรียกว่าวันๆ นึงหมดเวลาไปกับโซเชียลมิเดียมากกว่า 4 ชม. นี่ขนาดยังไม่นับดูหนังจากเน็ตฟลิกซ์นะ จะเห็นว่านี่คือยุคที่มีเรื่องให้เราทำมากมาย จนก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า

ไม่นับสิ่งที่เราต้องทำในโลกความจริงอีกที่มากมายไม่แพ้กัน ไหนจะต้องเรียน ทำงาน อ่านหนังสือสอบ ทำการบ้าน ส่งงาน ไปงานแต่ง งานบวช ฯลฯ จนเรารู้สึกไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือถ้าชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะ เราจะทำยังไง?

2
สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน เวลาฝึกเขียนหนังสือใหม่ๆ ตอนเขียนแรกๆ อาจยังเขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไรดี แต่พอเขียนเก่งขึ้น เขียนคล่องขึ้น ชำนาญขึ้น จะมีอาการหนึ่งที่เรียกว่า "เห่อตัวอักษร" คือจะเขียนจะพิมพ์ตัวอักษรมากมายเต็มไปหมด

คิดอะไรได้ก็เขียน บรรยายทุกสิ่งละเอียดเต็มไปหมด คือมีความรู้สึกเป็นนายของภาษา ฟังดูเหมือนจะดี แต่พอได้อ่านจริงๆจะพบว่า เต็มไปด้วยความเยิ่นเย่อ น่าเบื่อ หรือที่เรียกว่ามีแต่น้ำนั่นแหละ

คือเน้นการบรรยาย ไม่เข้าเรื่องหลักหรือเมนไอเดียสักที ทำให้คนอ่านเบื่อไปก่อน และวิธีแก้ไขงานแบบนี้คือ การตัดทิ้งออกเป็นย่อหน้า หรือทั้งหน้า เพื่อให้งานเขียนสั้น กระชับ และเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งมีคำกล่าวหนึ่งที่สอนว่า "สำหรับการเขียนหนังสือที่ดี บางทีสิ่งที่เราไม่เขียนนั้น สำคัญกว่าสิ่งที่เขียนเสียอีก"

เพราะสิ่งที่เราไม่เขียนลงไป จะช่วยให้สิ่งที่เขียนมีความสำคัญขึ้น ทำให้จังหวะการเล่าเรื่องสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้คนอ่านใช้จินตนาการ และยิ่งเรามีสิ่งที่อยากบอกแต่ไม่เขียนลงไปหมด งานเขียนเราจะเซ็กซี่และมีพลังมากขึ้นเท่านั้น

ผมคิดว่าสาเหตุที่งานเขียนข้อความสั้นๆ ได้รับความนิยมในยุคนี้ นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ข้อความสั้นๆ มักจะเขียนเข้าประเด็นที่อยากบอกในทันที ทำให้คนอ่านรับสารได้เร็ว

3
ยุคที่แล้ว เราเชื่อว่าถ้ายิ่งทำก็จะยิ่งดี ยิ่งขยันก็จะยิ่งสำเร็จ แต่เอาเข้าจริงความพยายามก็ใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่มีคนพูดว่า "คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม" เพราะความชอบ พยายามไปก็ไร้ผล ก็คนมันไม่ชอบ

เช่นเดียวกับในชีวิตที่มีสิ่งต้องทำมากมาย ไม่ได้หมายความว่า การทำทุกสิ่งทุกอย่างจะทำให้เราสำเร็จ ตรงข้ามกับการ "ตัดใจ" หรือการ "ไม่ทำ" กลับมอบพลังให้เราได้ เช่น

ถ้าเราไม่ทำสิ่งนี้ ก็มีเวลาไปทำสิ่งอื่น
ถ้าเราไม่ซื้อ ก็มีเงินเก็บ
ถ้าเราไม่พูด ก็ไม่เข้าใจผิด
ถ้าเราไม่วิจารณ์ ก็ไม่ทะเลาะ
ถ้าไม่กินบุฟเฟต์ ก็ไม่อ้วน
ถ้าไม่ต่อต้าน ก็ได้เรียนรู้
ซึ่งจะพบว่าการไม่ทำก็มีประโยชน์

บางเรื่องที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ลองไม่ทำดู เราจะพบว่า เรามีแรงและเวลาเหลือไปทำเรื่องดีๆ ได้อีกมาก

SHARE
Writer
Porglon
Editor & Writer
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments