วันเปลี่ยนชีวิต
ตั้งชื่อเรื่องมาซะยิ่งใหญ่

เพื่อที่จะเขียนต่อไปว่า อันที่จริงชีวิตคนเรามันก็เปลี่ยนอยู่ทุกวันแหละนะ 

ดังนั้นทุกๆ วัน ก็คือวันเปลี่ยนชีวิต

วันนี้เป็นวันดีๆ อีกวันหนึ่งสำหรับฉัน

แม้การที่รายงานยังไม่เสร็จและเดดไลน์ได้ผ่านไปแล้วเมื่อสามวันก่อน จะยังเป็นเสี้ยนหนามทิ่มตำหัวใจ แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไปในแบบของมัน

เมื่อกลางวันได้ไปกินข้าวกับพี่เจ พี่ชายที่รู้จักกันสมัยทำงานออฟฟิศ เราสองคนเข้าทำงานมาพร้อมกัน แล้วก็เป็นเกย์เหมือนกัน เราคุยกันถูกคอ เลยยังติดต่อกันมาถึงปัจจุบัน

ตอนที่รู้ว่าพี่เขาได้เงินเดือนห้าหมื่นกว่าบาทแล้ว ฉันยิ้มแห้งอยู่ในใจ

เสียดายอยู่แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นแหละ แต่พอฟังชีวิตการทำงานที่มันแสนจะน่าเบื่อแล้วก็คิดว่าดีแล้วหละที่ฉันลาออกมา

เราสองคนวาดฝันกันไวัสวยงามเชียว

อีกสองปีพี่เขาจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส เขาชวนให้ฉันไปเที่ยวด้วย วันนี้ฉันเลยเอามาอวดเจ๊ใหญ่เลยว่าเดี๋ยวอีกสองปีเราไปเที่ยวฝรั่งเศสกันนะ พี่เจจะพาเที่ยว

เจ๊ก็บอกว่าไปสิ อยากไปสวิสอีก อยากไปเยอรมันด้วย เพราะอยากเห็นฉันเป็นไกด์บ้าง

หลังกินข้าวกับพี่เจ ฉันไปฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

หลังจากนั้น เราก็ไปนั่งคุยกันที่ร้านขนมต่อ 

รู้สึกผิดเลยที่ไม่ได้ไปชุมนุมด้วย แต่คิดว่าฉันสนับสนุนทางช่องทางอื่นได้ และโอกาสหน้าจะไปแน่นอน วันนี้ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมา ต้องขอติดไว้ก่อน

บทสนทนาในร้านขนมก็ลึกพอๆ กับเวลาฉันทำงาน counseling เลย แต่ฉันคุยในฐานะเพื่อน

เพื่อนสนิทฉันมักจะแชร์ความเจ็บปวดในวัยเด็กและเล่าเรื่องความเหนื่อยในการทำงานให้ฟัง เธอสู้ชีวิตมากจริงๆ ผ่านอะไรมาตั้งเยอะ แบบที่ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นตัวเอง จะเครียดขนาดไหนหากต้องเจอสถานการณ์เช่นนั้น

ฉันอยากจะแนะนำให้เพื่อนไปเยียวยาบาดแผลของตนเองกับนักจิตวิทยาที่เข้ากันได้ แต่ฉันรู้ว่าเธอรู้ว่ามีทางเลือกนี้อยู่ ถ้าเธอพร้อม เธอคงไปเอง ตอนนี้เธอพร้อมเล่าให้ฉันฟัง ฉันก็ยินดีฟัง ยินดีจะแบ่งเบาเรื่องราวที่เจ็บปวดของเพื่อน ให้เธอไม่ต้องเก็บมันไว้คนเดียว

เคยได้ยินประโยคว่า ความทุกข์ที่เกินทน จะหลอมคนให้ทนทาน

ก็หวังว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ และแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่แตกสลายไปเสียก่อน

ฉันน่ะ...

เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกแตกสลายเหมือนกัน

ตอนนั้นคิดว่ามีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อให้ได้ตายอย่างสบายใจที่สุด ก็เพียงพอแล้ว

แต่วันนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันมีความหวังกับชีวิตมากขึ้นนะ

ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยความหวังที่จะได้เห็นประเทศเราดีขึ้น

เพราะความสิ้นหวังเมื่อห้าปีก่อนของฉัน ส่วนหนึ่งก็มาจากการได้เห็นความล้าหลังเละเทะของประเทศเราเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย สภาพจิตใจฉันเลยย่ำแย่แบบนั้น

นอกจากนั้นฉันก็ยังก้าวผ่านโจทย์ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไปได้แล้ว

ฉันรู้สึกว่าฉันยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของพ่อแม่ได้ เช่นเดียวกับที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง และของโลกใบนี้ได้มากขึ้น

ยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมจำนน ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง

ยอมรับในที่นี้หมายถึงเข้าใจเหตุปัจจัย เห็นที่มาที่ไปของแต่ละปรากฏการณ์ ไม่ปฏิเสธหรือต่อต้านการพิจารณาและพยายามเข้าใจความจริง ไม่มัวยึดติดอยู่กับภาพฝัน หากเราตั้งใจที่จะอยู่กับความจริงแล้ว เราก็จะคิดออกเองว่าจะจัดการชีวิตอย่างไร หรือเราจะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยังไงได้บ้าง

จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราทั้งหมด อันนั้นเป็นไปไม่ได้ มันได้แค่เท่าที่มันจะได้แหละ ลองพยายามให้ดีที่สุดไปก่อน อย่าเพิ่งคาดหวังผลลัพธ์สวยหรูให้หนักใจ

นึกถึงคำที่เคยฟังพระเทศน์มาว่า

ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและผล ไม่ได้เป็นไปตามใจของคน

ทุกการเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลา ความพยายาม ความอดทน และความตั้งใจ

การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นของฉันก็เช่นกัน

เมื่อก่อนฉันจะอยากตาย เวลาตัวเองทำอะไรไม่ได้ดังใจ ผิดหวัง สิ้นหวัง ท้อแท้

แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว

เมื่อก่อนฉันหวาดกลัว ฉันกระวนกระวาย วิตกกังวล ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่าเพราะการเข้ามาของพี่หวาน ทำให้ฉันรู้สึกนิ่งขึ้น ทำให้ฉันปั่นป่วนน้อยลง อย่างน้อยก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องแอบชอบใครหรือเรื่องอกหักมากวนใจอีก

เราแชร์กันได้ทุกเรื่อง และเมื่อไหร่ที่ฉันเปิดใจ พี่หวานก็จะเปิดตาม

เมื่อวานเรามีเรื่องขัดใจกันนิดหน่อย 

ปกติฉันอาจจะทำเป็นลืมๆ ไป แต่สุดท้ายก็มักจัดการความเจ็บปวด ความโกรธไม่ได้ มักจะวนกลับมาโทษตัวเองที่อ่อนไหวมากเกิน เริ่มไม่อยากอยู่ในความสัมพันธ์ เรื่องราวก็จะบานปลายใหญ่โต ส่วนพี่หวานก็มักจะรอ รอให้ฉันกลับมาปกติ แต่ฉันมักจะฟุ้งซ่านหนักกว่าเดิมเพราะการเงียบของอีกฝ่าย

เมื่อวานเลยเป็นครั้งแรก ที่ฉันกล้าพูดออกไปในทันทีว่าหงุดหงิด โกรธ และทั้งหมดนั้นมันมาจากความเสียใจ และมันก็เป็นความพยายามครั้งแรกๆ ของพี่เขาด้วยที่จะไม่ปล่อยให้ฉันโกรธข้ามคืน แม้การอยู่กับอารมณ์ร้อนๆ ของฉันในวันที่พี่เขาเหนื่อยจากอะไรหลายอย่างจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เราเคลียร์กันอยู่นานหลายชั่วโมง ลึกลงไปถึงว่าตอนนี้ที่ความสัมพันธ์มันเหมือนจะดี อันที่จริงแล้วต่างคนต่างก็ยังมีความกลัวอยู่ การที่ได้รู้ความรู้สึกอีกคน มันก็ทำให้ฉันกลัวน้อยลง 

เมื่อคืนฉันเพิ่งได้พูดคำว่าขอโทษออกไปเป็นครั้งแรก เรื่องที่เคยบอกเลิกพี่เขา เพราะตอนนั้นฉันก็ทำไปเพราะความโกรธ ความรู้สึกอยากแก้แค้นอีกฝ่าย มากกว่าที่จะอยากเลิกจริงๆ

เป็นคืนที่เสียน้ำตากันทั้งคู่ แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น

และเราก็ได้คำตอบของคำถามที่พี่หวานเคยสงสัยมานานแล้วว่าควรทำอย่างไรเมื่อฉันโกรธ

คำตอบก็คือ อยู่กับฉัน ช่วยฉันหาว่าฉันกำลังเจ็บปวดกับอะไร เพราะความโกรธ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเกราะป้องกันที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังความเจ็บปวดของตัวเองเท่านั้นแหละ

เมื่อฉันยอมรับกับใจตัวเองได้ว่ามันเจ็บขนาดไหน มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะลืมไปได้ อย่างที่ฉันชอบบังคับฝืนใจให้ตัวเองลืม (แต่กลับไปเก็บสะสมไว้รอวันระเบิด) เมื่อนั้นฉันถึงจะค่อยๆ ปล่อยมันไปได้ และพร้อมจะรับคำขอโทษและปรับความเข้าใจกับเธอ

พอเห็นแล้วว่าการทะเลาะกันของเราสองคนมันมีทางออกนะ ก็รู้สึกกลัวน้อยลงว่าจะเสียพี่เขาไป

ตอนนี้พอนึกถึงอนาคต ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อรอวันตายแล้วหละ


ฉันอยู่เพื่อทำ 70 ปีต่อจากนี้ให้ดีที่สุดต่างหาก

วันนี้คุยกับเจ๊ว่า ฉันจะสวยแซ่บไปจนอายุ 80 เลย

เจ๊ก็บอก 'งี้เราก็ต้องอยู่เฝ้าคุณถึง 85 เลยสิ นานนะ'

พอฉันตอบว่า 'หลัง 85 คุณน่าจะเหนื่อย เค้าจะแซ่บน้อยลงก็ได้ เพราะแฟนแก่แล้ว'

เจ๊ก็พิมพ์เลขห้ามายาวเหยียด ดูชอบอกชอบใจเหลือเกิน

ฉันไม่รู้อนาคตหรอก ฉันแค่ชอบคิดเผื่อไว้ในทุกความเป็นไปได้

บ้านเราทั้งสองคนมีกรรมพันธุ์อายุยืน คนแก่อยู่กันถึงเกือบร้อยปี

ฉันเลยคิดเผื่อไว้ก่อนว่าจะต้องอยู่ให้ถึง 95 

เผื่อว่าเจ๊อยู่ถึง 100 ปี 

ฉันจะได้อยู่ดูแลพี่เขาได้จนวันสุดท้าย

วันนี้การไปฉีดวัคซีน ก็เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลตัวเองให้อายุยืนยาวนะ

พี่เจก็ชวนไปวิ่งที่สวนสาธารณะทุกเย็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วย

รองเท้าวิ่งใหม่ได้ฤกษ์ออกไปผจญภัยสักที ซื้อมาปุ๊บ โควิดมาปั๊บ

คราวนี้จะได้เอาออกไปใช้งาน

พี่เจอายุ 29 แล้ว ก็ดูจะใส่ใจสุขภาพมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

ฉันอายุ 25 แล้ว ถึงเวลาตั้งใจดูแลตัวเองให้มากขึ้นแล้วเช่นกัน

ปัญหาชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้ ก็ค่อยๆ แก้มันไป โลกยังไม่แตก ยังไม่ต้องรีบอยากตาย จะคิดใหม่ว่าอยู่เพื่อทำอีกเจ็ดสิบปีต่อจากนี้ให้ดีที่สุดละกันเนอะ

คุณย่าที่บ้านฉันอายุ 99 แล้ว ยังเดินได้อยู่เลย คุยเก่งด้วย สวยแซ่บอีกต่างหาก ถึงจะเป็นอัลไซเมอร์ไปแล้ว แต่ก็ยังอารมณ์ดี ไม่ได้ทำให้คนดูแลลำบากใจ

ฉันก็อยากมีบั้นปลายชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน หากเป็นไปได้

ก่อนจะถึงวันแก่ของตัวเอง ก็ทำวัยกลางคนให้ดีก่อน

พ่อฉันอายุ 73 แล้ว ตอนเด็กก็เคยคิดนะว่าพ่อจะทันเห็นฉันโตเป็นผู้ใหญ่เหรอ มีลูกตอนเกือบห้าสิบ

แต่ดูจากความแข็งแรง ความวัยรุ่นของพ่อแล้ว คิดว่าทันแหละ

ยังทันร่วมงานแต่งงานของลูกสาวอยู่ แม่เองก็จะยังสวยมากอยู่แน่ๆ เมื่อถึงวันนั้น

วันก่อนพ่อก็มาสัมภาษณ์เสียละเอียดเลย ว่าตกลงฉันกับพี่หวานอยู่ในสถานะไหนกัน ชอบกันที่ตรงไหน เข้ากันได้ไม่ได้เรื่องอะไร มีแผนการในอนาคตอย่างไร ฉันก็เล่ายาวไปจนถึงแพลนมีลูกด้วยกันเลยจ้า พ่อก็ฟังแล้วเตือนเรื่องการใช้ชีวิตคู่นิดหน่อย ว่าอย่าเอาแต่ใจ อย่าคาดหวัง อย่าเห็นแก่ตัว แล้วก็บอกว่าถ้าตอนนี้ทุกอย่างโอเคดีก็ดีแล้ว

เริ่ดจริงๆ 

อยากให้พ่อแม่ของ lgbtq ทุกคนเปิดกว้างแบบพ่อแม่ฉันจัง

ลูกยังไม่ทัน come out ก็พูดเกริ่นไว้ก่อนให้เรารู้สึกปลอดภัย ให้รู้ว่ารับได้นะ ทีนี้พอจะมีแฟนมีอะไร ก็ไม่มีความลับกับที่บ้านแล้ว กล้าเปิดได้เต็มที่ ทำอะไรอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ 

ฉันว่าเดี๋ยวคนรุ่นต่อไปก็จะดีขึ้นเองแหละ

วันนี้เรามารดน้ำพรวนดินให้เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังกันคนละไม้คนละมือเนอะ

ไปชุมนุมไม่ได้ก็ช่วยแชร์ข่าว ช่วยบริจาคเงินแทน ถ้าไปได้ก็ไป ทำอะไรได้ก็ทำ

สู้ไปด้วยกันนะทุกคน :)







SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments