สถานะ x.2: การมาเยือนของหนอน
“...22.30 น. ณ สนามบินเชียงราย

ฉันมารอรับ ‘หมอหนอน’ เพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ผู้ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะเดินทางไปไหน ด้วยความที่เป็นคนโลกส่วนตัวสูง และไม่ชอบสิ่งแปลกใหม่ แต่วันนี้มันได้เดินทางมาเหยียบแผ่นดินเชียงรายเป็นครั้งแรก แบบสายฟ้าแล่บซะด้วย

หมอหนอน จริง ๆ แล้วชื่อเนตรา ชื่อสวยแบบโบราณหน่อย ๆ เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทฝีมือดี ที่ฉันเรียกมันว่าหมอหนอน เพราะมันเป็นหนอนหนังสือตัวจริง ถ้าหนอนหายตัวไปจากกลุ่ม ให้ไปห้องสมุด หนอนจะนั่งอยู่ที่มุมเดิม และขมักเขม้นย่อยความรู้จากหนังสืออย่างมีความสุข

เรื่องนี้ต้องเท้าความไปถึงจุดเริ่มต้น ปกติฉันจะโทรคุยกับมันเดือนละสองสามครั้งอยู่แล้ว มีอะไรก็เม้าท์มอยกัน ส่วนมากจะเป็นการระบายอารมณ์มากกว่า เพราะเรื่องเฮงซวยบางอย่างเหมาะกับการเล่าให้เพื่อนที่อยู่ห่างมาก ๆ ฟัง 

เมื่อประมาณสามเดือนก่อน มันได้ mention ถึงรุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะตามจีบมัน สิ่งที่เพื่อนถามทำให้ฉันประหลาดใจเป็นอันมาก 
‘แกเชื่อเรื่องรักแรกพบไหม’
คำถามที่เพื่อนถาม ทำเอาฉันสตั้นท์ไปสองวิ ก่อนตอบว่าเชื่อว่ามี แต่คงเกิดยาก

เมื่อวาน มันโทรมาหา เปิดมาคำแรกว่า ‘แกมีที่พักให้ฉันสักอาทิตย์มั้ย’ 
‘มาเลย ที่พักฟรีจ้า อยากเที่ยวไหนเดี๋ยวพาเที่ยว’
‘เปล่า ๆ จะไปตั้งสติ ตอนนี้อยู่นี่ไม่ได้’
‘ทำไมวะ มีเรื่องอะไร’
‘...พี่ภาคมีลูกมีเมียแล้วว่ะ’ 
‘พี่ภาค?’
‘รักแรกพบ...’
‘ไอ่หยา...’ ช็อคไปเลย เพื่อนฉันถึงกับทำอะไรไม่ถูกต้องถอยมาตั้งหลักไกลถึงเชียงราย

ฉันชะเง้อมองดูประตูเลื่อนอัตโนมัติที่เปิด ๆ ปิด ๆ ตามคนที่เดินออกมา เครื่องลงมาสักพักแล้ว อีกเดี๋ยวหนอนคงออกมา 

ฉันก้มหน้าลงมองนาฬิกาข้อมือ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่ามันมายื่นอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว
“โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง”
“...หวัดดี” มันโบกมือเนิบ ๆ 
“กวนตีนดีแท้นะแกเนี่ย” ฉันว่า
มันส่งเสียงหึหึ พร้อมกับแสยะยิ้ม “หิวข้าว”
“ไป ๆ เดี๋ยวกลับไปกินข้าวบ้าน ทำไว้ให้แล้ว ...ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย สยอง” ฉันช่วยมันลากกระเป๋า
มันบึนปาก “ใจคอไม่ดี จะให้ทำหน้าตาให้มันดี ๆ ยังไงวะแก นี่นั่งคิดมาตลอดทางเลยนะว่าต้องทำไงกับเรื่องนี้ดี”
“เลิกคิดไปก่อน ได้กินข้าวเดี๋ยวก็คิดออก”

เมื่อถึงบ้าน ฉันก็ช่วยมันยกกระเป๋าลากไปที่ห้องนอนแขก แล้วเดินนำหนอนไปที่ครัว
“มีข้าวอยู่ในหม้อ กับข้าวบนโต๊ะเลย ฉันทำไว้ให้แก”
“แม่ศรีเรือนนะจ๊ะเดี๋ยวนี้ เตรียมแต่งงานเหรอ”
“บ้าเหรอ แต่งกะใครล่ะ” ฉันหยิบจานกับช้อนส้อมส่งให้หนอน เขินนิดนึง โดนแซว
“เอ้า!...ก็เพื่อนตรัยของคุณไงคะ อุตส่าห์ตามมาจีบไกลถึงนี่” มันรับไปแล้วเดินไปตักข้าว 
“ไม่รู้เว้ย จีบติดก่อนแล้วค่อยคิด”
“ทำเป็นพูด เมื่อก่อนนี้เดินตามเขาต้อย ๆ ตอนนี้ถือไพ่เหนือกว่าแล้วก็อย่าเล่นตัวเยอะ เดี๋ยวอด” หนอนแซวพลางนั่งลงที่โต๊ะกินข้าวที่ตั้งอยู่กลางห้องครัว
“ไม่ใช่เล่นตัว เขาเรียกสงวนท่าที”
“จ้า แหม...” มันบอกก่อนจะถอนหายใจ “แต่ฉันนี่ดิ นี่คงเป็นจุดตกต่ำของชีวิต”
“ใจเย็นก่อนเพื่อน” ฉันบอก “กิน ๆ แล้วเดี๋ยวจะได้มาคุยกัน”

เบียร์กระป๋องเย็น ๆ เหมาะกับช่วงเวลาแบบนี้ พอมันเริ่มจะกึ่ม ๆ อะไร ๆ ที่เคยอัดอั้นก็ดูเหมือนจะคลายลงไปบ้าง เพราะว่าสติสัมปชัญญะไม่ค่อยจะครบ ก็เลยลืม ๆ มันไปได้บ้างชั่วคราว

ฉันนั่งมองเพื่อนกระดกเบียร์กระป๋องที่สาม หนอนคอแข็ง แค่นี้ยังไม่กระเทือนสติมันสักนิดเดียว
“ทำไงดีวะเนี่ย” มันบ่นพึมพำ
“จริง ๆ มันไม่ยากเลย แกรู้อยู่แล้วว่าควรถอยออกมา แต่ที่ฉันอยากรู้คือทำไมถึงถอยไม่ได้ต่างหากล่ะ” ฉันตีตรงประเด็น
“เล่าไปนี่ก็อาจจะดูบ้า แต่มันเหมือนว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น เหมือนฉันรอเขามานานแล้ว และมันเหมือนมีแรงดึงดูดที่ทำให้ฉันปฏิเสธตรรกะเหตุผลทุกอย่างที่มันคิดขึ้นมาเพื่อไปให้ห่างเขา”
“...เออ จริงสิ แกยังไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฉันฟังเลย แกไปรู้ได้ยังไงว่าเขามีครอบครัวแล้ว”
“บังเอิญเจอเขาเดินห้างกับผู้หญิงและเด็ก ตอนแรกฉันว่าจะหลบแต่เขาดันทักก่อน เลยต้องทักกลับ แล้วเขาก็แนะนำว่านี่ลูกชาย ผู้หญิงที่มาด้วยก็ยิ้ม ๆ ฉันเลยไม่รู้จะพูดอะไร ถามอะไร”
“ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเมีย แต่เขาแนะนำไหมว่านี่เมีย”
“เขาไม่มีจังหวะได้แนะนำอะไรหรอก เพราะฉันมือไม้สั่นไปหมดเลยแก ก็เลยรีบหลบออกมาก่อน” มันยกเบียร์ขึ้นซดจนหมดกระป๋อง
“ความสัมพันธ์แกกับพี่เขานี่ไปถึงขั้นไหน” 
มันถอนหายใจ “คุยกันทุกวัน เขามาส่งฉันที่คอนโด กินข้าวเย็นด้วยกันบ่อย ๆ เขาจะซื้อกาแฟมาให้ทุกเช้า จีบกันแบบเปิดเผย คือ โดนแซวจนหายเขินแล้วอ่ะ แล้วแบบนี้ มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง มันชัดมาก แล้วฉันก็คิดถึงขนาดว่าจะมีเขาอยู่ในชีวิตไปเรื่อย ๆ แล้ว” หนอนพรั่งพรูออกมา “แต่เขาไม่เคยเล่าเลย ไม่พูดไม่บอกอะไรเรื่องนี้ แล้วแกจะให้ฉันคิดยังไงวะ รู้สึกเหมือนโดนหลอกอ่ะ”
ฉันถอนหายใจ “แกควรคุยกับเขาตรง ๆ ว่ามันเป็นมายังไง”
“ก็จริง แต่ช็อคอยู่ ยังทำไม่ได้” มันเปิดเบียร์อีกกระป๋อง ยกขึ้นกระดกจนหายไปเกินครึ่งกระป๋อง “เมื่อเช้าเจอหน้ากัน ฉันนี่หน้าร้อนไปหมด คือ มันทั้งโกรธแล้วก็ทำตัวไม่ถูก ที่สำคัญคือ ฉันไม่อยากดูงี่เง่า แต่ขืนเจอบ่อย ๆ สันดานอย่างฉันมีได้ลั่นแน่ ๆ สู้หนีหน้ามาหลบสักพักดีกว่า”
“ฉันว่าแกอาจจะพลาดอะไรไปบางอย่างนะ ข้อแรก ถ้าเขาจะปิดบังแก เขาจะทักแกทำไม สู้เดินหลบไปทำเป็นไม่เห็นไม่ดีกว่าเหรอ นี่แสดงว่าเขาบริสุทธิ์ใจ ข้อสอง เขาไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แกคิดเองว่าเป็นเมีย แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีหึงหวงด้วยใช่ไหม ข้อสาม ถ้าลองเปลี่ยนกัน แกมีลูกติด แกจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังตั้งแต่จีบกันใหม่ ๆ เลยไหม มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาโต้ง ๆ ต้อรอสบจังหวะก่อนไม่ใช่เหรอ”
หนอนนิ่งฟัง หน้าตาบ่งบอกว่าคิดตาม 
“ไม่แปลกหรอกที่พี่เขาจะมีลูกแล้ว อายุปูนนี้ หน้าตาก็ดี หน้าที่การงานก็ดี แกลองคิดดูว่าคนแบบนี้ถ้าโสดมาจนจะสี่สิบนี่ถ้าไม่บ้างานมาก ก็ไม่ชอบผู้หญิงแน่ ๆ ไม่ต้องสืบเลย”
มันพยักหน้า ส่งเสียงอือ ๆ 
“แกใจเย็น ๆ แล้วถ้าใจร่มแล้ว ก็หาโอกาสคุยกับเขา แกหนีมานี่เขารู้หรือยัง”
“ยัง เมื่อเช้าเจอกันเขาบอกว่าจะพาลูกไปต่างจังหวัดสามสี่วัน ฉันยังไม่ได้คุยอะไรก็เขาโดนตามไปดูเคสก่อน แต่นี่เขาส่งข้อความมาฉันยังไม่ได้ตอบ แล้วก็โทรมาเมื่อตอนกลางวัน กับหัวค่ำ แต่ฉันไม่รับ เขาคงเข้าใจว่าฉันติดผ่าตัดแหละ”

ตอนนี้จะเที่ยงคืน เสียงโทรศัพท์ของหนอนดังขึ้น มันหยิบขึ้นมาดู
“พี่ภาคว่ะ”
“รับสิ”
“ฉันกลัวสติแตก”
“ฉันอยู่เป็นเพื่อนแกเอง”
“เปิดสปีกเกอร์นะ แกช่วยฟังหน่อย”
“เฮ่ย ไม่ดีมั้ง”
“เออน่า เดี๋ยวฉันบอกเขาเอง” พูดจบมันก็กดรับสาย “ฮัลโหล”


SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments