บางครั้ง..ฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง
วันที่ 11 
06.12 น. เขาคงมาจากดาวเคราะห์ B612 
ที่เดิม เวลาเดิม เขาคนเดิม มากดกริ่งที่หน้าบ้านฉัน ฉันออกไปชุดนอน หัวยุ่ง

“ออกกำลังกายกัน” พี่หมอชวน พร้อมรอยยิ้ม เหมือนว่า ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
เมื่อวานฉันส่งข้อความยาวเหยียดไปให้เขา ทาง e-mail เขาไม่เล่นสื่อโซเชียล ยกเว้น Line 
แต่ฉันก็ไม่มี Line ของเขา เอาไว้คุยเรื่องงาน
เขาบอก

ถ้าเขาอ่านมันแล้วเข้าใจ ..เขาต้องไม่อยู่ตรงนี้ 
“พี่หมออ่าน e-mail หรือยังคะ ที่หนูส่งให้” ฉันถาม ตางัวเงีย เมาขี้ตา 
“ยังครับ มีอะไรหรอ” เขาตอบหน้าตาเฉย
“อืมมมม.....พี่หมอไปคนเดียวเลยนะ พี่ ๆ ที่คลินิคไม่มาหรอคะ” ฉันไล่
“ไปปั่นจักรยานกัน” เขาชวนกึ่งสั่ง
“เอางี้ ..ไม่ปั่น จะวิ่ง รอแปบนะ” ฉันนึกแผนออกมว่าจะบอกเขายังไงดี

“พี่รอตรงนี้นะ ไม่ต้องรีบพี่รอได้” เขาพูด
“รอไม่ได้ ก็ต้องได้แล้วล่ะค่ะ มาตรงนี้แล้วนี่” ฉันพูดสวน แล้วเข้าไปเปลี่ยนชุด พอออกมาเขาก็หายไปแล้ว อ้าว ไหนบอกจะรอ

ฉันออกวิ่งเส้นทางเดิม ไปหน้าปากซอย เห็นพี่หมอกำลังออกมาจาก 7-11 
“กล้วยหอม อ่ะ กินพร้อมกัน” เขาบอกพร้อมยื่นมาให้ 
“ทำไมต้องพร้อมกัน” ฉันพูดแบบที่เขาเคยถาม
“แชร์โมเม้นต์ไง” เขาตอบแบบที่ฉันเคยตอบ
“หนูพูดเล่นนะ ..จริง ๆ แล้ว การกินพร้อมกันเป็นเรื่องทรมานสุด ๆ เลย” ฉันบอก 
“ทำไมล่ะ” พี่หมอทำหน้าตกใจ 

“หนูเป็น Misophonia“ ฉันบอก ทั้งๆที่ไม่เคยบอกใคร ฉันคงอยากให้เขา อยู่ห่าง ๆ เว้นที่ว่างให้คนไม่ปกติอย่างฉันได้มีที่ยืนเป็นของตัวเองบ้าง
“ภาวะเกลียดเสียงเคี้ยวของคนอื่นหรอ” พี่หมอพูดออกมา ทำหน้าตกใจ 
“.......” ฉันเงียบ
“โอเค พี่จะไม่กิน หนูกินคนเดียวเลย” เขาทำหน้าจริงจัง เหมือนคนที่ทำตัวไม่ถูกเลย 
ฉันยืนกินกล้วยจนหมดแล้วรีบวิ่งออกมา และตะโกนบอก 
“พี่หมอ กินดิ เคี้ยวเบาๆนะ” ฉันตะโดนระยะทางห่าง 200 เมตร คนทั้งซอยคงได้ยิน

สักพักเขาก็วิ่งตามมา 
“พี่หมอวิ่งถอยหลังสิ” ฉันบอก
“ทำไมพี่ต้องเชื่อล่ะ” พี่หมอไม่ยอมทำตามง่าย ๆ
“ต้องเชื่อ เพราะมันไม่มีเหตุผล ที่พี่หมอจะไม่เชื่อค่ะ” ฉันบอก ด้วยตรรกะของฉัน
“ก็ได้” พี่หมอวิ่งถอยหลังอย่างว่าง่ายซะงั้น หันหน้ามาหาฉัน ส่วนฉันวิ่งไปข้างหน้า

“ดีมั้ย ได้เจอหน้ากัน ตลอดเลย” ฉันพูดขึ้น
“แบบนี้ก็ดีนะ” พี่หมอวิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ 

เราวิ่งกันมาสักพัก แล้วพี่หมอก็พูดขึ้น
“เหนื่อยแฮะ วิ่งถอยหลังแบบนี้ พี่กลับไปวิ่งเหมือนเดิมได้หรือยัง” พี่หมอพูดเสียงหอบ
“พักก่อนสิคะ” ฉันพูดพร้อมกับหยุดพักกินน้ำ 

“นี่รู้ไหม ถ้ารักใครมากกว่า ก็เหมือนวิ่งถอยหลังแหละ คนวิ่งถอยหลัง ฝืนตัวเองได้ไม่นานหรอกค่ะ สุดท้ายแล้ว ก็ต้องกลับมาวิ่งแบบที่เคยชิน เราจะรัก คนที่เขาไม่รัก ไม่ได้หรอก สุดท้ายเราเองที่จะเหนื่อย” ฉันอธิบาย 
“แล้วทำไมเราไม่วิ่งไปข้างหน้า พร้อมกันละครับ” พี่หมอถาม 

“พี่หมอ หัวใจคนเราใช้กล้ามเนื้อแบบไหนคะ” ฉันถาม
“กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้ออัตโนมัติ”พี่หมอตอบ
“เราควบคุมหัวใจให้เต้นตามจังหวะที่เราต้องการได้ไหมคะ” ฉันถาม
“อืม...ถ้าทางการแพทย์ทำได้ครับ” พี่หมอตอบจริงจัง
“หัวใจมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของอำนาจจิตใจ ไม่สามารถทำงานได้ด้วยการควบคุมของประสาทส่วนกลางได้ พี่หมอก็รู้อยู่แล้ว” ฉันพูดช้า ๆ พยายามไม่ให้มีความรู้สึกใดๆ แทรกเข้ามา 

“นี่คือ คำตอบหรอครับ” พี่หมอพูด หน้าตาซีเรียส
“ค่ะ” ฉันพูด 

“รู้มั้ย หัวใจคนเรา ไม่ได้มีไว้ตอบคำถาม สมองของคนเราต่างหากที่คิด และรู้สึก มันมีเหตุผลที่เราต้องคุยกัน มากกว่าการใช้ทฤษฎีแบบนี้มาตอบคำถามนะครับ มันไม่ชัดเจน” พี่หมอพูดยาวเหยียด ฉันฟังไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่นัยยะ คือ เขายังไม่พอใจกับคำตอบของฉัน 

“.........” ฉันเงียบ
“ให้โอกาสพี่วิ่งถอยหลังไปก่อนสิ...พี่เชื่อว่า สักวัน เราจะวิ่งไปพร้อมกันได้” พี่หมอพูด

“มันไม่ใช่เรื่องวิ่งหรอกค่ะ มันอึดอัด เวลาต้องมองหน้าพี่หมอ แล้วต้องแบกความรู้สึกคาดหวังอะไรพวกนี้ ถ้ามันไม่ใช่อย่างที่คิด ต้องผิดหวังอีก แถมยังต้องรู้สึกผิด” 

“พี่โตแล้วนะ พี่เป็นผู้ชาย และแก่กว่าหนู 10 กว่าปี  พี่ไม่ได้คิดแบบเด็ก ๆ แล้ว และก็จะไม่ทำให้ใครเสียใจนะ พี่จริงจัง” 
“ถ้าพี่หมอวิ่งถอยหลังได้ ก็วิ่งถอยหลังไปคนเดียวสิ” ฉันพูด

“ถ้าไม่มีคนมองทางข้างหน้า พี่จะวิ่งถอยหลังทำไมครับ ตอนวิ่งถอยหลังก็ได้มองหน้ากัน ให้โอกาสพี่ได้มองแบบนี้ก่อน อย่าเพิ่งหยุดวิ่งสิ” พี่หมอขอร้อง

“เอางี้ พี่หมอวิ่งไปข้างหน้าก่อน หนูไม่อยากวิ่งแล้ว” ฉันยื่นคำขาด
“ถ้าไม่วิ่ง เราก็จะหยุดอยู่ตรงนี้ด้วยกัน” พี่หมอหาทางออก 

“พี่จะหยุดแบบนี้ไปทั้งชีวิตไม่ได้หรอกคะ ข้างหน้ามีอะไรต้องทำ และพอถึง 8.30 น.พี่ก็ต้องไปทำงาน หมดเวลาของเราแล้ว”  ฉันอธิบายข้อเท็จจริง

“ไม่ไปครับ” พี่หมอยืนยัน 
“นี่อายุเท่าไหร่เนี่ย พูดจาเหมือนเด็ก ยังไม่โต”
ฉันเริ่มหงุดหงิด 

“นั่นสินะ อายุเท่าไหร่ ทำไมพูดไม่รู้เรื่องนะ เราน่ะ” พี่หมอยอกย้อน

“อะไรที่แปลว่าไม่รู้เรื่อง?”ฉันถาม 
“พี่บอกไปแล้วไง พี่วิ่งถอยหลังได้ จะให้พี่หยุด พี่ก็หยุด แล้วยังไงครับ จะเอาอะไรอีก” พี่หมอพูดขึ้นเสียง 

“พีี่หมอแกล้งกวนตีนป่ะ ทำตัวแบบโรคจิตอ่ะ” ฉันโมโห 
“จิตตกมากตอนนี้ บำบัดพี่หน่อย” พี่หมอพูดทีเล่นทีจริง อย่างอารมณ์ดีขึ้นมา

“อย่างพี่หมอ ต้องใช้ สัปเหร่อแล้วค่ะ อาการหนัก พูดไม่รู้เรื่องเลย” ฉันกระแทกเสียง 

“แรงส์ หึหึ กลัวเหลือเกิน!!” พี่หมอทำหน้าทะเล้น
“คนแบบนี้นะ จะใส่ไหถ่วงน้ำ” ฉันขู่
“กลัวแร้วววว” พี่หมอพูดจาไม่มีสำนึก 

“หนูรู้นะว่าพี่หมอคิดอะไร อย่าแสร้ง อย่าเฉไฉ” ฉันพูดจริงจัง 
“คิดอะไร” พี่หมอถาม
“พี่หมอกำลังเบี่ยงเบนประเด็น พี่หมอได้คำตอบแล้ว พี่หมออ่าน e-mail แล้ว” ฉันบอก

“คำตอบไม่ได้สำคัญ เท่ากับสิ่งที่อยู่ตรงนี้ครับ” พี่หมอพูดเสียงเรียบ หน้าตาจริงจัง
“หมายความว่าไง”ฉันถาม 
“คิดไม่ทันพี่อ่ะสิ ไหนบอกว่า รู้ไงว่าพี่คิดอะไร”

“รู้ค่ะ จริง ๆ ก็รู้สึกดี มีเพื่อนวิ่ง มีคนออกกำลังกายด้วย มีคนทะเลาะด้วย แต่พี่หมอน่ากลัวเกินไป “ ฉันบอกตรง ๆ 
“หล่อจนน่ากลัว อ่ะดิ” พี่หมอทำหน้ากวน 
“ทำไมโลกนี้ต้องมีคนแบบนี้ด้วย” 

“กลัวใจตัวเองมากกว่า กลัวรักพี่ไปแล้วจะ ต้องอยู่ข้างหลัง คนอย่างหนูนะ พี่ดูออก พี่จะอยู่ข้าง ๆ ไม่วิ่งนำหน้าแน่นอน” 
“มันไม่เกี่ยวกับ .......”ฉันขึ้นเสียงรู้สึกโกรธ ยังพูดไม่จบ เขาก็พูดแทรก 
“หนูโกรธเพราะว่ากลัว อย่ากลัวพี่เลย พี่คาดเดาได้ตามทฤษฎีเป๊ะ ๆ พี่จะไม่ทำไรเหนือความคาดหมาย ให้หัวใจวายตายแน่นอน” พี่หมอพูด

“แล้วที่ทำทุกวันนี้ มันเหมือนคนปกติหรอคะ” ฉันถาม
“คิดเยอะ อย่าคิดแทนพี่ ต่อให้คิดแทน ก็คิดไม่ออกหรอกว่าพี่คิดอะไร”
“หนูว่า หนูดูคนไม่ผิดหรอก” ฉันพูด
“แล้วแต่ ตามใจ พี่ไม่สนหรอกว่า จะพูดอะไร พี่ฟังความรู้สึกจากข้างใน” พี่หมอบอก

“โอเคค่ะ จะไม่พูด บอกมาสิ ข้างในคิดอะไร” ฉันท้าทาย 
“คำตอบของหนู คือ ไม่ พี่เข้าใจครับ แต่ในความหมายของคำว่า ไม่ มันมีอะไรแฝงอยู่ พี่มั่นใจว่าพี่สามารถทำให้หนูยิ้ม หัวเราะ และมีความสุข คนแบบหนูแค่ ดื้อ เอาแต่ใจ และเหมือนว่า .......” พี่หมอเงียบ ฉันรู้สึกหน้าชา เหมือนยืนโดดเดี่ยวกลางสนามฟุตบอลที่มีคนชมนับล้าน 
“อะไร” ฉันรอฟังต่อไปไม่ไหว 
“ชอบเอาชนะ” พี่หมอพูด 

“ไม่เลยค่ะ หนูยอมแพ้ ไม่เล่นด้วยแล้ว” ฉันบอก
“หนูกลัวว่า พี่จะชนะ ...หัวใจของหนูจะเต้นไม่เป็นจังหวะ สมองจะสับสน แล้วจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะหนูรู้ว่า พี่จะทำให้หนูรู้สึกแบบที่คาดเดาไม่ได้” พี่หมอบอก 

“..........” ฉันเงียบ (อะไรของมึง) ฉันคิดในใจ 
“โอเค กลัวอ่าดิ” สีหน้าเขาเหมือนผู้ชนะ ที่ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ 

“อือ” 
“พี่ล้อเล่นนะ นะ เมื่อกี้พูดเล่น พี่ไม่ทำอะไร นอกขอบเขตที่ตั้งกติกา สัญญา” พี่หมอชูนิ้วก้อยมา
“มีคนเคยบอกว่า คนที่พูดว่า สัญญา เชื่อไม่ได้ค่ะ” 
ฉันตอบหน้านิ่ง
“งั้น ...พี่จะอยู่ห่าง ๆ พอใจมั้ย ระยะปลอดภัยที่หนูตั้งค่าไว้ให้ กำหนดมาเลยครับ”

“ห่างจากระยะสายตาได้ไหม”
“ห๊ะ!!!! แล้วใครจะไปวิ่งเป็นเพื่อนพี่ล่ะ”

“เยอะแยะป่ะ เพียบเลย พี่แค่เรียกเขาก็มาแล้ว”
“ใครครับ”

“ตอนนี้ ยังนึกไม่ออก 8.30 แล้ว ไปทำงานได้แล้ว” ฉันไล่

“อ่า ไล่ แล้วอย่าคิดถึงพี่นะ” 
“เหอ ๆ อยากโดนแกล้งบ้างมั้ย”  

“แกล้งสิ แกล้งว่าไม่รัก ...” พี่หมอพูด
“พี่หมอนี่มั่นใจในตัวเองสูงมากเลยนะ สูง หล่อ รวย ขาว ตี๋ จบนอก สาว ๆ เพียบ ก็เลยมั่นใจสินะ คือ พี่ไม่ใช่สเปคหนูเลยอ่ะ” ฉันพูดตรงๆ

“สเปค เป็นเรื่องมโนคติ มันไม่จริงครับ” พี่หมอพูดเหมือนต้องการชนะ

“มีค่ะ”
“ใครครับ”
“.........” ฉันเงียบ

“เอาเป็นว่า จิตวิทยาของพี่ก็สูง ระดับศาสตราจารย์แหละครับ พี่อ่านใจคนได้ ” พี่หมอพูดอย่างมั่นใจ 
“ชนะเลิศไปเลยค่ะ หนูจะไม่ไปวิ่งด้วยแล้ว เอาช้างมาฉุดก็ไม่ไป” ฉันยืนยัน
“ทำไมซีเรียสจัง ...ดูหน้าสิ คิ้วผูกโบว์” 
“ต้องดีใจมั้ยคะ มีโรคจิตมากดกริ่งหน้าบ้านแบบนี้ “

“พี่ไม่คิดว่า หนูจะคิดแบบนั้นนะ”
“คิด”

“ถ้าคิดว่าพี่โรคจิต ออกมาวิ่งด้วยทำไม”
“ก็ตอนแรก พี่หมอไม่เป็นแบบนี้”

“พี่เป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกครับ ไม่เคยเปลี่ยน แต่คนที่เปลี่ยนคือ หนู อยู่ ๆ ก็พลักออก พี่เข้าใจนะ อยากพลักก็เชิญ ตามสบาย พี่แค่ยืนยันว่า พี่จะไม่ไหน”

“จนกว่าพี่จะได้สิ่งที่ต้องการ งั้นหรอ” ฉันถาม
“คิดว่าพี่ต้องการอะไรหรอครับ ...ถ้าเป็นเรื่องแบบนั้น ก็ไม่ต้องกังวลเลย พี่ไม่เคยฝืนใจใคร”
“ช่างเถอะ เอาเป็นว่า หนูไม่ไปวิ่งด้วยแล้ว”

“เรื่องของหนู ตามใจ จะหลบหน้ากันไปตลอด พี่ก็ไม่สนหรอก พี่จะมาหาทุกวันเหมือนเดิม”
“ดูพี่หมอทำสิ มันไม่ต่างจากโรคจิตเลยนะ”

“รักใครต้องเป็นโรคจิตด้วยหรอครับ”
“พี่หมอพูดว่ารักแบบง่าย ๆ อย่างนี้เลยนะ”
“มันต้องยากหรอครับ”

“ไร้สาระ ควรจะฟังคนอื่นพูดบ้าง พูดจนเหนื่อย พี่หมอก็ยังจะรั้น” ฉันบ่น

“อย่าใช้คำว่ารั้นกับพี่ พี่ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ พี่โตพอจะเข้าใจ ว่าอะไรเป็นอะไร ” พี่หมอขึ้นเสียง เหมือนโกรธ เขาโกรธฉันครั้งแรก ทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ

“งั้นอยากทำอะไรก็ได้ ทำไปเลยค่ะ หนูจะกลับบ้านแล้ว” ฉันเดินก้มหน้าก้มตา กลับบ้าน รู้สึกทั้งโกรธ ทั้งโมโห และรู้สึกกลัวขึ้นมา 

ฉันเดินมาถึงบ้าน พี่หมอเดินตามมา
“อ่ะ นี่ ทำหมวกหล่น และถ้าไม่อยากให้พี่มา พี่จะไม่มาแล้วครับ พี่ขอโทษ” พี่หมอพูด ทำหน้าเศร้าและจริงจัง ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่า ..ฉันควรรู้สึกยังไง 
SHARE

Comments