ไม่เป็นไรนะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า

นี่เป็นเทอมสุดท้ายแล้วของการเรียนในมหาวิทยาลัย

เทอมต่อไปจะไม่มีการเรียนละ ทำธีสิสอย่างเดียว หรืออาจจะมีวิชาที่เข้าไป sit in บ้าง แต่ยังไงมันก็ไม่ได้กดดันเท่าการเรียนแบบลงทะเบียนอยู่ดี

ทุกๆ เทอมที่ผ่านมา

ไม่สิ นับตั้งแต่อายุยี่สิบเป็นต้นมา ที่ฉันหมดศรัทธากับการศึกษาในระบบ เนื่องจากเห็นแล้วว่าความพยายามทั้งหมดที่ทุ่มเทไป ไม่อาจรับประกันผลตอบแทนใดๆ ในชีวิตที่เราคาดหวังไว้ได้เลย 

แต่ถึงแม้จะรู้สึกอย่างนั้น ฉันก็ยังเฝ้าตำหนิและกดดันตัวเองที่ความตั้งใจเรียนลดลง

คิดว่ามันจะต้องมีสักทาง ที่จะทำให้ฉันกลับมาตั้งใจเรียนด้วยความรับผิดชอบได้อย่างในอดีต

การสอบและการส่งรายงานผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ดีที่สุดคือส่งตรงเวลา หรือส่งช้าหน่อย แล้วได้คะแนนดี รู้สึกว่างานมีคุณภาพ

แย่สุดก็คือส่งช้า งานไม่มีคุณภาพ คะแนนไม่ดี

ถ้าจะส่งงานเร็วได้ ฉันต้องมีเพื่อนนั่งทำด้วย เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันไม่รู้จักการควบคุมตัวเอง ฉันไหลไปตามสภาพแวดล้อม และการควบคุมบังคับจากปัจจัยภายนอกมาโดยตลอด

ฉันรู้สึกไร้ค่า เพราะไม่สามารถทำตามความคาดหวังของตัวเองได้

มันเป็นปมในใจ

ฉันเคยเป็นคนเรียนเก่งมากมาก่อน เคยได้คะแนนสูงสุดมาก่อน

เคยแตะเกรด 3.9 มาหลายครั้ง เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง

แม้จะรู้ว่าตอนนั้นฉันฝืนตัวเองจนแทบไม่เหลืออะไรในชีวิต แต่ใจก็ยังจะยึดติด ยังอยากจะทำ อยากจะเป็นแบบนั้นได้อยู่ 

อย่างน้อยที่ผ่านมา ฉันก็แคร์อาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองมาก

อยากทำให้ดี เพื่อให้ดูดีในสายตาอาจารย์

เพื่อนฉันที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน ก็ยังทักมาบ่นว่าตัวเองเขียนงานไม่ดี กลัวอาจารย์ผิดหวัง

วันนี้ก็เลยเดดไลน์ที่อาจารย์กำหนดอีกแล้ว

แต่ฉันรู้สึกประสบความสำเร็จ ที่ตัวเองเป็นอิสระจากความเครียดได้

อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย

ชีวิตมันก็แค่นี้ โลกมันก็โหดร้ายขนาดนี้แล้ว

ใจดีกับตัวเองเถอะ

ใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ในแบบที่เธอต้องการเถอะ

ส่งงานช้า อาจารย์ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรขนาดนั้นหรอก

ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ใช่ว่ามันจะไม่ได้เลย มันก็ได้บ้าง เท่าที่มันได้

อย่างน้อยก็กินอิ่ม นอนหลับ ไม่เอาความเครียดไปลงที่ใคร ไม่ทะเลาะกับแฟน ไม่หงุดหงิดตัวเองจนร้องไห้ ทำได้เท่านี้ก็เก่งมากแล้วไม่ใช่เหรอ

มันมีอยู่ช่วงนึงนะ ที่ฉันขยันขึ้นมาได้

ตอนนั้นเหมือนใจกำลังเริงร่า เพิ่มความกดดันในตัวเองถึงขีดสุด

ฉันมีความสุขนะที่ได้ทำงานหนัก ตอนนั้นน้ำหนักขึ้นจาก 48 มาเป็น 51 เลยมั้ง

เวลามีความสุขฉันจะกินได้เยอะ

แต่เกิดสะดุดล้มขึ้นมา เหมือนแรงเริ่มหมด เริ่มทำตามความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ เริ่มป่วยบ่อย ชีวิตเหมือนเครื่องบินที่กำลังตกเลย ไหนจะยังมีความเครียดเรื่องครอบครัวเข้ามาอีก

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันรู้สึกเจริญอาหาร คือช่วงปลายปีก่อน

เหมือนชีวิตมาถึงทางตัน จนได้กลับไปพบนักจิตวิทยา แล้วมันก็ค่อยๆ ทรงๆ ยังไม่ดีขึ้นมากนัก

ตอนนั้นมีพี่หวานเข้ามาในชีวิตพอดี

เธอเข้ามาในช่วงที่ฉันรู้สึกอ่อนแอมากจริงๆ แต่ฉันก็ดันเอาเรื่องความสัมพันธ์มากดดันตัวเองเพิ่มอีก

จะสอบที จะส่งรายงานที ฉันอารมณ์แปรปรวนจนไปลงกับพี่เขาได้ตลอด

แต่ทุกอย่างคือบทเรียน ให้ฉันได้กลับมาพยายามทำความเข้าใจตัวเอง

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ทำให้ฉันพิสูจน์ตัวเอง หรือเป็นแรงผลักดันให้ฉันทำตามความคาดหวังของตัวเองได้

แต่มันกลับเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้ฉันยอมรับตัวเอง ยอมรับความจริง และปล่อยวางความคาดหวังเกือบทุกอย่างลงได้

เหมือนพี่หวานเป็นคนที่เข้ามาปลดปล่อยฉันจากโซ่ตรวนยังไงไม่รู้แฮะ

ไม่ได้อยากอวดแฟน แต่ว่ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆ

ตอนนี้ฉันน้ำหนักเหลือ 45 กิโลกรัม

น้อยที่สุดในรอบ 7 ปี

เพราะก่อนนี้ก็ยังเครียดแหละ เพิ่งหลุดออกจากความเครียดได้ไม่นานนัก

เพิ่งเริ่มจัดการกับใจตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เวลาเห็นข่าวแย่ๆ หรืออะไรน่าสลดใจในโซเชี่ยล

คืนนี้ที่มาบันทึกเพราะสังเกตว่าอาการมันดีขึ้นมากจริงๆ เมื่อเทียบกับทุกเทอมที่ผ่านมา

ฉันสารภาพเลยว่าเบื่อการเรียนมากจริงๆ

มันเหนื่อย

เรียนมาสองปีแล้ว

อยากมีประสบการณ์อื่นๆ บ้าง

อยากหยุดไปลองทำงานอะไรก็ได้ ที่ไม่เคยทำ

รู้แหละว่าความพอใจในชีวิต จะทำให้เรามีความสุข

แต่เวลาต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมแล้วพยายามกลั่นอะไรที่มีสาระออกมา มันเหนื่อยอะ แล้วก็ไม่ได้มีแรงจูงใจอะไรมากมาย ไม่ได้มีความฝันหรือความต้องการอะไรในชีวิตให้อยากพยายามเพื่อให้ได้มันมา ไม่ว่าจะเป็นความฝันเรื่องการเป็นนักเขียน หรือการเป็นนักจิตวิทยา เดาว่าอาจเป็นความน่าสิ้นหวังในประเทศนี้นี่แหละ ที่ทำให้ทุกอย่างมันพร่าเลือนไป

หลายครั้งได้ยินคำว่าอยากตายจากผู้รับบริการ เพราะประเทศเรามันเฮงซวย มันก็จุกอยู่ในอก ก็ counseling ให้ต่อไป ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่หยิบมาพูดคุยได้ ส่วนในประเด็นนี้ ก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน อาจจะคุยเรื่องการจัดการความรู้สึกเมื่อเกิดความเครียดจากการอ่านข่าว หรือโชคดีหน่อย มีเรื่องดีๆ ที่ผู้รับบริการเอามาขยายให้ฟัง เค้าก็ได้เห็นมุมดีๆ ในชีวิตมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม งานของฉันไม่ใช่การห้ามคนฆ่าตัวตายอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้เขาเข้าใจตนเองมากที่สุด มองเห็นชีวิตตัวเองได้ชัดเจนที่สุด เป็นพื้นที่ให้คนได้ระบายความทุกข์ ได้ฟังใจของตัวเอง ได้เติบโตและได้พยายามอย่างเต็มที่ที่่สุดก่อน ยังไงสุดท้ายเขาก็ยังเป็นผู้เลือกในชีวิตตนเองอยู่ดี แต่คนที่เข้ามาพบนักจิต ส่วนมากก็ไม่ได้จะลงมือฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ที่เขามาเพราะเขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ

ถึงฉันจะบ่นอยากตายบ่อยยังไง ฉันว่าฉันก็รักชีวิตแหละ อาจเรียกได้ว่าทั้งรักทั้งชัง

ถ้าใครตามอ่านบันทึกของฉันมานาน อาจจะพอรู้ว่าฉันค่อนข้างจะอารมณ์อ่อนไหวแล้วก็มีความสุขได้ยาก ด้วยปัญหาสุขภาพกายใจต่างๆ ที่รู้สึกว่ามันเปราะบางมาตั้งนานแล้ว เดิมก็ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการใช้ชีวิตมากเท่าไหร่ บางครั้งอารมณ์ก็ดิ่งลงไปสุด มีความรู้สึกอยากตายวนเวียนเข้ามาทักทายอยู่เรื่อยๆ

ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องอยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร เพราะเดี๋ยวมันก็คงมีเหตุผลของมันในแต่ละสถานการณ์ ต่อให้เราไม่จำเป็นจะต้องอยู่ แต่ในเมื่อเรายังไม่ตาย ดังนั้นแค่เป็นตัวเองให้ดีที่สุด พยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติ ใช้ชีวิตด้วยความรักต่อไปในแต่ละวันก็พอ 

อย่างน้อยมันก็ทำให้เราหยุดคิดเรื่องความเจ็บปวดของการมีชีวิต เพราะการได้ทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก นับเป็นความสุขและความหมายสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของฉัน

ถึงฉันอาจจะยังรู้สึกโกรธพ่อกับแม่อยู่ที่หล่อหลอมให้ฉันเติบโตมาพร้อมความวิตกกังวลที่มันเกินพอดี แต่ฉันก็รักพ่อกับแม่ สิ่งที่บอกไปเป็นเพียงข้อเสียเล็กๆ เท่านั้นแหละ อย่างอื่นพ่อกับแม่ฉันดีหมดเลย ทั้งความพร้อมที่จะสร้างครอบครัว ความรัก การเอาใจใส่ดูแล ความเข้าใจในเรื่องที่มันไม่ซับซ้อนเกิน อย่างเรื่องที่ฉันเป็นเลสเบี้ยน พ่อกับแม่ก็ยอมรับและไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหา ฉันอยากทำตัวให้พ่อแม่รู้สึกว่าฉันเป็นของขวัญในชีวิตของพวกเขา เพราะฉันก็ได้รับความรักจากพ่อแม่มากมายมาตลอด

ฉันก็รักน้องสาว รักญาติ รักเพื่อนๆ รักแฟนคลับ รักคนที่รักผลงานของฉัน รักเพื่อนมนุษย์ที่มีมนุษยธรรม อันที่จริงฉันเป็นคนที่มีความรักในตัวเยอะนะ หลายคนบอกว่าอยู่กับฉันแล้วสบายใจ ในมุมที่เป็นผู้ใหญ่ ใครสักคนเคยบอกว่าฉันเป็นคนอบอุ่น แต่นึกไม่ออกแล้วว่าใครพูด มันก็ดีแหละที่ได้เป็นคนที่ให้ความรักคนอื่นได้

ดังนั้นความรักก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ยังทำให้ฉันมีชีวิตอยู่

ช่วงนี้ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนรักบ่อยๆ ความคิดอยากตายก็ยิ่งหายจากหัวไปเลย เพราะสัมผัสได้ว่าระหว่างเราเกิดความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งระหว่างกัน ในเมื่อพี่เขาอยากมีเราอยู่ใกล้ๆ เป็นกำลังใจ เป็นความสุข ดังนั้นก็จะอยู่ดูแลกันต่อไป แล้วก็อยากจะเป็นคนที่ปกป้องดูแลพี่เขาได้บ้าง ดังนั้นเราจะหยุดเติบโตไม่ได้ ก็อยากจะโตต่อไป แต่ไม่ได้กดดันตัวเอง

ตอนนี้อาจจะโชคดีที่ยังมีงานทำ ยังมีเงินเดือน เลยไม่ได้ถึงกับกดดันตัวเองหนักว่าต้องรีบเรียนจบ รีบหาเงินให้ได้มากกว่านี้

ตอนนี้ก็พยายามไม่ให้แฟนเลี้ยงข้าว เดี๋ยวจะเสียนิสัย เหมือนจะมีอยู่มื้อนึงที่ยังไม่ได้จ่าย แต่ทีนี้เวลาเราซื้อข้าวให้พี่เขา พี่เขาก็ใช้หลักค่อยเลี้ยงคืนเอา ฉันก็พวกขี้เกียจคิดเลข ถ้าต้องมาจดมาจำ บวกลบให้ออกมาพอดี มันก็จะดูจริงจังไป รู้สึกผิดอยู่นะที่เหมือนพี่เขาจะเริ่มเลี้ยงเราไปเยอะแล้วน่ะ เรื่องนี้ฉันก็ระมัดระวังอยู่ 

อยู่ในช่วงบาลานซ์ว่าเรื่องไหนควรจะจริงจังหรือปล่อยวาง

ความเครียดและการกดดันตัวเอง คือภัยที่อันตรายที่สุดในการมีความสัมพันธ์ของฉัน

ดังนั้นอะไรที่ทำให้พี่เขาได้ ฉันก็พยายามจะทำ

ถ้าเป็นฝ่ายรับมากเกินไป ฉันก็อดที่จะมองตัวเองแย่ไม่ได้หรอก

แต่สมมุติถ้าตัวเองอยู่ในสถานะแบบคุณเจ้ แล้วมีแฟนเป็นตัวเอง การได้เป็นฝ่ายให้มันก็โอเคนะ และฉันก็คงยินดี 

พยายามจะมองมุมกลับอยู่ว่ามันแย่รึเปล่า เพื่อบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอกที่จะเป็นฝ่ายถูกเลี้ยง พี่เขาก็บอกอยู่ตลอด ว่าไว้ฉันมีรายได้มากกว่านี้ ค่อยเลี้ยงคืน 

โอเค เอาตามนั้นก็ได้

ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็น perfectionist

ที่ก่อนนี้ไม่รู้ตัว เพราะฉันไม่เคยตั้งเป้าหมายไว้ที่ความสมบูรณ์แบบ

แต่เพิ่งมาเห็นว่า ถึงเป้าหมายของฉันจะไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่ฉันกดดันตัวเองหนักมากให้สมบูรณ์แบบตามความคาดหวังที่ตัวเองตั้งไว้

ฉันไม่อยากเป็นคนแบบนั้นแล้ว

ฉันอยากเป็นคนที่หยุดเปรียบเทียบตัวเอง ไม่ว่ากับใคร หรือเกณฑ์ใดๆ ก็ตาม

ฉันอยากยอมรับและรักตัวเองได้อย่างสนิทใจ

ซึ่งมันก็ทำได้ดีขึ้นนะ

เป็นการเดินทางที่ยาวนานและยาวไกลจริงๆ เลย

การจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองเนี่ย

เห็นพ่อแม่แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้

วันนี้ก่อนจะออกจากบ้าน พ่อยังชะโงกหน้ามาบอกให้น้องฉันอ่านหนังสือเยอะๆ อยู่เลย

พ่อแม่หลายคนก็ไม่เคยมองเห็นสิ่งที่ลูกเป็น เอาแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ลูกควรจะเป็น ลูกก็จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองควรจะเป็น แล้วพอ perceived self กับ ideal self ไม่เคยซ้อนทับกันได้สนิท ความกดดัน การตัดสินตัวเอง การไม่ชอบตัวเอง จึงเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำไปมาอยู่ตลอดเวลา

การเลี้ยงลูกด้วยความคาดหวัง โดยปราศจากความเข้าใจและความเชื่อมั่น มันทำให้ข้างในใจเด็กคนนึงกลวงโบ๋ได้ขนาดนี้เลยนะ

ต่อให้เราจะเก่งแค่ไหนในสายตาคนทั้งโลก แต่เราก็ห่วยในสายตาตัวเองอยู่ดี

เพราะเรายังคุ้นเคยกับการกดดันตัวเอง ไม่เชื่อในตัวเอง ตำหนิตัวเอง ในแบบที่ถูกเลี้ยงมาทั้งชีวิต

อย่างฉันเอง กดดันตัวเองหนักกว่าที่พ่อแม่กดดันฉันหลายเท่า เพราะฉันเป็นพวกเล่นใหญ่อยู่แล้ว ถ้าคิดว่าอะไรดี ก็จะไปสุดในทางนั้น แล้วพอชีวิตเราดีขึ้นได้ด้วยการกดดันตัวเอง มันก็ติดนิสัยนั้นมาตลอด จนกลายเป็นคนเคร่งเครียด ไม่มีความสุข

ตอนที่แฟนฉันไปกินข้าวกับน้องสาวฉันเป็นครั้งแรก

คำถามแรกที่เธอถามน้องฉันเกี่ยวกับฉันคือ

"เคยเห็นพี่เขาร้องไห้มั้ย"

เธอบอกว่าเธอเป็นห่วงฉัน บอกว่าฉันดูเป็นคนเคร่งเครียด

รู้สึกซึ้งใจจัง นั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยได้รับจากใคร เพราะคนอื่นชอบบอกว่าฉันเก่งอยู่แล้ว ส่วนพ่อแม่ก็ดูจะมองฉันห่วยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ฉันเป็นอยู่จริงๆ จะแบ่งปันมันให้ใครรับรู้ได้บ้างล่ะ

ยังไม่มีใครที่ทำให้ฉันกล้าถึงขนาดเดินไปทรุดลงข้างๆ แล้วร้องไห้ออกมาเวลารู้สึกแย่กับตัวเอง

แต่เดี๋ยวนี้ก็มองอะไรในแง่ลบน้อยลงแล้วหละ

มองเห็นแล้วว่าชีวิตเราก็มีส่วนที่เราพึงพอใจ

พอทำอะไรไม่ได้ตามเป้าหมายขึ้นมา ก็เริ่มจะโอ๋ตัวเองแทนการตำหนิตัวเองได้

มันไม่ใช่การสปอยล์

ฉันแค่เชื่อว่าฉันจะไม่พาชีวิตตัวเองให้ตกต่ำ

ฉันแค่เชื่อว่าการเติบโตอย่างช้าๆ ของฉัน ไม่ได้เป็นภาระของใคร ไม่ได้ทำร้ายใคร

ฉันเชื่อว่าตัวเองกำลังสร้าง self-control ใหม่ ที่มาจากภายในของฉันเอง

ก็เป็นการเติบโตตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ฉันใช้ทำงานนะ

ดีแล้วหละ

พาตัวเองให้รอดก่อน 

ค่อยไปช่วยเหลือคนอื่น

ตอนนี้ก็ช่วยได้ แต่ถ้าฉันเติบโตขึ้นกว่านี้ ก็จะช่วยได้ดีกว่านี้

ค่อยเป็นค่อยไปนะ

เธอเก่งแล้ว 

รักตัวเองจัง :)







SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments