ความบ้า (Madness) กับ ทิวากร
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) คือใคร ฟูโกต์เป็นนักคิดในศตวรรษที่ 20 ที่ได้รับความสนใจมากคนหนึ่ง ความคิดเขาได้ทะลายความเชื่อและทฤษฎีสังคมเดิมๆ ที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนิทเช่ (Friedrich nietzsche) อย่างมากในการปฏิเสธสถาบันทางสังคมที่ทรงอำนาจเหนือปัจเจกบุคคล เขาจึงเสนอบทวิเคราะห์ว่าด้วยอำนาจ นอกจากนี้เขายังใช้วิธีการของนิทเช่ในการสิบสาวหากระบวรการสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าวิธีการทางวงศาวิทยา (Genealogy) เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่าได้มีการจัดวางแผนหรือใช้เทคนิคอะไรบ้าง เพื่อให้คนบางกลุ่มหรือบางคนมีอำนาจเหนือผู้อื่น ฟูโกต์ไม่ยอมจัดว่าตนเองเป็นนักวิชาการด้านใดและเสนอทฤษฎีอะไร

ความคิดหลักของฟูโกต์
1. เทคนิค
2. อำนาจและศิลปะในการปกครอง
3. ความบ้า
4. ความรู้และวาทกรรม
5. ระเบียบ ประวัติศาสตร์และความไม่ต่อเนื่อง
6. เพศ

ในที่นี้จะยกเพียงแค่ความบ้า (Madness) ของฟูโกต์มาเท่านั้น ฟูโกต์เสนอว่าความบ้าเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจในยุคสมัยต่างๆ เป็นวิธีที่อำนาจรัฐสามารถแทรกแซงเข้ามาบังคับความคุมร่างกายมนุษย์ได้อย่างแยบยล ด้วยการนิยมความบ้าของแต่ละสมัยสามารถนิยามได้ดังนี้

สมัยกลาง (ก่อนสมัยคลาสสิค)
ในศตวรรษที่ 15 ความบ้า คือ ความไร้ระเบียบ มืดมล จลาจล แต่คนบ้าอยู่ปะปนกับคนปกติ ต่อมาปลายศตวรรษที่ 15 มีธรรมเนียมจับคนบ้าไปใส่เรือปล่อยไปตามลำน้ำหรือท้องทะเลในยุโรปตะวันตก เรือที่จับใส่ไปเรียกว่า ship of fools การผลักใสคนบ้าลงเรือเป็นการทำให้คนบ้าหาทางออกด้วยตนเอง

สมัยคลาสสิก
ในศตวรรษที่ 17-18 ความบ้า คือ ความเงียบ ไม่มีเสียง เป็นการประท้วงสังคมแบบเงียบๆ ความเจ็บปวดทางจิต คนบ้าถือเป็นคนไร้เหตุผลออกนอกลู่นอกทาง คนบ้าต้องถูกคุมขังไว้ร่วมกับคนจรจัดและอาชญากร

ในศตวรรษที่ 19 ความบ้าเป็นการกระทำวุ่นวาย ไม่ใช่ความเจ็บป่วย คือความเป็นสัตว์ในตัวมนุษย์ แสดงออกอย่างดุร้าย คนบ้าต้องถูกขังไว้ในกรง วิธีปฏิบัติต่อคนบ้า ได้แก่ การเน้นระเบียบวินัยและการลงทัณฑ์เพื่อทำให้เชื่อง เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ให้หายไป

ในศตวรรษที่ 20 ความบ้าถูกนิยามว่าเป็น ความเจ็บป่วยทางกาย ต้องได้รับการบำบัดที่โรงพยาบาล

ฟูโกต์สรุปว่าการลงโทษความบ้าในแต่ละสมัยเปลี่ยนไปตามการรับรู้/นิยามความบ้าและการเกิดขึ้นของสถาบันที่ทำหน้าที่สร้างความรู้เกี่ยวกับความบ้า

ในบรรดางานเขียนของฟูโกต์ เรื่อง ความบ้าและกระบวนการทำให้เกิดความศิวิไลซ์: ประวัติศาสตร์ของความวิปลาสในยุคแห่งเหตุผล (Madness and Civilization: A History of Insanity in the Age of Reason) นับว่าเป็นงานซึ่งถูกแนะนำให้อ่านในผู้คนหลายระดับ

ในหนังสือเล่มนี้ เขาอธิบายความบ้าไม่ใช่คนบ้า โดยเฉพาะความบ้าที่ถูกสร้างขึ้นผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ของการถือกำเนิดขึ้นมาของยุคแห่งเหตุผล ควบคู่กับการพยายามปกป้องรักษามาตรฐานทางศีลธรรม

ยุคคลาสสิกของยุโรปช่วงปี 1660 จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่ฟูโกต์ให้ความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก ช่วงเวลานี้มีการก่อโครงสร้างของสังคมที่ทันสมัย งานเขียนชิ้นนี้ของฟูโกต์กล่าวถึงการกำเนิดของสถาบันอย่างคุกและโรงพยาบาล สถานที่คุมขังคนบ้าแยกคนบ้าออกจากชนศิวิไลซ์ในสังคม ในขณะเดียวกัน สถาบันดังกล่าวยังทำหน้าที่ควบคุม/บำบัดความบ้าให้หายไปจากสภาวะไม่ปกติ ท่ามกลางการเกิดของสถาบันที่ทันสมัยเหล่านี้ ศีลธรรมอันดีงามได้แทรกตัวและทำงานในยุคของการใช้เหตุผล โรงพยาบาลบ้าจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่บำบัดความบ้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการชำระล้างคนบ้าให้มีความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม

ความบ้าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น โลกของคนบ้าหรือคนที่ถูกตัดสินว่ามีปัญหาทางจิต สำหรับฟูโกต์ความบ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในสิ่งที่พวกเขาเห็นและรับรู้ ซึ่งไม่สามารถใช้การมองอย่างเหตุผลเข้ามาเป็นตัวชี้วัด

เราอาจต้องหันกลับมาคิดถึงการทลายกำแพงที่กั้นระหว่างเหตุผลและความบ้าทิ้งไป เพราะโลกของเหตุผลได้ก่อกำแพงกีดกั้นความไร้เหตุผลออกไป พร้อมเรียกอาการที่อยู่ตรงข้ามของเหตุผลผ่านถ้อยคำต่างๆ

ความเพ้อคลั่ง/ขาดสติ (Delirium) เป็นคำที่หยิบยืมจาก Deliro ในภาษาละติน หมายถึง การออกไปสู่หนทางที่ถูกต้องเหมาะสม ฟูโกต์ใช้คำนี้เพื่ออธิบายรูปแบบสองประการของความเพ้อคลั่ง รูปแบบแรก อาการทั่วไปของความบ้าที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย รูปแบบที่สองคือรูปแบบหนึ่งของวาทกรรมต่อความสัมพันธ์ที่คนบ้ามีต่อความจริง อาการเพ้อคลั่งนี้จึงคล้ายกับชุดของภาษาที่เหตุผลไม่สามารถอธิบายได้ อาการนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่าง การเห็นภาพหลอน (Hallucination) เนื่องจากถูกโยนเข้าไปในอีกฝากของกำแพงแห่งเหตุผล มันยังถูกมองและเชื่อว่าไม่ดำรงอยู่จริง

ความไร้เหตุผลนับเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในสังคมที่ทันสมัย (Postmodernism) คล้ายกับว่ามีกำแพงที่ไร้รูปกั้นระหว่างความศิวิไลซ์และความบ้าปรากฏอยู่ภายใน แต่เขาก็ไม่เคยกระโดดไปสู่โลกของคนบ้าอย่างแท้จริง

ตัวอย่างความบ้า วลาดิเมียร์ มายาคอฟสกี (Vladimir Mayakovsky) เขาเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย เขาชื่นชมในอุดมการณ์ของเลนินนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมามีอำนาจ เขาก็เริ่มปะทะกับพรรคเมื่อพรรคเริ่มออกลายเป็น เผด็จการ เมื่อเขาจากไป รัฐบาลโซเวียตก็ยังตั้งอนุสาวรีย์อุทิศให้กับเขาในกรุงมอสโควเมื่อปี 1958 อนุสาวรีย์ของเขากลายเป็นจุดรวมตัวของผู้สนใจวรรณกรรม มีการอ่านบทประพันธ์บริเวณที่ตั้งรูปปั้นของเขา ที่นี่จึงกลายเป็นจุดบ่มเพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จนทำให้รัฐบาลโซเวียตเห็นถึงภัยคุกคามและได้สั่งห้ามการชุมนุม

ในปี 1960 วลาดิเมียร์ บูคอฟสกี (Vladimir Bukovsky) เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้าเพราะเรียกร้องหาเสรีภาพ เขารื้อฟื้นการอ่านบทประพันธ์มายาคอฟสกีขึ้นมาอีกครั้ง การเป็นตัวตั้งตัวตีในการประกอบกิจกรรมที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการต่อต้านจคงทำให้บูคอฟสกีถูกเพ่งเล็ง หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่คอยก่อความวุ่นวายด้วยการชวนทะเลาะกับคนที่มาชุมนุม และจับกุมผู้ชุมนุมในข้อหาต่างๆ

บูคอฟสกีวิจารณ์ถึงความล้มเหลวและเสื่อมทรามของโซเวียตอย่างบ่อยครั้งและถูกควบคุมอยู่เป็นประจำ กระทั่งในปี 1963 เขายังคงเขียนงานวิจารณ์และเผยแพร่ใต้ดิน จึงถูกจับกุมฐานครอบครองเอกสารต้องห้าม ก่อนถูกจับตัวส่งให้จิตแพทย์ตรวจสอบ และหมอวินิจฉัยสภาพจิตของเขาแล้วสรุปว่าเขา "บ้า"

ก่อนหน้าบูคอฟสกีจะถูกจับกุมตัว นีกีตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev) ประธานาธิบดีโซเวียตพยายามสลัดภาพเผด็จการของสตาลิน และต้องการบอกชาวโลกว่า โซเวียตไม่มีนักโทษการเมืองอีกต่อไป ทุกคนต่างพึงพอใจในระบบ เว้นแต่ผู้มีจิตวิปริตเท่านั้น ซึ่งนั่นเองก็กลายมาเป็นมาตรการใหม่ที่เอาไว้จัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง

ผู้ต่อต้านรัฐบาลต่างถูกวินิจฉัยว่าบ้ากันทั้งสิ้น บูคอฟสกีเล่าว่า เขาถูกถามซ้ำๆ ว่า ทำไมเขาต้องทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับสังคมและธรรมเนียมที่สังคมยึดถือ? ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตอบได้ เขาอยู่ในสถานบำบัดจิตเวชร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์และผู้ป่วยทางจิตจริงๆ เป็นเวลาราวสองปีก่อนได้รับการปล่อยตัวออกมา

บูคอฟสกีไปจัดการชุมนุมประท้วง 'การจับกุมผู้เห็นต่างกับรัฐบาล' และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมาย เหตุการณ์นี้เองทำให้เขาถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง ต่อด้วยไปยังค่ายแรงงานเป็นเวลาสามปี

เมื่อออกมา เขาพยายามเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับโซเวียตให้ทั่วโลกได้เห็นถึงกระบวนการอยุติธรรม ด้วยการใช้สถานพยาบาลจิตเวชในการกักขังผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงกันข้าม

ในปี 1971 บูคอฟสกีถูกจับตัวส่งโรงพยาบาลจิตเวชซ้ำอีกครั้ง แต่ด้วยกระแสประท้วงอย่างกว้างขวาง ทำให้คราวนี้เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีสภาพจิตปกติ เขาถูกส่งตัวขึ้นศาลซึ่งใช้เวลาในการตัดสินความผิดเพียงวันเดียว และถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานปลุกปั่นความวุ่นวายด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลโซเวียต เผยแพร่ข้อความเป็นเท็จของการควบคุมนักโทษ ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ใช้แรงงานหนักอีก 5 ปี และถูกเนรเทศต่ออีก 5 ป
'ช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทิวากรถูกเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายไปพบ ขอให้เลิกใส่ กำชับว่าถ้าใส่เสื้อตัวนี้แล้วทำให้คนในประเทศเกิดการกระทบกระทั่งกันและเกิดความวุ่นวาย หลังเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา โพสต์ภาพตนเองใส่เสื้อสกรีนคำว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” พร้อมทั้งอธิบายความหมายและเหตุผล โดยระบุว่า “‘หมดศรัทธา’ ไม่ได้แปลว่า ‘ล้มเจ้า’”

ในวันที่ 13 กรกฎคม 2563 ทิวากรผู้สวมเสื้อ 'เราหมดศรัทธา​สถาบันกษัตริย์​แล้ว'​ ถูกควบคุมตัว​เพื่อตรวจรักษา​อาการทางจิตที่โรงพยาบาล​จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ 

ก่อนที่จะมีการจับกุมได้มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และจิตแพทย์ ได้มาตามตัวผู้เป็นมารดาไปถามความเห็นและขอความยินยอมในการควบคุมตัวไปรักษา โดยบอกว่าถ้าปล่อยให้อยู่ต่อไปจะมีอาการหนักกว่านี้'
ทิวากรอาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐยัดเยียดความบ้าเพียงเพราะเขาหมดศรัทธาในสถาบัน หรืออาจเป็นเพราะเขาบ้าจริงๆ เอ๊ะ แต่คนบ้าที่ไหนเขาจะบอกว่าตัวเองบ้ากันล่ะ?
ชวนคิดกับงานของฟูโกต์ผ่านกรณีศึกษาอย่างทิวากร งานของฟูโกต์ค่อนข้างจะเข้าใจยากสักนิดสำหรับคนทั่วไป นักวิชาการไทยหลายคนพยายามศึกษาฟูโกต์แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าใจความคิดของฟูโกต์ได้อย่างถ่องแท้ทั้งหมด แต่ถ้าศึกษาอย่างลึกซึ้งก็อาจจะค้นพบหรืออาจไม่พบสิ่งที่ฟูโกต์กำลังจะสื่อให้เห็นก็เป็นไปได้ทั้งนั้น


อ้างอิงจาก
> ทฤษฎีสังคมวิทยา: สุภางค์ จันทวานิช
> วลาดิเมียร์ บูคอฟสกี ถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้า เพราะเรียกหาเสรีภาพ: https://thepeople.co/vladimir-bukovsky-human-rights-activist-held-captive-psychiatric-prison/?fbclid=IwAR1uVcfKlsUfMkitUIyuJdjrkytDhBRYRk-BCp_qHrmscM3UswUsFM0cWG0
> ผู้สวมเสื้อ 'เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว' ถูกจับเข้าจิตเวชแล้ว: https://prachatai.com/journal/2020/07/88564
> Madness and Civilization: A History of Insanity in the Age of Reason

SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments

MinorSetback
4 months ago
เขียนดีมากค่ะ 👩‍💻💕
Reply
Rhythmlyn
4 months ago
🙏💕