ร้องไห้ ยาระบายที่ดี
วันที่ 6  

ทุกเช้า เวลาเดิม ที่เดิม คนเดิม เขามากดกริ่งที่หน้าบ้านฉัน เรากำลังจะไปปั่นจักรยานด้วยกันเหมือนทุกวัน 

“ตาบวมร้องไห้หรอครับ” พี่หมอถาม
“ห๊ะ ดูออกขนาดนั้นเลยหรอ” ฉันพูด ตกใจเล็กน้อยที่เขาสังเกตุเห็น 

“พี่ทำอะไรให้เสียใจ หรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วง คงกังวลเรื่องที่ฉันโกรธเขาเมื่อวาน แต่ในหัวสมองฉันแทบไม่ได้คิดเรื่องของเขาเลย
“เปล่าค่ะ” ฉันตอบสั้นๆ แล้วเอาจักรยานออกมา ปั่นออกไปจากหน้าบ้าน เขาปั่นตาม

จักรยานพัง เหมือนใจพัง ๆของเราเลยแฮะ ยางรั่วหรืออะไร ล้อหลังยางแบน ปั่นไม่ได้ 

“เดี๋ยวพี่ดูให้ พี่คิดว่า...ยางรั่วแน่เลย หรือยางระเบิดนะ ไม่น่าจะเป็นอะไรมากนะ คงซ่อมได้ เมื่อวานปั่นไปทางชุมชนริมน้ำ อาจเจอตะปู” พี่หมอพูดยาวเหยียด เพียงต้องการแค่บอกฉันว่าอย่ากังวล 

“เอางี้ เอาจักรยานพี่ไปปั่น เดี๋ยวพี่วิ่งตาม” พี่หมอบอก แล้วลงจากจักรยานของตัวเอง
“อืม ขี้เกียจปั่น วิ่งไปด้วยกันนี่แหละ” ฉันบอกแบบเหนื่อย ๆ เพราะเมื่อคืนร้องไห้อย่างหนักจนเผลอหลับไป

“โอเค ขอจอดจักรยานพี่ไว้ในบ้านนะครับ เดี๋ยวกลับมาเอา” 
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูเอาไปเก็บให้” ฉันบอกเสียงเรียบ

“พี่เอาไปเก็บเอง รอตรงนี้แหละ” พี่หมอคงกลัวฉันจะเหนื่อยสินะ อยากทำอะไรให้แหละ ดูออก
“เปิดประตูบ้านได้หรอคะ” ฉันขึ้นเสียง

“เออ ลืม” พี่หมอทำหน้าเหวอ
“เฮ้อ...!!” ฉันถอนหายใจก่อนเอาจักรยานของเขาเก็บไว้ในบ้าน และออกไปวิ่ง

“ฟ้าครึ้มเนอะวันนี้” เขาพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่ฉันยังอยากรักษาความเงียบนั้นให้นานกว่านี้ ฉันไม่ตอบอะไร
“อ่ะ กล้วยหอม เกือบลืม” พี่หมอยื่นกล้วยหอมมาให้ 
“มันมีโพแทสเซียม ป้องกันการเป็นตะคริว” ฉันทำหน้าเลียนแบบเขา เพราะฉันเดาได้ว่าเขากำลังจะพูดแบบนี้
“.......” เขาหันมามองหน้าฉัน
“ปอกให้มั้ย” ฉันพูดดักทาง ก่อนที่เขาจะพูดประโยคนี้ ซึ่งเป็นประโยคที่เขาพูดประจำ

“ไม่ต้อง!!! ปอกกล้วยเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องช่วย ช่วยเงียบก็พอ” พี่หมอบีบเสียงเล็ก เลียนแบบเสียงฉัน ท่าทางน่าหมั่นไส้ แย่งบทพูดของฉันบ้าง

ฉันหยุดวิ่ง ยืนพักปอกกล้วยหอมที่อยู่ในมือ นึกขึ้นได้ ก็เลยพูดขึ้นว่า “คนละครึ่งมั้ยคะ” 

“พี่กินแล้วนะ ตามสบายครับ” เขาตอบ มีเสียงหอบในลำคอหน่อย ๆ
“ทำไมไม่รอกินพร้อมกัน” อยู่ ๆ ฉันก็ขึ้นเสียง ซะงั้น อยากหาเรื่องอ่ะนะ สร้างประเด็นเก่ง
“หือ ...ทำไมต้องกินพร้อมกัน” เขาทำหน้างง 
“การกินมันเป็น การแชร์โมเม้นต์ ถ้ากินพร้อมกัน มันก็มีโมเม้นต์ ร่วมกันไง” ฉันบอกแบบนึกได้ เหมือนไม่มีอะไรจะพูด

“ตัั้งค่า ตัวรับความสุข ด้วยกันหรอครับ” เขาถาม 
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ฉันงงตัวเองเหมือนกัน พูดไรออกไป 
ในหัวนึกถึงใครสักคน ที่เขาทำอะไรแล้วมีความสุข โดยไม่มีฉันก็ได้ เพราะฉันไม่จำเป็นในชีวิตใครคนนั้น 

หลังจากฉันเพิ่มโพแทสเซียมในร่างกาย เราก็ออกวิ่งไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ในหมู่บ้าน 

“คิดไรอยู่ วันนี้ดูแปลก” พี่หมอถามขณะที่เรากำลังวิ่ง 
“พี่จะเป็นหมอฟัน หรือจิตแพทย์คะเนี่ย ถามเก่ง” ฉันประชด 

“อยากให้เป็นอะไรครับ พี่เป็นได้ทุกอย่าง”
“มุขเสี่ยวจัง” ฉันแซว แอบขำในความพยายามใช้มุขของเขา “งั้นก็ลองเป็นจิตแพทย์สิคะ” ฉันเสนอ

“เล่าสิ อยากฟัง เล่ามาเลยครับ” พี่หมอเซ้าซี้
“เดี๋ยวๆ จิตแพทย์เขาไม่ถามเคสผู้ป่วยแบบนี้นะคะ พี่ต้องเปิดเรื่องว่า เล่าได้นะ ถ้าอยากเล่า ผมยินดีรับฟัง” ฉันอธิบายกึ่งสอน

“โอเคครับ เอาใหม่นะ ..เล่าได้นะ พี่ยินดีรับฟัง”
“เริ่มตรงไหนดี” ฉันพึมพำและครุ่นคิด

“ร้องไห้ทำไม” พี่หมอเปิดประเด็น
“ไม่ได้นะคะ พี่หมอต้องพูดว่า เพราะอะไรถึงร้องไห้ การพูดคำว่า ทำไม ใช้ในทางการบำบัดจิตไม่ได้ เพราะผู้ฟังจะรู้สึกถูกตำหนิ ใช้คำว่า เพราะอะไรแทนค่ะ” ฉันอธิบาย เพราะอยากเบี่ยงเบนประเด็นที่พี่หมออยากรู้ 

“อ่ะๆๆ เริ่มใหม่นะ เพราะอะไรถึงร้องไห้ครับ” 
พี่หมอถามแบบไม่ละความพยายามอีกครั้ง 
“ไม่ อยาก เล่า” ฉันตอบ แค่มีคนถามอย่างใส่ใจฉันก็รู้สึกดีแล้ว ไม่ต้องเล่าก็ได้

“พี่อยากรู้” พี่หมอทำหน้าสงสัย และรอคำตอบอย่างมีความหวัง
“จิตแพทย์อยากรู้เรื่องที่ผู้ป่วยไม่อยากเล่า ไม่ได้นะคะ” ฉันบอก เพื่อให้เขาเลิกถาม 

“งั้นพี่ไม่เป็นจิตแพทย์แล้ว ขอถามในฐานะ....” พี่หมอหยุดพูด 
“.........” ฉันเงียบ

แล้วเราก็วิ่งไปในความเงียบ
“รู้ไหม การร้องไห้ ทำให้เราหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน” พี่หมอพูดขึ้นกลบเสียงเงียบ ณ เวลานั้น“ออกซิโทซิน ฮอร์โมนแห่งรัก หรอคะ” ประโยคคำถามที่ไม่ได้ถาม
“และก็หลั่งเอ็นโดรฟินด้วย” พี่หมอพูดต่อ เหมือนพยายามจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น
เอ็นโดรฟิน ฮอร์โมนแห่งความสุข สินะ” ฉันพึมพำ
“รู้ไหม น้ำตา มี 3 แบบนะ 1. Basal เกิดจากการกระพริบตา 2. Reflex น้ำตาอัตโนมัติเกิดจากฝุ่น ควัน 3. น้ำตาอารมณ์ Emotional เกิดจากความรู้สึก แล้วหนูร้องไห้แบบไหน” พี่หมออธิบายก่อนหันมาถามอย่างใส่ใจ 
“Emotional ค่ะ” ฉันตอบ

“อ่าาาา น้ำตาไม่ได้แปลว่าอ่อนแอหรอกนะ มันมีประโยชน์ตั้งเยอะ ช่วยให้ลดเครียด นอนหลับดีขึ้น ยิ้มง่าย มีความสุข ใจเย็น ลดความเจ็บปวด ปล่อยสารพิษ ต้านเชื้อแบคทีเรีย การมองเห็นชัดขึ้น” พี่หมอบรรยายเหมือนกำลังสอนนิสิตในคลาสเรียน คงอยากให้ฉันสบายใจ 

“ค่าาา อาจารย์” ฉันพูดกึ่งประชด 
“ทีนี้ บอกได้หรือยังครับ ร้องไห้ เพราะ - อะ - ไร เล่าได้นะ ถ้าอยากเล่า ผมยินดีรับฟัง” เขาพูดแบบจิตแพทย์ ทำให้ฉันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ 

“555 ไม่มีอะไรค่ะ” ฉันตอบ และยิ้มเบาๆ 
“ปากแข็งชะมัด” พี่หมอกัดฟันพูด

“ฮา ฮา ฮา” ฉันขำออกมาในความพยายามของเขา แต่ฉันก็ไม่รู้จะเล่าให้ฟังได้ยังไง 

“ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก อ่ะเอานี่ไป” พี่หมอยื่นยากระปุกหนึ่งมาให้ฉัน 

“ปกติพกยา มาวิ่งแบบนี้หรอคะ แปลกคน” ฉันถาม
“นี่ โพรไบโอติก เพื่อสุขภาพที่ดีของลำไส้ กินแล้วระบายเก่งงงงงง” พี่หมอบอกอย่างมีนัยยะ

“อ่อ ระบายเก่งงงงงง” ฉันหัวเราะ เขาคงอยากให้ฉันเล่าเรื่องที่ไม่สบายใจสินะ 
“พร้อมระบายตอนไหน ก็ค่อยบอกมาได้เลย พี่อยู่ตรงนี้นะ” พี่หมอบอก 

“พี่อยู่ตรงนี้” ฉันทวนคำ คุ้นๆนี้ เหมือนเคยฟังที่ไหนสักแห่ง ฟังดูดีแฮะ แต่ดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะจริง 
“อือ พี่อยู่ตรงนี้ อย่าลืมกินยาที่ให้ไปนะครับ” พี่หมอทำหน้าจริงจัง 
“ห๊ะ วิตามินซี โปรตีน บีรวม น้ำมันตับปลา โฟเลต แล้วนี่....โพรไบโอติก วิ่งมา 6 วันให้ 6 กระปุกแล้วนะ กินไงไหว” ฉันโวยวาย และร้องขอความเห็นใจ มันเยอะเกินรับไหว 

“ครับ ต้องกิน” พี่หมอสั่ง
“พรุ่งนี้ต้องเป็น แคลเซียม วิตามินเอ หรือ วิตตามินอีแน่ๆ” ฉันเดา 
“เดาเก่ง แต่ผิดครับ เพราะหนูเดาไม่ถูกแน่ๆ” พี่หมอทิ้งปริศนาให้เก็บไปคิด

“เฉลย บอกหน่อย” ฉันอยากรู้
“ไม่บอก” พี่หมอพูดเหมือนได้เอาคืน

“อืม วิตามินดี”
“ผิด”

“บี12”
“ผิด”

“บอกมาเลย อะไร?!?” ฉันโวยวาย 
“จิตแพทย์ไม่พูดกับเคสผู้ป่วยแบบนี้นะครับ” เขาพูด และยิ้มเยาะ 

“.......” ฉันเงียบ ทำหน้าคิ้วขมวด

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ ก็รู้แล้ว” พี่หมอยิ้ม รอยยิ้มแบบนี้มัน  ....ทำให้นึกถึงใครบางคน 
“ไม่อยากรู้แล้ว” ฉันทำหน้าผิดหวัง

เราวิ่งมาถึงบ้านฉันพอดี 
“เดี๋ยวพี่เอาจักรยานไปซ่อมให้นะ พรุ่งนี้เอามาคืน” พี่หมออาสาเอาไปซ่อมให้ 
“เดี๋ยวเอาไปซ่อมเองดีกว่า เกรงใจ” ฉันบอก ขณะที่เขาขนรถจักรยานฉันไปแล้ว 
“see ya soon” 
“bye ค่ะ” 




SHARE

Comments