แนวคิด Productive: ใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปดีหรือไม่
1
เลื่อนเฟซบุ๊กไปเจอโพสต์หนึ่ง ที่เขียนถึงกระแส Productive
เจ้าของโพสต์บอกว่า เขาเป็นคนที่ชื่นชอบแนวคิด Productive เพราะติดตามพอดแคสต์หนึ่งที่มักจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและทำงานแบบ Productive

โดยเจ้าของพอดแคสต์เป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นนักเขียนที่มีผลงานติดอันดับขายดีหลายเล่ม และมีพอดแคสต์ที่มีคนติดตามหลายหมื่น ซึ่งเขาจัดพอดแคสต์ทุกวัน

ด้วยความที่ติดตามมานาน เจ้าของโพสต์จึงทดลองทำชีวิตตัวเองให้ Productive บ้าง คือ ตื่นมาวิ่งตอนเช้า แบ่งเวลาอ่านหนังสือหาความรู้และพัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ ไปทำงานด้วยความขยันขันแข็ง Productive เต็มที่กับชีวิต

แต่หลังจากใช้ชีวิตแบบนี้มาเป็นปีๆ เจ้าของโพสต์บอกว่า ตัวเองรู้สึกเหนื่อยและไม่มีความสุข ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปดีหรือไม่ ซึ่งสุดท้าย เจ้าของโพสต์ก็เลือกที่จะไปมีวิถีชีวิตแบบตนเอง โดยขอบคุณช่องพอดแคสต์ดังกล่าวสำหรับแนวคิดดีๆ ที่ผ่านมา ก่อนจะกดเลิกติดตามช่องนั้นไป

2
โพสต์นี้เองจึงทำให้กระแส Productive หรือ Super Productive ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้าในบ้านเรา ถูกวิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ มากมาย ทั้งในเชิงข้อมูล หรือความเห็นส่วนตัว

ผมเองได้อ่านและฟังเรื่องราว Productive มาบ้าง ซึ่งเห็นด้วยว่า การทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพนั้นเป็นเรื่องดี(สุดๆ) แต่ก็ไม่ได้เชื่อหรือหยิบมาใช้ในชีวิตประจำวัน 100% เพราะเชื่อว่าแต่ละคนควรมีจังหวะชีวิตเป็นของตัวเอง

คือดูเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจได้ แต่ลองเลียนแบบหรือทำตามหมดนั้นไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตและข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

บางคนอาจเกิดในบ้านที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ทเรื่องต่างๆ ค่อนข้างพร้อม ขณะที่บางคนอาจเกิดมาใช้ชีวิตลำพัง ปากกัดตีนถีบ ต้องซัพพอร์ตตัวเอง หรือบางคนซัพพอร์ตตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องซัพพอร์ทคนอื่นหรือครอบครัวด้วย

มันก็เลยยากที่เราจะ Productive ได้เท่ากัน คือบางคนอาจจะมีเวลาซ้อมวิ่งหรือไปลงแข่งมาราธอนบ่อยๆ หรือทำอะไรหลายอย่างได้มากกว่าคนอื่น เพราะที่บ้านจ้างแม่บ้านไว้ แต่บางคนอาจจะต้องเอาเวลามาซักผ้า ทำกับข้าว หรือไปขับไลน์แมนหาเงินเพิ่ม

3
ส่วนอีกสาเหตุคงเป็นเพราะผมชื่นชอบแนวคิดเรื่อง Proactive มากกว่า Productive ด้วยละมั้ง หลายคนเห็นผ่านๆ อาจมองเป็นคำเดียวกัน แต่จริงๆ ต่างกันมากครับ

คือ Productive ที่เป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตและทำงานให้มีประสิทธิภาพมสูงสุด คือ จะทำงานน้อยหรือทำมากก็ได้ แต่คำนึงถึงประสิทธิภาพ(ผลลัพธ์)ให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าทำงานมีประสิทธิภาพ ชีวิตก็น่าจะมีประสิทธิภาพตาม

ต่างจากแนวคิด Proactive ของสตีเฟน อาร์โควีย์ ผู้เขียนหนังสือ 7 Habits for Highly Effective People ที่ Proactive คือ "การที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน" คือ จะไม่ใช้ชีวิตด้วยการถูกกระทำและรอตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่จะอยู่ในฝ่ายผู้กระทำ คือเป็นคนเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

คือคน Proactive จะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนกำหนดชีวิตของตนเอง โดยมีการคิดล่วงหน้า ว่าจะใช้เวลาและพลังงานของเขาไปกับการทำสิ่งไหนบ้าง เพื่อที่จะไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำและรอตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม (เวลามีคนมาขอให้ช่วยอะไรก็กล้าปฏิเสธเพราะมีสิ่งที่จะทำอยู่แล้วโดยไม่กังวล และบอกว่าไว้คราวหน้าแล้วกัน)

โดยคน Proactive จะวางแผน กำหนดเป้าหมาย และสิ่งที่จะทำเพื่อตอบสนอง Passion และความต้องการของตัวเองก่อน โดยตอนแรกเขาอาจตอบสนองตัวเองได้แค่ 5-10% ก่อน แต่ถ้าเราทำบ่อยๆ จะเก่งและเชีี่ยวชาญ ก็อาจขยับเป็น 20-30% หรือในวันข้างหน้าอาจได้ 80-100% เลยก็ได้

นี่เองจึงทำให้ผมชื่นชอบแนวคิดเรื่อง Proactive มากกว่า Productive ครับ


ปล. ถ้ามีโอกาสไว้เขียนอธิบายเรื่อง Proactive อีกครั้งครับ (แต่จริงๆ ยังทำได้ไม่เก่งเลย ต้องพัฒนาต่อไป)
ปล.2อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์
ปล.3 อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามทางเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

SHARE
Writer
Porglon
Editor & Reader
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments