อีกมุมหนึ่ง

    สุดท้ายพอเดือนกรกฎาผ่านเข้ามา เราก็ยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นอีกแล้ว ข่าวลือที่ว่าจะเปิดให้คนไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เข้าประเทศได้เหมือนไม่เคยมีอยู่จริง เมื่อคนญี่ปุ่นเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันปกติแต่กลับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันๆโดยเฉพาะโตเกียว :( เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นจุดหมายปลายทางของฉัน มีรายงานผู้ติดเชื้อเกินร้อยคนติดต่อกันหลายวันแล้ว ล่าสุดยิ่งร้ายแรงเข้าไปใหญ่เมื่อมันได้ปาเข้าไปเกิน200คนต่อวัน


ถามจริง.. ให้ตายเหอะ ความหวังของฉันพังทลายแบบมองไม่เห็นจุดหมายเลย.. แล้วตอนนี้มันก็แย่มากที่โรงเรียนของฉันที่ญี่ปุ่นกลับมาเปิดเทอมเต็มรูปแบบแล้ว ส่วนฉันก็ยังคงติดแหง็กและโดนจับไปยำเรียนกับเด็กห้องอื่นที่มีสภาพไม่ต่างกัน เป็นการแก้ปัญหาที่ทุลักทุเลของโรงเรียน ฉันต้องบอกลาเพื่อนในห้องที่เรียนด้วยกันมาตลอด และไปเรียนรวมกับคนอื่นๆที่อยู่คนละระดับกัน ใช่.. ความจริงฉันเรียนใกล้จะจบบทที่5ของหนังสือแล้ว แต่ฉันก็ต้องกลับมาเรียนซ้ำตั้งแต่ปลายบทที่3เพื่อรอคนอื่นที่ยังเรียนไม่ถึง.. ฉันเซ็งมากแต่ฉันก็เลือกอะไรไม่ได้ ฉันหงุดหงิดกับชีวิตตัวเอง และอาจารย์ที่ถูกจัดมาสอนก็ไม่โอเคเลย เหมือนโรงเรียนแค่หาๆคนมาสอนคนที่เป็นเศษแบบพวกฉัน

มีอาจารย์คนนึงพูดจาหยาบคายกับนักเรียนต่างชาติ พูดจาข่มขู่และทำสีหน้ารำคาญใส่นักเรียนอย่างโจ่งแจ้งตอนที่เขามาสอนออนไลน์ให้พวกฉัน สาบานว่าตั้งแต่เรียนมาฉันไม่เคยเจออาจารย์คนญี่ปุ่นที่เป็นอย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะอาจารย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สอนสอนภาษาให้กับนักเรียนต่างชาติ.. ในคาบนั้นมีหลายคนที่โดนพูดแรงๆใส่เพียงแค่พูดประโยคจบผิด และทุกคนโดนบังคับให้เปิดกล้อง เป็นวันแรกที่ฉันเห็นทุกคนเปิดกล้องอย่างพร้อมเพรียงเพราะโดนบังคับด้วยคำพูดและสีหน้าที่แดกดันจากคนสอน คำพูดคำจาดูถูกที่ไม่มีความอ่อนโยน เหมือนเกลียดต่างชาติแต่มาสอนคนต่างชาติ..  ฉันได้แต่นั่งน้ำตาคลออยู่หน้าจอเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ว่าฉันร้องไห้ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ กับการที่แค่ฉันไม่สามารถไปเรียนที่โรงเรียน.. ชีวิตของฉันมันก็เปลี่ยนไปหมด.. 

พอคาบนั้นจบ วันนั้นฉันก็นั่งร้องไห้โฮคนเดียวแบบควบคุมไม่ได้.. ฉันไม่ได้โดนอาจารย์ด่าแต่กลับร้องไห้ไม่หยุด.. ร้องไห้เหมือนเก็บกดกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มาตลอดหลายเดือนนี้.. และที่ฉันต้องมาเจอแบบวันนี้ก็เพราะว่าฉันไปเรียนไม่ได้ ไปทำตามความฝันก็ไม่ได้ ต้องแยกจากเพื่อนๆ แถมยังไม่สามารถไปเจอ ‘เขา’ ได้อีก..

แต่ละวันมีอาจารย์มาสอนแทบจะไม่ซ้ำหน้า..  เหมือนโรงเรียนพยายามหาใครก็ได้มาสอนเรา พวกเราไม่มีแม้แต่ครูประจำชั้น ห้องเรียนนี้เหมือนเป็นห้องชั่วคราวอะไรสักอย่าง เป็นส่วนเกินที่โรงเรียนไม่รู้จะทำยังไงด้วยก็เลยจัดให้เรียนแบบนี้.. ฉันรู้สึกเหมือนถูกปล่อยให้เคว้งคว้างอยู่กับอะไรที่บั่นทอนจิตใจ กับห้องเรียนที่ไม่ต้องการ.. ห้องเรียนที่ไม่ใช่ของเรา..

แต่ฉันก็ยังมีเพื่อนคนนึง.. เพื่อนคนเวียดนามที่มาจากห้องเรียนเดียวกับฉันซึ่งเขาตกอยู่ในสภาพเดียวกับฉันทุกอย่างแบบที่เคยพูดไปในตอนก่อนๆ ตั้งแต่เปลี่ยนห้องวันแรกฉันก็ทักไปถามเค้าแทบจะทุกวันว่าเรียนวันนี้รู้สึกยังไงบ้าง? เพราะตัวฉันรู้สึกไม่โอเค เค้าก็ตอบว่าเค้าเบื่อ แต่ก็ออกแนวปลงๆว่าทำอะไรไม่ได้จริงๆก็เลยต้องทนๆไป เค้าแทบจะไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรมากมายนัก อาจจะเป็นเพราะผู้ชายไม่ค่อยคิดอะไรมากเท่าผู้หญิง ฉันรู้สึกเป็นคนขี้บ่นที่ทักไปโอดครวญให้เค้าฟังทั้งๆที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น.. แต่ในเมื่อเค้าเป็นเพื่อนคนเดียวที่มาจากห้องเดียวกัน ฉันก็เลยคุยกับเค้าบ่อย แต่แล้วฉันก็หยุดเมื่อรู้ตัวว่ามันดูไร้สาระ แถมฉันก็อายด้วยเพราะเราเจอกันในคาบออนไลน์ทุกวัน เอาจริงเพื่อนเวียดนามคนนี้สอบผ่านN3แล้ว และกำลังจะเตรียมสอบN2  ในขณะที่ฉันยังไม่เคยสอบN3เลย นั้นก็เท่ากับว่าเค้าต้องมาทนเรียนย้อนหนักกว่าฉันอีก ไม่อยากจะระเบิดลงจริงๆหรอ??

ฉันนอนปรึกษาแม่อยู่หลายคืน เล่าทุกอย่างที่เจอแต่ละวันให้แม่ฟัง จนวันนึงแม่ชวนออกไปช็อปปิ้งด้วยกันข้างนอกเพราะสงสารฉัน แม่เสนอให้โดดเรียนไปผ่อนคลาย เพราะไหนๆก็เรียนซ้ำอยู่แล้ว เรียนไปก็เสียสุขภาพจิตถ้าอาจารย์ไม่โอเค 

ฉันตอบรับคำชวนของแม่ รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดที่วันรุ่งขึ้นไม่ต้องทนเรียนกับห้องที่มันไม่ใช่ ฉันออกไปช็อปปิ้งกับแม่แล้วก็น้องชาย เป็นวันที่ดีมากๆและทำให้ฉันใจเย็นลง ฉันเผลอฝันกลางวันถึงวันที่จะได้พบกับใครบางคนอย่างสงบสุข.. แม้ตอนนี้มันจะมองไม่เห็นเลยว่าเมื่อไหร่จะมาถึง แถมเค้ากับฉันก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น.. ความจริงก็คือเค้าเงียบหายไป ฉันรู้สึกโดนทำร้ายมาก แต่ก็ยังแอบหวังอยู่ดีว่าสักวันเราจะได้กันเจอเค้าตามที่เค้าพูด

 ‘ถ้าเจอกันได้ก็ดีนะ’ เค้าอาจจะพูดไปตามมารยาทก็ได้.. ตอนนี้เค้าก็เงียบหายไปแล้วหนิ..ทักไปอีกก็ไม่ตอบ แต่ฉันก็ยังคงฝันกลางวันถึงวันที่สวยงาม.. วันที่เราจะได้พบกัน ราวกับว่ามันเป็นการปกป้องสภาพจิตใจตัวเองไม่ให้ห่อเหี่ยวเข้าขั้นวิกฤติ  ในตอนนี้สมองของฉันอาจจะกำลังบังคับให้คิดถึงอะไรที่มีความสุข.. ถึงแม้ว่าปัจจุบันอาจจะไม่มี.. 

แม้เป็นการหลอกตัวเองก็ยังมีความสุข...
เรื่องที่แกไม่รู้มันเยอะเหลือนเกิน...สักวันฉันก็อยากจะบอกให้แกได้รู้ว่าแกมีความหมายกับฉันแค่ไหน ตอนนี้แกอยู่ที่ไหนกัน ฉันกำลังแย่มาก อย่างน้อยก็ติดต่อกันหน่อยได้มั้ย? แกจะทิ้งฉันไปในสถานการณ์แบบนี้พอดีไม่ได้รู้ป่าว..

เห็นแบบนี้แล้วแกยังจะย้ายไปโตเกียวหรือไม่? ตอนนี้ฉันยังไปประเทศแกไม่ได้และมันก็ดูน่ากลัวมากๆ นี่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกถึงเมื่อไหร่เหมือนกัน แกคิดว่ายังไง..?


ฉันได้แต่พูดลอยๆ บางทีในสถานการณ์แบบนี้คนเราก็แค่อยากได้ความมั่นใจว่าความหวังในอนาคตยังมีอยู่ก็เท่านั้น.. โดยเฉพาะความหวังจากคนที่ทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในหัวใจ

อยากเก็บช่วงเวลาที่มีความสุขใส่ขวดไว้ได้จังเนอะ..  ทำไมทุกอย่างในตอนนั้นกับตอนนี้มันถึงต่างกันราวฟ้ากับเหวมากเลยล่ะ แค่2อาทิตย์ผ่านไปก็มีแต่เรื่องให้ต้องเสียน้ำตาเต็มไปหมด.. เหมือนฉันไปยืมความสุขล่วงหน้ามาใช้เลย.. ตอนนี้ฉันรู้สึกสูญเสียและพบกับความเปลี่ยนแปลงพร้อมๆกัน ที่ยังทำใจไม่ค่อยได้เพราะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นแย่ลงเรื่อยๆโดยเฉพาะโตเกียว ทั้งแผนการเรียนของฉัน ทั้งการที่จะไปพบกับเค้า มันก็ดูเหมือนภาพลวงตาที่ไม่อาจจับต้องหรือเห็นภาพชัดสักวัน ถ้ามันยืดยาวไป..ก็คงไม่เหลืออะไรอยู่ตรงนี้อีกแล้ว


จริงอยู่ที่มีคนข้างนอกที่ลำบากกว่าฉันมากจากพิษโควิด หลายคนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากวิกฤติเศษฐกิจและปากท้อง แต่สำหรับฉัน มันเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ.. คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ว่ามันจะทรมานอะไรนักหนา แค่มีข้าวกิน วันๆไม่ขัดสนก็ดีเท่าไหร่ แต่ความทุกข์ของแต่ละคนนั้นต่างกัน ฉันทุกข์เพราะมันเป็นอนาคตและชีวิตของฉัน ช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนคืน และฉันไม่สามารถทนรอไปได้นานกว่านี้ เพื่อนๆรอบตัวก็เรียนจบกันหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังล่องลอยไปไหนไม่ได้ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะไม่มีปัญหาแต่ฉันก็เครียด อันนี้ก็ถือว่าเป็นความเครียดอีกมุมนึงจากคนๆนึงที่อยากจะเขียน ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ เราจะผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน

และ.. ฉันคิดถึง ถึงแม้จะเป็นแค่การหลอกตัวเองก็ยังคงคิดถึง ฝันดีนะ
SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments