"กับคิ้วขมวดเส้นนั้น : มุมที่น่ารักเชิง business"
วันออกเดินทางตัวคนเดียว บ้างว่าเป็นวันแรกของการนอนกอดความกลัวอนาคต บ้างก็เป็นความตื้นตันจนเม้ามอยกับสมองตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน อย่างหลังคือสิ่งที่ผมเป็น
.
การเดินทางครั้งนี้หลายๆอย่างเปลี่ยนไป ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นสิ่งแวดล้อม จากเมฆบนนภาโออ่าเป็นสังกะสีเรียงแน่นอึดอัด แม่น้ำเล็กไกลตาเป็นรอยเปียกบนเสื้อคนยากไร้ กระโปรงกับถุงน่องรัดรูปเป็นขายาวกับชุดคล้ายราชการ เสียงอ่อนโยนกับเม็ดเงินบริษัทเป็นความแหบของการตะโกนขอตั๋ว

จากนกบนฟ้ากลายเป็นงูบนราง
.
ความย้อนแย้งบนรถไฟนอนคือ ความเงียบบนคนแปลกหน้าในพื้นที่เล็กๆที่ใช้ร่วมกัน แม้แต่การนั่งระยะหัวเข่่าห่างกันไม่ถึงไม้บรรทัดก็ยังลั่นไปด้วยเสียงลมแอร์ ไม่ค่อยมีใครพูดจา

อาจเพราะภาพสวยงามของเป้าหมายที่เดินทางไปถึงมักบดบังสุนทรีย์การพูดคุยกับคนแปลกหน้าระหว่างทาง เปรียบแบบอุบาทว์คือแม่เล้าก่อนทางเข้าตู้กระจกสาวบริการน่าโหยหา แม่เล้ามีวาทศิลป์เก่งกาจ แต่ขาดคนสนใจ

ตรงนั้นน่าเสียดายนะ
.
คนด้านข้างเหม่อให้การทักทายเหมือนผมพยักหน้าให้ลมตด ไม่ว่าเหตุอะไรก็ตาม ช่างแม่ง ผมใส่หูฟังพักผ่อนกับถนนอาบแสงสีน้ำเงินด้านนอก

จนพนักงานสองคนเดินเข้ามาตรวจตั๋ว ท่วงท่าคล้ายกระเป๋ารถเมล์แบบเลี่ยงการเปรียบเทียบยาก บุคลิกภาพการฟังคือพูดกับคน และมองกระดาษ เสียงแอร์กับไมค์นักร้องในหูเลยถูกเร่งให้ดังขึ้นโดยปริยาย

---------
ตั้งแต่การกรอกข้อมูลส่วนตัวเยอะยาวจนถึงการปูที่นอน สิ่งที่น่ารักของพนักงานรถไฟคือแม่บ้านเก็บขยะ เสียดายหน้าที่รัดตัวทำให้ไม่ได้คุยกัน การเดินให้เร็วตามความรับผิดชอบสร้างบรรยากาศให้เบื่อขึ้นไปอีก ความรีบไม่เคยหยุดเพื่อเห็นใจเยื่อใย ผมแจกยิ้มกี่ทีต่อกี่ที เขาไม่เคยสนองคืน

ไม่ผิดหวัง (เพราะไม่ได้คาดหวัง) แค่คิ้วมันเล็กขึ้นตึงรอยย่นบ่อยๆ
.
.
ถึงช่วงพักผ่อน เสียงงุ้งงิ้งปลายขบวนดังขึ้นฝ่าลมแอร์คำราม เป็นเสียงจากเผ่าพันธุ์เดียวกับเผ่าที่ตะโกนเรียกตั๋วตอนเย็น แหบๆ ห่ามๆ ผมเดินออกจากคอนเสิร์ตในหู ค่อยๆเงี่ยฟัง

"ร้องไห้ทำไม ถ้าร้องอีกคราวหลังพ่อไม่รับสายแล้วหน่ะ อย่าร้องลูก" จากการกรอง พนักงานแกคงกำลังคุยกับลูกที่น่าจะคิดถึงแก และร้องไห้ให้ระยะทางที่ไกลกัน

---------
ฟังๆแล้วก็คิด แม่งเป็นความอ่อนโยนที่ฟังไม่อ่อนโยน คือดุแหละ แต่ดุด้วยความรัก คิ้วยับยุ่ยี่บนหน้าแกลอยในความคิด หน้าแกคงถูกแช่ไว้แบบนั้น คนแบบนี้ควรถูกละการตัดสินจากภายนอก ซึ่งความจริงก็ควรจะเป็นทุกคน ยิ่งเห็นหน้าค่าตากันวันเดียว
.
"พอได้ฟังเสียงจริงแล้ว เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่ ที่น่ารัก อย่าพึ่งตัดสินใครจนกว่าเราจะได้เจอเขาจริงๆ ได้คุยกับเขาแล้วสัมผัสเขา น้องๆที่กำลังโตอยู่ อย่าพึ่งเชื่อ 100%..."

กูไม่ได้พูด ก็อปคลิปดังมา
.
ซึ่งถ้าผมจะพูดกับพี่พนักงานคนนี้

"ถึงพี่จะสอนลูกด้วยลำแข้งคนเป็นพ่อได้ดุเดือดและสวยงาม แต่พี่ก็ยังบริการได้ไม่น่ารักเท่าไหร่ ไม่ว่าตัวตนจะเป็นอย่างไร เก็บตั๋ว เตรียมเตียง สร้างความปลอดภัย "ตามหน้าที่" ให้สำเร็จก็พอ" ฟังใจร้าย แต่มันคือคำจากโลกแห่งความเป็นจริง

ผมไม่สามารถชมการบริการอย่างน่ารักของเขาหรือกับแอร์โฮสเตส มันไม่ใช่ความน่ารักแบบริสุทธิ์ แม้จะสามารถเคี้ยวไว้เป็นรสชาติความน่าเชื่อถือเชิงการตลาดและต่อยอดธุรกิจต่อไปได้

แต่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์พอในเชิงสร้างสัมพันธ์ต่อในสังคม เราไม่ควรเชื่อถือห่าเหวใดๆต่อสิ่งเหล่านี้ จนกว่าจะเห็นไส้เห็นพุง สำรวจและรู้จักกับภายในจริงๆ
.
---------
แต่ดีใจ ถึงสถานีปลายทางเชียงใหม่ แกยังไม่ลืมยิ้มที่ผมเคยให้ไป สงสัยนอนอิ่มแล้ว ยิ้มหวานขึ้นเชียว
SHARE
Writer
Fhoiman
Junior Writer
เขียนเล่าเรื่องทุกอย่างที่พบเจอระหว่างท่องเที่ยว จากนิสัย มุมมองและแง่คิดเฉพาะตัว

Comments