กว่าจะเป็น ' ครอบครัว ' ...
ตัวฉันเป็นลูกคนเล็ก และฉันมีพี่ชายอยู่หนึ่งคน ครอบครัวเราดูเหมือนจะธรรมดา ..ก็หวังว่าจะธรรมดา

ก่อนที่ฉันและพี่ชายจะเกิดพ่อกับแม่ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย พวกเขาเล่าเรื่องราวในสมัยอดีตให้ฟังในหลายๆครั้งที่นึกได้ แม่เป็นเด็กซน ที่จบประถมแต่เป็นคนที่กตัญญูมากๆกับตายาย แม่เป็นคนเหนือที่ไปทำงานถึงภาคใต้จากคำชักชวนของคนรู้จัก 

สมัยก่อนคนเราหางานจากคนรอบข้างที่ไปฝากๆกันเอาก็เยอะ เพราะทางใต้มีชาวต่างชาติ จึงทำให้ได้เงินดีกว่าทำงานที่บ้านเกิด แล้วมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ได้เก็บเงินซื้อที่ดินจากพี่เขย และสร้างบ้านใกล้ๆไว้ใกล้กับตายาย หวังว่าสักวันจะได้กลับไปพักอาศัยและดูแลพวกท่าน 

แม่เองก็เคยดื้อ และไม่เชื่อฟังคำสอนผู้หลักผู้ใหญ่
เคยเรียนซ้ำชั้นด้วย 
ซึ่งฉันรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก    มันทำให้แม่เสียเวลาอีกปีเลยนะ! 

แต่แม่ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก แม่หัวเราะเสียงดังคล้ายว่ามันเป็นเรื่องตลก และสำหรับแม่ก็คงเป็นงั้นจริงๆนั่นแหละ  สมัยก่อนรัฐเขาบังคับให้เรียนถึงแค่ ป.4
การที่แม่ซ้ำชั้นมันก็แค่นั้น ยังไงแม่ก็เรียนได้ถึงเท่านี้
ตายายไม่มีเงินพอที่จะส่งลูกทั้ง 9 คนเรียนสูงๆ..

แค่ได้ยินก็สะเทือนใจแล้ว กับสิ่งที่คนสมัยก่อนต้องเผชิญ บางทีฉันรู้สึกผิดที่เรียนสูงกว่าแม่ อยากเลิกเรียนด้วยซ้ำ แต่การศึกษาปัจจุบันบังคับถึง ม.3
แม่เองก็อยากให้ลูกมีอนาคต เลยส่งให้เรียนต่อไป แม้ว่าเราจะมีฐานะที่ไม่ดีแค่ไหน เราก็ดิ้นรนต่อ
พ่อยังคงไปยืมเงินญาติๆเพื่อส่งเราเรียนให้จบ

จนขึ้น ม.ปลาย ฉันกู้เงิน กยศ. บางคนก็จนเหมือนกัน แต่ครอบครัวเขาไม่อยากให้ลูกเป็นหนี้ติดตัว เลยตั้งใจหาเงินส่งกันเอง แต่นั่นก็คงแล้วแต่บ้านละเนอะ เขาสอนกันมาต่างกัน...

สำหรับบ้านของฉันแค่วันพรุ่งนี้ยังมีอยู่ก็ดีแค่ไหน
อย่าพึ่งคิดถึงอนาคตไกลเลย ไม่รู้ว่ามันจะมีถึงมั้ย
พ่อให้ฉันกู้ให้เต็มวงเงินเท่าที่จะกู้ได้ 

ถ้าเงินเราพอใช้จ่ายค่าเทอมแล้ว พ่อก็จะขอแบ่งไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนของต่างๆ ค่าใช้จ่ายครอบครัว

บางทีฉันก็คิดถามแม่ว่าทำไมหรอ ?
 ทำไมเราต้องหาเงินกันนักหนา ?
เราอยู่แบบไม่มีเงินไม่ได้หรอ...
ถ้าไม่จ่าย ก็ไม่ต้องหา 
เราไปอยู่ที่ไกลๆ..
 ไกลกว่าที่ความเจริญจะไปถึงกันดีไหม..?
   ...ที่ๆเราไม่ต้องใช้เงินมาแลกกับอะไร

แต่เล็กจนโต ฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่หยุดทำงานเพื่อหาเงิน ขนาดตอนที่ฉันถูกคลอด แม่ยังเล่าว่าพ่อต้องขับรถกระบะไปส่งพริกที่ตลาด เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าคลอดของฉัน ซึ่งไม่ยอมคลอดปกติ ต้องผ่าออกเพราะไม่ยอมกลับหัว มันทำแม่เจ็บมากๆ นอนบนเตียงหลายวัน จนพยาบาลมาว่าแม่ ถ้าแม่ไม่ยอมเดินจะไม่มีนมให้ฉันได้กิน.. 

ช่วงเวลาแบบนั้น พ่อเองยังไม่มีเวลามาดูแลแม่ด้วยซ้ำ เพราะต้องทำงานหาเงินค่านม ค่าโรงบาลต่างๆ ให้ฉัน

จนสุดท้ายพ่อก็ตัดสินใจเอาฉันมาอบอยู่ไฟเองที่บ้าน 
แม่เล่าว่าตัวฉันแดง จนคิดว่าจะไหม้ จะไม่รอด
ร้องไห้ ขี้แยมากๆ อะไรก็ไม่กินสักอย่าง
เป็นเด็กผอมโซ เหมือนมาจากเอธิโอเปียก็ไม่ปาน..

ฉันติดนมแม่งอมแงมอยู่ราว 2 ปี ทั้งที่เด็กปกติควรหย่านมตั้งแต่ 6 เดือน แล้วกินนมผงแทน 
จนแม่ไม่มีน้ำนมให้กินแล้ว ฉันก็เอาแต่ร้องไห้อยู่แบบนั้น อาหารโปรดเดียวที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอาหารได้มั้ย คือ 'วุ้นมะพร้าวในโยเกิร์ต' ที่พ่อดูดมาใส่ปากให้

ฉันโตมากับพี่ชายที่ถูกพ่อตีและดุบ่อยๆ เรื่องสารพัดที่ไม่เป็นเรื่อง อย่างการจับปากกามือซ้าย การกินข้าวไม่หมด หรือเรื่องจัดร้านเพื่อจะขายของในตอนเช้า 

ไม่มีวันไหนเลยที่พี่จะไม่โดนดุจากพ่อ
จนแม่สุดจะทนแล้วในวันที่พ่อผลักพี่ชนประตูห้องน้ำ เลือกกำเดาไหลเป็นทาง ...

แม่เอาไม้พายมาตีพ่อด้วยความโกรธ พ่อเองก็ตกใจโวยวายใส่แม่ด้วยความเจ็บปวด 

ฉันเองก็เด็กมากจนไม่รู้ประสีประสา
 ที่เขียนอยู่ก็ฟังเขาเล่ามาทั้งนั้น.. จำได้ว่าอยู่ดีๆแม่ก็พากลับมาที่เชียงราย มาเรียนอนุบาลที่นี่ อยู่ราว 2 ปี ถึงกลับไปกรุงเทพอีกครั้ง ในตอนนั้นฉันก็พึ่งรู้ว่าแม่ทะเลาะกับพ่อ เพราะตอนเด็กฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมพ่อหายไปนะ ทำไมพ่อไม่มาที่นี่ด้วย ฉันโทรหาพ่อ เราคุยกันด้วยความคิดถึง และความไม่เข้าใจของฉัน ฉันไม่รู้อะไรเลย...

จนตอนนี้ก็เริ่มได้รู้เรื่องราวเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว
เพราะสิ่งที่แม่เล่า พี่ชายที่บ่นถึงความเคียดแค้นที่ฉันไม่เห็นจะโดนตีแบบเขาบ้าง.. 

กลับกลายเป็นฉันที่ควรเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต ฉันควรเสียใจที่ไม่โดนตีแบบพี่หรอ ฉันควรเดินเข้าไปรัดขาพ่อ ห้ามพ่อเอาไว้ในตอนนั้นสิ ฉันควรทำทุกอย่างที่ควรทำได้
 ..พอมารู้แบบนี้เรากลับไปเพื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
สิ่งต่างๆผ่านล่วงเลยมาเป็นอดีต ทิ้งบาดแผลลึกในจิตใจของคนที่ยังจดจำมันได้ดี

พ่อยังคงเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ก็ควบคุมได้กว่าเมื่อก่อนที่แม่เล่าให้ฟัง และทุกครั้งที่พ่ออยู่บ้าน ความไม่สบายใจของทุกคนมันต่างพวยพุงเหมือนระเบิดที่รอปะทุเบาๆ เหมือนน้ำร้อนที่รอเดือด มันไม่เคยสงบเลย

เมื่อมีเรื่องบางอย่างขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ระเบิดพวกนั้นมันมักแสดงอนุภาพขึ้นจนบางทีเราห้ามมันไม่อยู่ 
ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นคนออกไป หรือยุติสถานการณ์นั้น ...  

ตอนนี้เรารับมือมันด้วยการไม่พูดและคุยกันให้น้อย
พอคุยน้อย เรื่องก็น้อยลง บอกแค่เรื่องที่ควรบอก
เล่าแค่เรื่องที่ต้องรู้เท่านั้น

  เราจะเงียบเมื่อมีฝ่ายหนึ่งปะทุ
 แค่นั้น.. เพื่อที่เราจะยังได้อยู่ด้วยกันต่อ
แบบที่ครอบครัวควรจะเป็น... 
     กว่าจะมาเป็นครอบครัวหนึ่งมันไม่ง่ายเลย
และการที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้
กลับยากยิ่งกว่า..  


เรื่องทั้งหมดเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ฉันเลือกจะเขียนเพื่อบันทึกเอาไว้.. คุณเองก็รู้ว่าแค่ตัวอักษรไม่สามารถบรรยายทั้งหมดของความเป็นมนุษย์ได้

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และรับรู้เรื่องราวนี้นะ :)

หวังว่ามันจะทำให้คุณได้มุมมองใหม่ๆของ
คำว่า ' ครอบครัว ' บ้าง...








SHARE
Written in this book
เรื่องในอย่าเอาออก
สำนวนหนึ่งที่เอ่ยก็รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่แล้วความสงสัยของมนุษย์ผู้เป็นสัตว์สังคมก็ยังมีไม่จบสิ้น กับคำๆนี้ 'ครอบครัว'
Writer
Kotcha_P
Salamander
ชอบเก็บทุกอย่างมาเป็นบทเรียน คิดเล็ก คิดน้อย และไม่คิดอะไรเลย

Comments