บางกระเจ้า และวันของจักรยานสีเหลือง
          มันจะเป็นวันที่เรารู้สึกตื่นเต้นมาก ที่ได้ออกไปท่องเที่ยว หลังจากที่ได้นัดกับเพื่อนไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเลื่อนนัดออกไปเสมอ วันหยุดไม่ตรงบ้าง ติดธุระด่วนบ้าง เลื่อนเป็นว่าเล่น

จากวันเป็นสัปดาห์
จากสัปดาห์เป็นสัปดาห์หนึ่งวัน
จากสัปดาห์หนึ่งวันเป็นสัปดาห์สองวัน
แล้วจะไล่เรียงวันเพื่อ...

          และแล้วการเลื่อนแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็จบลง... เราจำเป็นต้องมุ่งหน้าเข้าสู่ทางธรรมบ้าง หลังจากช่วงที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตอยู่บนความรัก โลภ โกรธ หลง จนลืมไปเลยว่าเรา ‘ธรรมเท่านั้น’ ที่จะช่วยให้เรามีจิตใจที่สุขสงบขึ้นได้

          แต่เราไม่ได้ชวนกันเดินสายไปท่องเที่ยววัด เสริมบุญ สร้างกุศลแต่อย่างใด ผมและเพื่อนกำลังมองหา
‘ธรรม’ ที่หมายถึง ‘ธรรมชาติสีเขียว’

แม่น้ำ สายลม ต้นไม้ เสียงนกร้องบรรเลง มุมถ่ายภาพยอดฮิต รังสียูวี และการปั่นจักรยาน

สิ่งที่พวกเราต้องการมีพร้อมที่ 

บางกระเจ้า                    เช้าของวันพฤหัสธรรมดาๆ วันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ปลอดโปร่งนัก ค่อนข้างงัวเงีย เพราะเมื่อคืนนอนดึก อาจเป็นเพราะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปปั่นจักรยานกลางพื้นที่สีเขียวชะอุ่ม

          การเดินทางไปบางกระเจ้านั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ก็แค่เดิน จากนั้นก็โดยสารรถไฟใต้ดิน จากนั้นก็ต่อรถแท็กซี่ เดินต่ออีกนิด แล้วก็ลงเรือข้ามฟาก อืม... ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่

          การขึ้นเรือข้ามฟากจากท่าเรือโพธิ์ทอง วัดคลองเตยนอก ไปยังฝั่งตรงข้ามนั้นค่อนข้างใกล้ เราจ่ายเงินคนละ 10 บาท ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นฝั่งแล้ว

          มันคงจะให้ความรู้สึกผิดหวัง ถ้าคิดว่าจะมองหาโมเมนต์การนั่งเรือ ชิมบรรยากาศ ฟังเสียงลม และเสียงคลื่นน้ำเล็กๆ กระทบเรือ เพราะเอาจริงๆ เราจะได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ของเรือข้ามฟาก ดังขนาดกลบเสียงเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ

          เดี๋ยวก่อนๆ!! 
          ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกเสียอารมณ์หรอกนะ แต่การฟังเสียงเครื่องยนต์ของเรือข้ามฟากก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ถ้าเป็นคนที่ชอบนั่งเรืออยู่แล้วล่ะก็ เราก็คงจะโฟกัสกับความรู้สึกจริงๆ มากกว่าเสียงที่ดังรบกวน

แถมลมที่พัดผ่านกระทบตัวเรา ก็เย็นสบายดีด้วย

          เมื่อขึ้นฝั่ง พวกเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการเช่า ‘จักรยานสีเหลือง’ มีตระกร้าใบสีดำอยู่ด้านหน้า เบาะที่สูงเกินกว่าที่ขาของผมจะยืนถึงพื้น แต่ปรับได้ ผมและเพื่อนใส่เสื้อสีดำ มันคงเหมาะสมน่าดูเวลาที่ถ่ายรูปคู่กับจักรยานคันนี้

เสื้อสีดำกับจักรยานสีเหลือง เหมือนกับสายฟ้าในยามค่ำคืน รวดเร็ว น่ากลัว น่าเกรงขาม...

          การปั่นจักรยานช่วยให้ผมได้ตระหนักรู้ว่า ร่างกายผมฟิตไม่พอ ผมห่างหายจากการออกกำลังกายไปนาน ปั่นไปสักพักก็รู้สึกเมื่อยล้า และตึงบริเวณต้นขาและน่อง แต่เดี๋ยวก็คงจะปรับตัวได้ ผมเชื่ออย่างนั้น

สวนศรีนครเขื่อนขันธ์
          ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ถ้ามาเที่ยวแล้วมัวแต่อ้อยอิ่ง ก็คงจะรู้สึกสูญเปล่า เราต้องไปรีบไปยังจุดที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการมาบางกระเจ้าครั้งนี้ นั่นคือ ‘หอดูนก’ เพราะถ้าฝนตกลงมาจะทำให้ถ่ายรูปลำบาก

          การมาที่หอดูนกไม่ใช่เพราะว่าอยากจะมาส่องดูนก ความจริงแค่เราส่องกระจกเราก็จะเห็นนกได้ไม่ยาก...? มุมยอดฮิตคือการขึ้นไปยังชั้นสุดท้ายของหอดูนก ก่อนที่จะมองลงมายังสะพานไม้ที่เชื่อมกับทางจักรยาน

          พวกเราใช้เวลากันอยู่พักใหญ่ในการครีเอทท่าทางในการถ่ายรูปกับจักรยานสีเหลือง ทั้งท่านอน ท่ายืน ท่านั่ง จนในที่สุดก็ได้รูปที่ต้องการ แลกมากับเหงื่อที่โชก และเสื้อผ้าที่คลุกฝุ่น

          เรายังปั่นจักรยานกันต่อไปอีกสักพักในบริเวณสวน ภายในเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ คล้ายป่าชายเลน สำหรับคนที่ชอบการลุยป่าแบบนี้ก็คงไม่ผิดหวัง แต่ระวังตัวเหี้ยไว้ด้วย มันจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ เราอาจเสียหลักจากอาการตกใจ

บางกอกทรีเฮาส์
          เสน่ห์ของการท่องเที่ยว บางครั้งอยู่ที่การ ‘ถามทาง’ พวกเรายังคงสับสนกับเส้นทาง ในขณะที่ GPS ก็บอกให้เราตรงไปเรื่อยๆ และก็มาถึง... บางกอกทรีเฮาส์ 
ใช่ที่ไหนกัน!! นี่มันบ้านคนต่างหาก เราหลงทางกันแล้ว

คนพื้นที่นั้นใจดี พวกเขารู้ว่าเรากำลังลำบาก และเราก็ลำบากจริง ต้องการความช่วยเหลือด้วย

“ไปทางนี้ใกล้กว่า เข้าซอยลัดทางด้านซ้ายเลย”

          พวกเราได้เจอเส้นทางที่ใช่ คนพื้นที่ได้คำขอบคุณจากเรา ไม่รู้ว่าเขาต้องการมั้ย แต่ผมรู้สึกอยากให้มากๆ

“ขอบคุณครับผม”

          เราปั่นจักรยานลัดเลาะเส้นทางมาเรื่อยๆ จนมาถึงบางกอกทรีเฮาส์ คาเฟ่ริมน้ำใกล้ชิดธรรมชาติ เราพักกันชั้นล่างในห้องกระจกที่บรรยากาศเงียบ จนไม่กล้าคุยกันเสียงดัง เกรงใจโต๊ะข้างๆ

          ผมและเพื่อนสั่งน้ำอัญชันมะนาวที่เป็นเครื่องดื่มแนะนำของทางร้าน รวมถึงอาหารว่างแบบโบราณที่หากินได้ยาก ‘ม้าฮ่อ’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ทาน ถือว่าผ่าน รสชาติดีใช้ได้

          เราพักทานมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้วก็ตะเวนถ่ายรูปกันจนพอใจ ก่อนมองหามุดหมายสุดท้ายของการท่องเที่ยวบางกระเจ้าในวันนี้ มีอีกหลายแห่งที่เรายังไม่ไป เช่น เส้นทางสีเขียว บ้านรูปหอม ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ฯลฯ

          มันเป็นวันธรรมดาซึ่งนักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือสถานที่บางแห่งปิดบริการ จะเปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตกฤษ์ เป็นส่วนใหญ่

          แต่วันนี้คุ้มค่าแล้ว เราได้ปั่นจักรยานที่ทำให้ปวดน่องไปข้ามวัน 
เราได้รูปถ่ายที่ถูกใจเพื่ออัพลงไอจีและเฟสบุ๊ค 
เราได้ลิ้มลองอาหารแปลกใหม่เป็นครั้งแรก 
เราได้ทำการเชื่อมโยงกับผู้คนและธรรมชาติ 
เราได้รับการช่วยเหลือ เราได้ให้คำขอบคุณ 
เราได้ทำให้วันหยุดมีความหมาย

          แสงสีเหลืองทองของท้องฟ้าในยามพลบค่ำ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นสัญญาณโบกมืออำลาบางกระเจ้าในวันนี้

ตั้งใจทำงานกันต่อไปนะ...

#ความรู้สึกเป็นเรื่องของปัจจุบัน
#แต่การเดินทางก็เป็นเรื่องสำคัญ






SHARE
Writer
Uten
| Human |
กำลังเขียนนิยายเรื่องยาวอยู่... พร้อมๆ กับใช้ชีวิตแบบ Minimalist และชื่นชอบการถ่ายภาพ

Comments