ขอให้ป้ายสุดท้ายจะไม่มีจริง


ฉันชอบนั่งรถเมล์


แน่นอนว่าถ้าให้เลือก รถส่วนตัว หรือรถไฟฟ้าคงดีกว่าเป็นไหนๆ แต่ถือว่าช่วยไม่ได้สำหรับประเทศที่ความเจริญกองกระจุกอยู่แค่ใจกลางเมือง พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งของโลก


ชนชั้นกลางค่อนล่างอย่างฉันคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าห้องติดแนวรถไฟฟ้า


สำหรับชีวิตที่ไม่มีภาระอะไรนอกจากรับผิดชอบตัวเอง การเสียเวลากลับบ้าน 2 ชม. ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากมากนัก ส่วนนึงน่าจะเกิดจากความเคยชิน บวกกับปลงตกกับประเทศที่ล้มเหลวด้านการวางผังเมืองและการจราจร 


คงมีแค่ตัวเลขบนตาชั่งกับรอบเอวที่ลดลงที่พอจะทำให้ฉันยิ้มออกได้บ้าง


ถึงแม้ว่่าการเเบกแล็ปท็อปสองกิโล เปลี่ยนรถสามต่อจะทำให้อาการปวดหลังที่มาจากออฟฟิศซินโดรมรุนแรงขึ้นก็ตาม


แต่ฉันก็ยังชอบนั่งรถเมล์


ไม่มีใครรู้จักฉัน และฉันเองก็ไม่รู้จักใคร


ไม่ต้องคิดอะไรให้วุ่นวาย คิดมากสุดก็อาจจะเป็นเวลาที่ตีมึนไม่ลุกให้น้องนักเรียนนั่งเพราะปวดขา หรือนึกเสียดายที่ลุกให้คุณลุงคนนึงนั่งแต่เขาดันลงป้ายถัดไป 



ได้พูด ขอบคุณค่ะ เสียงหวานๆให้พี่กระเป๋ารถเมล์ 


ฟังเพลงที่ชอบวนไปเรื่อยๆ


ดู netflix  ที่โหลดทิ้งไว้


หรือไม่ก็นั่งมองวิวข้างทางที่ไม่ได้น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก


ทั้งหมดนั่นสำหรับฉันที่เกิดมาไม่เคยได้มีพื้นที่ส่วนตัว ทุกอย่างช่างมีค่าเหลือกัน



ฉันจำความรู้สึกตอนเลือกสีผ้าม่านห้องนอนได้เป็นอย่างดี


ฉันตอนนั้นอายุ 9 ขวบ พ่อย้ายจากคอนโดมาอยู่ที่บ้านนอกตัวเมือง โดยให้เหตุผลว่าฉันและพี่ชายโตพอที่จะต้องนอนแยกกันเสียที


ผนังห้องสีเทากับผ้าม่านสีครีมที่ฉันเลือกเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ


ถึงแม้ว่าเฟอร์นิเจอร์จะเป็นของเก่าที่ยกมาจากบ้านอาม่า รวมๆออกมาแล้วไม่ได้เข้ากันเท่าไหร่ แถมเจ้าห้องนอนรูหนูยังเป็นห้องที่เล็กที่สุดในบ้าน เล็กยิ่งกว่าห้องเก็บของเสียอีก


แต่ฉันก็ดีใจมากที่จะได้มีพื้นที่ของตัวเองซะที 


จนถึงตอนนี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว


ฉันยังไม่เคยนอนในห้องผนังสีเทาควันบุหรี่กับผ้าม่านลูกไม้สีครีมเลยแม้แต่คืนเดียว


พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อย ส่วนมากมักจบที่มองหน้ากันไม่ติด เรื่องนอนห้องเดียวกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง ห้องของฉันจึงตกเป็นของพ่อโดยปริยาย จำได้ว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันหยิบบรรดาตุ๊กตาในตู้โชว์มาเล่น เพราะหลังจากพ่อมานอนห้องนั้น มากสุดก็เเค่ชะเง้อคอเปิดประตูเข้าไปหยิบของเท่านั้น


รู้ตัวอีกทีเหล่าเจ้าตัวน้อยในตู้ก็ถูกบริจาคไปเสียแล้ว


นอนกับแม่ไม่ได้แย่ แม่เป็นรูมเมทที่ใจกว้างที่สุดในชีวิต ประโยคทองของแม่คือคำว่าไม่เป็นไรกับอะไรก็ได้ ภาพที่เห็นประจำคือนั่งดูซีรีส์เกาหลีพร้อมหัวเราะชอบใจคนเดียว มีบ้างที่เรานั่งดูด้วยกัน แน่นอนว่าสนุกกว่าดูคนเดียว อันนี้ปฏิเสธไม่ได้

แม่ไม่เคยโวยวายตอนฉันเเหกปากร้องเพลง


เปิดไฟดูหนังถึงตีสองตีสาม


นอนกินขนมบนเตียง


ใส่แต่ชุดชั้นในเดินไปมาในห้อง



แม่เป็นคนน่ารัก และการนอนกลิ้งไปมาบนเตียงหลังใหญ่กับแม่นั้นดีกว่าอยู่กับพ่อหรือพี่ชายเป็นไหนๆ ฉันไม่เคยรู้สึกขัดใจกับการมีแม่รู้เห็นในทุกเรื่องที่ฉันทำ ทุกอย่างที่ฉันดู 



จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฉันได้เข้าใจความสำคัญของการมีพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง



จู่ๆพ่อก็ระเบิดอารมณ์กลางโต๊ะอาหาร


ชี้หน้าข่มขู่แม่ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย แม้แต่คนปากร้ายอย่างฉันเองไม่เคยคิดจะพูดใส่ใครด้วยซ้ำ



รายต่อมาเป็นพี่ และตบท้ายด้วยตัวฉัน



ในครอบครัวคนจีนแท้ๆที่อำนาจของหัวหน้าครอบครัวนั่นมากล้นจนเเทบจะชี้เป็นชี้ตายสมาชิกในปกครองได้


พวกเราได้แต่นั่งฟังนิ่งๆ หลบตาหนีนิ้วชี้ที่จิ้มลงมาที่หน้า พยายามทำหูตาให้เบลอ ปิดรับทุกเสียงตะคอกที่ดูจะขาดสติมากขึ้นเรื่อยๆ


ฉันทำมากสุดได้แค่กุลีกุจอเก็บจานไปล้างแล้วก็รีบขึ้นห้องนอนให้เร็วที่สุด


พี่ชายต่อยพนังห้องนอน สบถเสียงดัง ทำลายข้าวของจนเสียงลั่นออกมาจากห้อง แม่ที่ได้ยินชัดเจนก็ได้แต่เป็นห่วงว่าพี่ชายจะเจ็บตัว กลัวว่าจะอ่านหนังสือสอบไม่ไหว ปั่นโปรเจคไม่ทัน กลัวว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า แม่บ่นเป็นห่วงพี่ชายให้ฟังจนฉันท่องได้ขึ้นใจ




"ม๊าไม่ชอบเวลาพี่เครียดเลย รายนั้นควบคุมอารมณ์ไม่ได้ กลัวจะทำอะไรแผลงๆ เห็นเราโอเคแม่ก็โล่งใจได้เปราะนึง หนูโอเคใช่มั้ยลูก?"

เสียใจด้วยนะแม่ที่เหมือนจะไม่



แน่นอนว่าฉันไม่โอเค แต่แม่ดูจะไม่โอเคยิ่งกว่าหากฉันร้องไห้เหมือนพี่ คำว่าโอเคดูจะเป็นคำตอบที่ฟังดูเข้าท่าที่สุด ฉันจึงเลือกที่จะโอเค



พี่ร้องไห้ในห้องของตัวเองหลายครั้ง ตอนตีสองตีสามมีบางทีที่เสียงลอดผ่านผนังออกมา



ส่วนฉันไม่กล้าเพราะแม่นอนอยู่ข้างๆ



ไม่รู้ทำไม แม่เองก็ไม่เคยร้องไห้เหมือนกัน



หอสมุดกลาง ห้องน้ำห้าง ฟุตบาท ป้ายรถเมล์ เบาะหลังสุดของรถสายประจำ กลายเป็นที่ประจำสำหรับการร้องไห้ แสร้งทำเป็นแหกปากกรี้ดแต่แน่นอนว่าไม่มีเสียงออกมา จนบางทีก็แค่อยากจะกรี้ดๆออกมาให้มันจบไป แต่เพราะอยู่ในที่สาธารณะจะทำแบบนั้นคงไม่ดีเท่าไหร่



วันที่ฉันร้องออกมาคนเดียวระหว่างอ่านหนังสือในหอสมุด สมองก็พึงตระหนักได้ว่าตัวเองไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวเลยตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา



ช่วงที่โควิดเริ่มระบาดทุกอย่างยิ่งกว่านรก



ฉันเครียดเรื่องสอบ เรื่องโปรเจค เรื่องพ่อ ทุกอย่าง แต่มากสุดที่ทำได้คือโทรไปคุยเล่นกับเพื่อนเรื่องจิปาถะ กับร้องไห้เงียบๆในห้องน้ำ เปิดเพลงรักเร่งเสียงจนสุดเพื่อกลบเสียงสูดน้ำมูกและหวังว่าถ้าแม่ไม่ได้ยินก็คงจะดี



ไม่มีร้านกาแฟที่ไหนเปิดให้นั่ง แม้แต่มหาลัยก็ไม่เปิดให้เข้า ที่บ้านสั่งห้ามขึ้นรถโดยสารประจำทางทุกชนิดเพื่อความปลอดภัย


อยากกรี้ด อยากโวยวาย อยากร้องไห้ แล้วก็โทรฟูมฟายใส่เพื่อนทั้งคืน แน่นอนว่าไม่เกิดขึ้นเพราะฉันไม่มีพื้นที่ให้ทำแบบนั้น



บ้านเริ่มไม่น่าอยู่อีกต่อไป



มีเพียงแค่ห้องนอนที่ปลอดภัย แน่นอนว่าไม่ทั้งหมดเพราะแม่เองก็นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้อง แต่อย่างน้อยเราก็เลือกที่จะไม่พูดถึงปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ บรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ทั้งแม่และฉันก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำเหมือนกับว่าบ้านเราไม่มีอะไรเกิดขึ้น



สวมหัวโขนตลอดเวลา แสร้งทำเป็นปกติทั้งๆที่ลึกๆไม่มีใครโอเคทั้งนั้น 



ฉันหาเรื่องออกจากบ้านทันทีที่โควิดซาลง ออกจากบ้านไปหาที่อ่านหนังสือแต่เช้า หาอะไรกินคนเดียว แวะเจอเพื่อนบ้าง พอห้าโมงเย็นก็เดินทางกลับบ้านนั่ง MRT ต่อ BTS และตบท้ายด้วยรถเมล์สายประจำ


บ้านฉันอยู่สุดสายรถเมล์ดังนั้นการมองผู้คนค่อยๆลงจากรถไปทีละคนเป็นงานอดิเรกที่บีบใจอยู่ไม่น้อย เพราะยิ่งคนน้อยลง นั่นหมายความว่าระยะทางระหว่างบ้านและฉันกำลังลดน้อยลง สำหรับคนที่ไม่เคยอยากกลับบ้านอย่างฉัน การนั่งรถเมลล์ก็ไม่ต่างจากการพุ่งทยานกลับไปหาความเป็นจริง


เสียงพี่กระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอกว่าสุดสายแล้ว เป็นสัญญาณกลายๆว่าเวลาเเห่งความสุขกำลังจะหมดไป






ฉันชอบนั่งรถเมล์




ดังนั้นถ้าถามว่าชอบนั่งรถเมล์ขนาดไหน




ก็คงขนาดที่ว่าอยากจะนั่งมันตลอดไป 




ไม่อยากให้ป้ายสุดท้ายมีอยู่จริง










 
























SHARE
Written in this book
หนังสือที่ชื่อว่าชีวิต
เรื่องของตัวเราที่เติบโต เติบโตด้วยความพยายามที่จะเข้าใจโลกใบนี้อย่างสุดความสามารถ

Comments