A girl named Sun
เรื่องของซันวนเวียนอยู่ในหัวของฉันนานแล้ว และทุกๆ ครั้งที่นึกถึง หรือพูดถึงซันให้ใครๆ ฟัง ก็จะได้ข้อสรุปที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง 

ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้มันยากที่จะปล่อยมือ 

คงเพราะฉันเห็นวัยเด็กของตัวเองในตัวของเธอละมั้ง และเพราะแบบนั้น เลยอยากจะคอยดูให้แน่ใจ ว่าเจ้าเด็กคนนั้นจะเติบโตไปได้อย่างดี และมีความสุข

กว่าจะมาถึงวันนี้ ฉันถูกตำหนิ ต่อว่า ประณาม ไปหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน โดยที่ซันเองก็ไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วฉันรู้สึกต่อเธออย่างไร

กว่าเธอจะได้รู้ มันก็คือวันที่ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะหยุดทุกอย่าง

ฉันไม่มีข้อแก้ตัวอะไร

ฉันเลือกไปแล้วว่าจะทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

แต่การจะลืมทุกอย่างไปเฉยๆ ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะกระทำต่อชีวิตของตัวเอง

บางครั้งฉันก็อ่อนแอเสียจนไม่อยากจะยอมรับว่ามันเป็นความผิดของฉันเอง ที่ใจร้อน และไม่อดทนมากพอ

ฉันเคยโทษว่ามันเป็นความผิดของคนรักของตัวเอง 

หากหล่อนรู้จักฉันดีพอ 

หากหล่อนรู้ว่าฉันกำลังเจ็บปวด 

หากหล่อนพยายามมากพอที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ฉันคงไม่สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเธอ จนถึงขั้นแบ่งใจไปให้คนอื่น

ก็เพิ่งได้เรียนรู้ในวัยยี่สิบห้าปีนี่แหละ ว่าในขณะที่เราคลั่งรักคนคนหนึ่งเสียแทบตาย แต่สุดท้าย เราก็ยังเหลือใจไปให้ใครอีกคนได้อยู่ดี

คงเป็นเพราะความกลัวหรืออะไรสักอย่าง ทำให้เราเผลอฝากส่วนหนึ่งไปไว้ที่อื่น เหมือนเวลาเก็บเงิน ที่ต้องเก็บไว้หลายๆ ที่ เผื่อกองหนึ่งหายไป จะได้มีสำรองไว้

เป็นชุดความคิดที่ดูแย่จริงเชียว หากนำมาใช้กับความรัก

ใครๆ ก็อยากได้ใจของคนที่เรารักไปครอบครองทั้งใจมิใช่หรือ หากไม่ได้ตกลงไว้แต่แรกว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบ polygamy น่ะ

ซันบอกว่า ขอให้คิดเสียว่านี่เป็นแบบทดสอบ หากผ่านมันไปได้แล้ว ความรักจะยั่งยืน

เหตุผลที่คิดขึ้นมาได้ว่าฉันควรจะอยู่ห่างๆ ซัน มันเริ่มจากตรงนี้

ตอนที่คนรักของฉันบอกว่า เธอยินดีให้ฉันดูทุกอย่างที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ฉันสงสัยขึ้นมาในใจว่า หากฉันให้เธออ่าน ให้เธอได้รู้เห็นทั้งหมด ทุกบทสนทนาของฉันกับใครอื่น เธอจะอยากเลิกกับฉันเลยมั้ย

บทสนทนาระหว่างฉันกับซัน ไม่ใช่ตัวตัดสิน เพราะฉันเองก็ระมัดระวังมากอยู่

แต่เป็นความรู้สึกที่ฉันมีต่อซัน ที่ฉันสารภาพให้เพื่อนฟังต่างหาก ที่จะทำให้ฉันดิ้นไม่หลุด

ซันเป็นชื่อตัวละครที่อยู่ในนิยายของฉัน

โดยพล็อตเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจากซันตัวจริงนี่เอง

ตอนเขียนก็คิดอยู่นะ ว่าน้องซันตัวจริงคงจะสมหวังกับผู้หญิงที่เธอชอบไม่ได้ แต่อย่างน้อย ซันในเรื่อง ฉันแต่งให้เธอได้คู่กับคนที่ตัวเองรักได้ แม้ว่าจุดเริ่มต้นมันจะเป็นความผิดพลาดไปสักหน่อย แต่ในเรื่องซันก็ได้รับบทเรียนแล้ว

ทุกครั้งที่คนอ่านคอมเม้นท์ด่าซัน ฉันก็อดห่วงความรู้สึกของซันตัวจริงไม่ได้

แต่น้องก็บอกว่าไม่ได้คิดมากอะไร ตัวน้องเองก็ด่าทอน้องซันในเรื่องอยู่เหมือนกัน

ในตอนนั้นแหละที่ฉันมองเห็นว่าเราก็ผิดกันทั้งคู่

เหมือนคอมเม้นท์จากคนอ่านจะกระทบใจฉันไปด้วย

ตอนนี้ฉันก็สำนึกผิดแล้วหละ

ฉันพูดอะไรกับซันไม่ได้มาก เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะต้องแยกย้ายกันไปก่อน จนกว่าจะถึงวันที่เราพร้อมจะอยู่ในชีวิตของกันและกันในสถานะพี่น้องจริงๆ

ทุกอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกแล้ว

แต่ในใจลึกๆ ฉันก็ยังอยากขอบคุณเด็กคนนั้น ที่คอยยืนอยู่ไม่ไกล คอยเป็นตัวช่วยในวันที่ฟ้ามันครึ้มเสียจนอยากจะร้องไห้ไปพร้อมกับสายฝน น้องซันทำให้ฉันร้องไห้ออกมาได้ ช่วยให้ความอึดอัดข้างในมันหายไป

ไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ฉันทำให้เธอเจ็บขนาดไหน

เพราะเธอไม่เคยพูด ไม่เคยบอก เอาแต่พูดจาตลกให้ฉันหัวเราะ

และเพราะลึกๆ ฉันเองก็คงไม่อยากรับรู้ คำที่เธอชอบย้ำว่าอย่าดูถูกความรักของเด็ก

อะไรที่มันเคยเป็นเรื่องตลกมาตลอด พอถึงเวลาจะต้องจริงจัง เราก็ขำกันไม่ออก

ฉันภาวนาให้ทุกอย่างที่เธอพูดเป็นแค่คำโกหก

แต่ต่อให้มันเป็นเรื่องจริง ฉันก็ยังหวังจะให้ความจริงของเธอเปลี่ยนแปลง

ไม่รู้ทำไมสถานการณ์แบบนี้ถึงได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในชีวิตของฉัน

ราวกับมีเสียงสะท้อนแว่วอยู่ในหู

'คอยดูเถอะ เดี๋ยวสุดท้าย เธอก็จะไม่เหลือใคร'

เหมือนจะมีคนพูดประโยคแบบนี้กับฉันบ่อยๆ

คนรักของฉันเองก็รู้อยู่ว่าฉันเคยมีประเด็นกับซันมาก่อน

แต่เธอเชื่อใจฉันมากเสียจนคิดว่าซันเป็นฝ่ายตามตื๊อฉันอยู่ฝ่ายเดียว

ฉันละอายใจเหลือเกินที่จะต้องสารภาพว่า เป็นตัวฉันนี่แหละ ที่ไม่ปล่อยให้ซันหายไปจากชีวิตเสียที

ยากเหลือเกินที่จะต้องตัดใจ

ใครจะไปจากชีวิตของฉัน ฉันไม่เคยห้ามอยู่แล้ว

ฉันพร้อมยอมรับผลของสิ่งที่ตนเองทำ

บันทึกหน้านี้แทนถ้อยคำที่อยู่ในใจ แต่พูดออกไปไม่ได้

ฉันรักซันในฐานะพี่สาวคนหนึ่ง อันนี้แน่ใจ

ฉันผูกพันกับซัน ในฐานะคนที่แบ่งปันเรื่องราว ทั้งความสุขและความทุกข์

ฉันคิดถึงซัน ในฐานะที่เป็นเสียงหัวเราะและความสบายใจ ในวันที่รู้สึกมืดมน

ฉันเป็นห่วงซัน ในฐานะคนคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตของกันและกัน

ฉันชื่นชมซัน ในฐานะที่เราได้เผชิญความยากลำบากคล้ายๆ กัน และเธอผ่านมันมาได้โดยไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน

ฉันอยากเห็นซันมีความสุข เช่นเดียวกับที่ซันบอกว่าอยากเห็นฉันมี

ฉันอยากเป็นพี่สาวที่ดีของซันนะ

ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะห่างกันไปอีกนานเท่าไหร่ เมื่อถึงวันที่ฉันพร้อมจะกลับไปคุยกับซันแล้ว น้องจะยังอยากเป็นน้องสาวของฉันอยู่รึเปล่า

เราไม่รู้อนาคตหรอก

เราอยู่กับปัจจุบันเท่านั้นแหละ

ปัจจุบันที่แสนจะวุ่นวาย อย่างที่เราพร่ำบ่น

.

.

.


ฉันเขียนส่วนบนของบันทึกหน้านี้ในวันที่ตัดสินใจแล้วว่าฉันกับน้องซันจะแยกย้ายกันไปก่อน 

ที่ไม่ได้กดพับลิช ก็เพราะใคร่ครวญจนดีแล้ว ก็คิดได้ว่าช่างมันเถอะ ปล่อยให้เรื่องนี้มันจางหายไปดีกว่า 

แต่ฉันยังไม่มีเวลามาเขียนอะไรทับ ข้อความเลยยังอยู่ครบถ้วน

ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ความเจ็บปวดจากความขัดแย้งกับคนรัก ก็ทำให้ฉันต้องมีซันอยู่ข้างๆ เป็นคนคอยปลอบอยู่ดี เพราะฉันไม่รู้จะรับมือยังไง สาบานว่าฉันพยายามฮึบไว้คนเดียวหลายชั่วโมงแล้ว แต่มันไม่ไหว ซันมักเป็นคนแรกๆ ที่ตอบแชทฉันได้ทันทีในเวลาแบบนี้ 

อย่างน้อยในตอนที่เราพูดกับใครสักคนได้ว่าเราไม่ไหว น้ำตาได้ไหลออกมาสักครึ่งหยด มันก็ยังช่วยให้รู้สึกดีกว่าการอดทนอยู่กับความรู้สึกเจ็บเหมือนถูกกรีดซ้ำๆ จนตึงและชา อึดอัดเหมือนมีอะไรกดทับอยู่ในอก ผสมปนเปกับความหงุดหงิดที่ตีรวนจนรู้สึกคลื่นไส้ 

นั่นคืออาการที่ทำให้ฉันจำเป็นต้องมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ

สำหรับฉัน ซันก็ยังคงเป็นน้องสาวที่น่ารักเสมอ

ฉันรู้ว่าฉันรักพี่หวานมาก จนไม่สามารถมองใครได้อีก

ซันเองก็รู้ดีเช่นกัน

ฉันหวังว่าในสายตาของซัน ฉันจะไม่ใช่พี่สาวที่เลวร้ายจนเกินไป

ดูเหมือนซันจะพยายามตัดใจและเริ่มลองมองคนอื่นแล้วหละ

ถ้าน้องไม่ได้โกหกฉันน่ะนะ



โอเค

น้องพูดไม่จริง.













SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments