t ;
22:01
คืนนี้ฉันตัดสินใจไม่นอนบ้าน แต่หนีมานอนโรงแรมแทน ใจจริงก็ไม่ได้อยากนอนหรอก แต่ก็ไม่รู้สิ ฉันชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าฉันเกลียดบ้านขนาดไหนถึงต้องหนีมานอนโรงแรม 

เย็นวันนี้ แม่ชวนฉันไปซื้อของในเมือง แต่ความที่แม่หัวโบราณมาก จึงติเรื่องการเเต่งตัวของฉัน เดิมทีฉันรู้สึกไม่ดีกับรูปร่างและหุ่นของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งมีคนมาวิจารณ์มันทำให้ฉันรู้สึกแย่เข้าไปอีก ฉันบอกแม่ว่า ฉันไม่ไปก็ได้นะ เพราะยังไงมันก็แค่การไปซื้อของเท่านั้นเอง หลังจากนั้น พอเราถึงซุปเปอร์มาร์ทที่จะซื้อของ แม่ก็โวยวายใส่น้องเรื่องการแต่งตัวของน้องเพราะทางร้านไม่ให้ใส่เสื้อแจ็คเก็ตเข้า แต่ด้วยความที่น้องฉันไม่รู้ น้องเลยสวมมันออกจากบ้าน แม่บ่นว่าแล้วจะเข้าไปกันยังไง แล้วก็พาลหันมาวิจารณ์การแต่งตัวของฉันต่อ 

ฉันเริ่มไม่สบอารมณ์เลยบอกน้องว่าขอไปรอที่ร้านอาหารใกล้ แต่ด้วยความที่น้องเองก็ไม่ได้ชอบ ฉันสักเท่าไหร่ น้องเลยบอกให้ฉันนั่งวินไป แน่นอนว่าฉันคงไม่คิดจะรบกวนอะไรคนอื่นเป็นครั้งที่สองแน่ ฉันเดินออกมา แล้วพยายามหาวินมอเตอร์ไซต์ แต่มันไม่มี ตอนแรกฉันว่าฉันจะเดินไปเอง แต่อยู่ๆน้องก็โทรมาบอกว่าจะไปส่งให้ ฉันเลยโอเค 

แม้ฉันจะรู้อยู่เต็มอกว่านั่นไม่ใช่ความสมัครใจ
ฉันมาในฐานะ ภาระ ของคนอื่นอีกแล้ว 
...
ฉันเข้าไปในร้านอาหารด้วยความมั่นใจ ถึงแม้ว่าแม่จะต่อว่าฉันเรื่องการแต่งตัว แต่สำหรับฉันการที่ฉันมั่นใจที่จะใส่เสื้อผ้ายังไงก็ได้บนร่างกายตัวเองนั้น ย่อมเรียกว่า การมีอิสระอย่างหนึ่ง 

ฉันสั่ง ชาเขียวโกโก้หนึ่งแก้วกับสเต็ก แล้วก็นั่งกินไปเรื่อยๆ ช้าๆ ราวกับความสุขมันช่างยาวนาน ไม่มีคนอื่น มีแค่ฉัน ต่อให้เก้าอี้ข้างหน้าจะว่าง แต่ฉันก็ยังคงยิ้ม และรู้สึกดี ยิ่งไปกว่านั้นอาหารร้านนี้อร่อยมาก แต่แล้วฉันก็เริ่มคิดว่าฉันจะกลับบ้านทำไม ถ้าที่นี่มันดีกว่า มันเป็นแค่ความคิดชั่วครู่ แต่ใครจะรู้ว่าฉันจะบ้าพอที่จะทำจริงๆ

ฉันอายุ 21 ปี ฉันคิดว่านั่นก็มากพอแล้วที่จะได้ทำในสิ่งที่ใครหลายคนทำ ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปต่างประเทศ ไปดูหนังกับแฟน เรียนทำอาหาร เรียนภาษา ทำอะไรใหม่ๆ มากกว่านั่งอยู่ในห้องนอน เพื่อนๆของฉันกำลังเรียนมหาลัย 

แต่ฉัน...

ฉันอยู่ในห้องแคบๆมาสี่ปี และมันควรจะพอแล้วหรือป่าว ฉันได้แต่คิด ... 

ตอนนี้ฉันไม่อยากเจอหน้าแม่ ฉันโทรไปขอแม่ว่าฉันอยากนอนโรงแรม ฉันไม่อยากกลับบ้าน แน่นอนว่าแม่ค้านหัวชนฝาว่า ไม่ได้ ยังไงก็ต้องกลับ ถ้าจ่ายเงินแล้วก็ช่างมัน แต่ต้องกลับบ้าน 

ฉันรู้อยู่แล้ว ... ว่าคำตอบของแม่จะเป็นแบบไหน 

มีวิธีเดียวที่จะทำให้ฉันไม่ต้องกลับบ้านคือ โทรหาพ่อ ฉันต้องคุยกับพ่อเท่านั้น พ่อคนเดียวที่พอจะคุยด้วยเหตุผลได้บ้าง แต่พ่อก็ไม่ได้อนุญาตทันทีหรอกนะ แต่พอฟังเหตุผล พ่อก็ตกลง 

ฉันไม่ได้ดีใจ ฉันแค่...โล่งใจ 

มันเหงาและมันก็เศร้า 
การทำแบบนี้ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัว ฉันที่พร่ำบอกตัวเองว่ารักคนอื่นนั้น จริงๆแล้วมันไม่จริงเลย 

ฉันรักตัวฉันเองที่สุด 

ฉันกรีดข้อมือเพื่อทำให้ตัวเองไม่เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไม่ได้ ฉันทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง 

ฉันทิ้งยา เพราะมันทำให้ฉันคลื่นไส้จนจะอาเจียนทั้งๆที่ไม่ควรทำ 

ฉันบอกว่าเหนื่อย ทั้งๆที่วันๆฉันเอาแต่กินขนมและกลิ้งไปมา 

ฉันไปคาเฟ่ทุกวัน เพราะสบายใจที่ได้กินขนมอร่อยๆ ทั้งๆที่ทุกคนทำงาน 

ใช่ ฉันเห็นแก่ตัว ฉันเป็นภาระ 
ฉันรู้ตัวเองดี 
ฉันรู้ตัวเองดีที่สุด 

แม่เคยฉันว่าฉันมีดีเเค่เรียนเก่ง 
แต่ตอนนี้ฉันเรียนไม่ได้อีกแล้ว นั้นเท่ากับว่า
ฉันไม่เหลืออะไรดีอีกแล้ว 

ฉันหัวดีมาตลอด แต่พอกินยาหลายๆปี ฉันกลับกลายเป็นคนที่ลืมง่าย เข้าใจยาก ขี้เกียจ 
ฉันเล่นกีฬาได้ดี แต่ตอนนี้น้ำหนักฉันขึ้นยี่สิบกิโล ฉันวิ่งไม่รอดด้วยซ้ำ 
ฉันเคยหน้าใสจนคนชอบทัก แต่ตอนนี้ฉันมีสิวเต็มหน้าเพราะยาที่หมอเปลี่ยนให้ 

ราวกับฉันไม่เหลืออะไรเลยในตอนนี้ 
ฉันไม่แม้แต่อยากออกจากบ้าน เพราะฉันรู้ว่าจะมีคนถามมากมายว่าทำไม เด็กอย่างฉันถึงล้มเหลวขนาดนี้ 

พ่อกับแม่เก็บความลับไม่บอกให้คนอื่นรู้ว่าฉันเป็นโรคทางจิตเวช ฉันคิดว่าฉันเข้าใจนะ แต่ลึกๆแล้ว ถ้าพวกเขายอมรับและปกป้องฉันสักนิด ฉันคงรู้สึกดีกว่านี้ 

ฉันเกลียดตัวเอง ในขณะเดียวกันก็รักตัวเองไปด้วย 

จะมีคนรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันบ้างมั้ยนะ 

นี่...คนปกติน่ะ ตอนอยู่คนเดียวมันเศร้ามากมั้ย
แล้วทำไม...ฉันถึงถูกเลือกให้เป็นคนที่เศร้ามากงั้นหรอ 

ความรู้สึกฉันตอนนี้มันเหมือนกับว่าฉันกำลังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา
ร้องไห้ใส่ในแก้วที่ก้นมันแตกและไม่มีวันเต็ม
...


ฝันดี 
เอริกา
SHARE
Writer
sadderica
diary and semicolon
หมีสองขั้วกับบันทึกที่ต้องเขียน

Comments