หญิงสาวผู้ถูกลืม
วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งให้พวกเธออ่าน
       มีหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั้นเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง เธอนั้นเป็นเด็กหัวดีคนหนึ่ง ในวัยเด็กเธอก็เป็นเด็กร่าเริงคนหนึ่ง เธอวิ่งเล่น เล่นสนุกดั่งใจนึก แต่แล้วความสดใสนั้นก็เริ่มหดหายเจือจางไป แม่ของหญิงสาวเป็นคนเข้มงวด เมื่อเห็นว่าเธอนั้นเริ่มที่จะเข้าใจ สื่อสารด้วยได้แล้ว แม่เธอนั้นจึงเริ่มตีกรอบให้เธอ แม่เธอนั้นจับเธอแต่งตัวในเสื่อผ้าสไตล์ของตัวเอง เธอนั้นหลายต่อหลายครั้งบอกถึงความต้องการของตนที่จะไม่ใส่ เธอนั้นชอบที่จะใส่เสื้อผ้าน่ารัก ๆ เป็นสีสันสดใส กระโปรงฟู่ ๆ ดั่งเจ้าหญิง แต่เธอก็ไม่เคยจะได้ใส่มัน เธอมองเสื้อผ้าเหล่านั้นตาละห้อย ทุกครั้งเมื่อเดินผ่านจะเอื้อมมือไปสัมผัสไปอย่างอดไม่ได้เสียทุกครั้ง แต่เธอนั้นไม่คิดที่จะพูดมันออกไปอีก เธอเพียงเดินผ่านร้านนั้นเพื่อไปอีกร้านหนึ่งที่แม่ของเธอกำลังเลือกชุดให้ ตู้เสื้อผ้าของเธอเต็มไปด้วยเสื่อผ้าเหมือนที่เธอไม่ชอบเลย ไม่มีเลยสักชิ้นที่เธอนั้นชอบ แต่เธอทำได้เพียงจำใจใส่มันไป เพราะเธอมีเพียงเสื้อผ้าพวกนี้ เธอนั้นได้เรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งแต่ทุกเย็นนั้นเธอมักจะอยู่โรงเรียนจนเย็นค่ำ เธอมีเพื่อนเป็นลูกภารโรง เธออยู่จนเป็นเด็กคนสุดท้ายของโรงเรียนที่ยังไม่กลับบ้าน เธอนั่งทำการบ้านที่ศาลาหน้าโรงเรียนทุกวัน ทุกวัน เธอชะเง้อมองรอแม่มารับพร้อมถอนหายใจ แม่เธอนั้นทำงานยุ่งจนไม่มีเวลามารับเธอในเวลาปกติ บางวันถึงกลับเคยลืมเธอไว้ที่โรงเรียนจนเธอต้องขอมือถือยามโทรศัพท์หาแม่ของเธอ เธอนั้นไม่กล้าแม้แต่จะเอ้ยปากบ่น เพราะเธอรู้ดีว่าแม่เหนื่อยในการทำงาน เธอรู้สึกเหมือนเธอเป็นภาระที่แม่ของเธอต้องค่อยดูแล เธอเริ่มเก็บความรู้สึกของตัวเอง เธอยิ้มรับพร้อมบอกว่า 
       "ไม่เป็นไรเลย อยู่โรงเรียนก็ดีมีเพื่อนเล่น นี้เล่นกับเพื่อนจนเพลินเลย"
     วันหยุดเสาร์อาทิตย์เธอก็ต้องนั่งกินข้าวดูทีวีไปพร้อม ๆ กันคนเดียว เธอนั่งเหม่อมองมัน เหมือนมันเป็นเพื่อนคนเดียวของเธอในตอนนี้ เวลาผ่านไปเกือนเดือนพ่อของเธอก็จะได้กลับมาบ้าน เธอดีใจทุกครั้งเพราะพ่อของเธอนั้นมักจะชื้อของฝากมาให้ แต่ไม่ได้คุยกันมากนั้น พ่อก็ต้องรีบเข้านอนพักผ่อน ช่วงแรกเธอมีความสุขกับของฝาก แต่พอผ่านไปเธอนั้นกลับไม่ได้รู้สึกดีกับของฝากนั้นแล้ว เธออยากอยู่กับพ่อให้นานกว่านี้ เธอเหงาเหลือเกิน...

      หญิงสาวเริ่มโตขึ้น พ่อของเธอก็เริ่มแก่ขึ้นเช่นกัน พ่อของเธอเริ่มที่จะเดินทางไปมาไม่ไหวจึงเริ่มที่จะย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ่อของเธอมีฐานะการงานที่ดีขึ้น แม่ของเธอก็ย้ายมาด้วย เธอนั้นดีใจมากที่แม่ของเธอเลือกที่จะอยู่บ้าน ไม่ต้องไปทำงานแล้ว เธอนั้นจะไม่เหงาแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานแม่ของเธอก็กลับไปทำงานที่บ้านเดินเพราะยังเคลียรงานไม่เสร็จดี กลายเป็นว่าเธอนั้นต้องอยู่บ้านกับพ่อ พ่อของเธอจะพาเธอไปโรงเรียนทุกวัน ระหว่างการเดินทางเธอจะเริ่มชวนพ่อคุยต่าง ๆ แต่ก็ชอบถูกขัดด้วยโทรศัพท์ของพ่อ เธอทำได้เพียงเก็บคำพูดทุกอย่างกลืนลงไป แม้แต่เสียงของวิทยุก็หายไปด้วย ตกเย็นก็จะนั่งรอพ่อมารับจนเย็น โรงเรียนโล่ง เด็กบางตาในทุก ๆ วัน เธอเริ่มรู้ได้ว่าต่อให้ย้ายไปที่ไหน มันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่เธอนั้นคิดฮึดตัวเอง
     "ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็มีเพื่อน ไม่เหงาแล้วแหละ" เธอนั้นมีเพื่อนสนิท แต่ในวัยประถมเพื่อนนั้นช่างแสนเปราะบาง สามารถทะเลาะกันด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผล เธอนั้นเสียใจหนักมาก เธอร้องไห้บนรถ เธอบอกเธอไม่อยากไปเรียนพิเศษเลย เธอเสียใจมาก พ่อพาเธอกลับบ้าน เล่าเรื่องราวให้แม่ฟัง แต่แม่ตอบกลับมาว่า 
"บ้าหรือเปล่า กับอีแค่ทะเลาะกับเพื่อนเนี่ยนะจะไม่ไปเรียนพิเศษ                       อย่าปัญญาอ่อนหน่อยเลย***(ชื่อของเธอ)"เธอตัวนิ่งแข็งถื่อทันที น้ำตาเริ่มไหลลงมาอีกครั้ง เหตุผลไม่ใช่เพราะเพื่อนของเธอ แต่เป็นแม่ของเธอเอง ทุกคนว่าวันนั้นเธอต้องไปเรียนพิเศษไหม ? 
    เธอไป เธอไปพร้อมคราบน้ำตาบนแก้ม เธอนั้นเหมือนหัวใจสลาย แม้แต่ครอบครัวของเธอก็ไม่เคยคิดที่จะปลอบใจเธอสักครั้ง พวกเขาผลักไส้ให้เธอเติบโต จิตใจเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ แต่เธอนั้นกลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นพร้อมจะพังทลายในทุกเวลา เธอนั้นมีคำถามมากมาย เธออยากรู้ว่าทำไมต้องค่อยแต่ทำตัวเข้มแข็ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เธอต้องการแค่คนปลอบใจ คนค่อยถามว่าเธอรู้สึกอย่างไร มีอะไรจะระบายไหม เธอต้องการอ้อมกอดของคนเป็นพ่อแม่กอดปลอบเธอด้วยความรัก เธอนั้นทำตัวไม่ดีตรงไหนถึงไม่ได้ความใส่ใจ ความรักจากพ่อแม่ เธอนั้นพยายามทำทุกอย่าง เธอสอบได้เกรดสี่ทุกวิชา เธอเป็นหัวหน้าห้อง เธอได้ที่หนึ่งของห้อง เธอเป็นตัวแทนประกวดมารยาท เธอเป็นคนถือพานของห้อง เธอเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน เธอเป็นตัวแทนนักกีฬาจังหวัด เธอไม่ดื้อไม่ซน เธอยอมรับในทุก ๆ อย่าง เธอเข้าใจพ่อแม่ เธอเรียนทุกอย่างที่พ่อแม่อยากให้เรียน เธอทำดีที่สุดแล้วแต่ทำไมสิ่งที่เธอต้องการที่สุดถึงไม่ได้มันมา เธอต้องการสิ่งนั้น เธอต้องการความรักของพ่อแม่

       ใจของเธอเริ่มชินชา เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองนั้นเริ่มเปลี่ยนสีไป จากสีที่เคยสดใสสีชมพูน่ารัก ตอนนี้มันกลับเป็นเหมือนสีฟ้าครอมครึมเมฆหนาในใจที่พร้อมจะฝนตกในทุกเวลา รอยยิ้มที่มักจะมีประดับหน้า ตอนนี้เหลือเพียงริบฝีปากเป็นขีดเรียบ เธอกลายเป็นหน้านิ่ง เธอเฉยชากับทุกสิ่ง เธอมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยแววตาว่างเปล่า เธอเริ่มไม่ดีใจเมื่อตัวเองได้เกรดที่ดีเยี่ยม เธอเริ่มไม่ดีใจที่ได้คำชมเล็กน้อยและเงินสำหรับการเรียนได้เกรดที่ดี เธอนั้นชอบที่จะได้สิ่งของมาใช้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ เธอเริ่มจะไม่ให้ใบเกรดทันที่ที่ได้รับกับพ่อแม่เหมือนเมื่อก่อน เธอรอให้พวกเขาถามถึง ถึงจะนำมาให้ นานวันเข้า พ่อแม่ของเธอก็ไม่ตามหาใบเกรดของเธอแล้ว เธอนั้นจะนำใบเกรดไปให้เมื่อเธอนั้นต้องการเงินไปชื้ออะไรสักอย่าง สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเธอกับพ่อแม่ของเธอนั้นมันคือ เงิน เธอมองพ่อแม่เป็นเหมือนที่ผลิตเงินของเธอ ไม่ร้องขอในความรัก ความใส่ใจ ความอบอุ่นของเขาอีกต่อไป เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าตื่นมาจะมีใครอยู่บ้านหรือไม่ เธอสนใจเพียงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าว ว่ามันมีมากพอให้เธอชื้อข้าวกินหรือไม่
      เธอเริ่มคิดที่จะไปไกล ๆ ไปไหนก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่ที่นี้ เธอนั้นปิดเทอม เธออยู่บ้านคนเดียวทุกวัน อยู่กับคนแปลกหน้ายังสบายใจว่าอยู่กับครอบครัว เธอเลือกที่จะใช้ช่วงเวลาปิดเทอมไปอยู่ต่างประเทศ เธอนำข้อมูลต่าง ๆ ไปนำเสนอพ่อแม่ว่าเธอนั้นจะไปฝึกภาษา ไปอยู่กับชาวต่างชาติ ราคาเท่านี้นะ พ่อแม่ของเธอก็อนุมัติ เธอเก็บกระเป๋าเอง จดของที่ต้องใช้ เธอแพคกระเป๋าพร้อมออกเดินทาง เธอรู้สึกเหมือนได้ตัดสินใจ ได้ทำตามใจของตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาคอยตีกรอบเป็นครั้งแรก เธอรู้สึกเป็นอิสระ เธอติดใจในการไปใช้ชีวิตอยู่ในที่ ๆ ไม่มีใครรู้จักเธอ เธอชอบอยู่กับผู้คนใหม่ ๆ เธอรู้จักคนมากมาย เธอไปอยู่ต่างประเทศหนึ่งปีแต่พูดคุยกับพ่อแม่แค่เพียงตอนขอเงิน เธอได้พบเจอกับครอบครัวใหม่ โฮสของเธอ โฮสของเธอให้ความอบอุ่นเธอ ค่อยสอบถามว่าเธอเป็นอย่างไร ค่อยรับฟังเธอ ไม่ตีกรอบเธอ เธอรู้สึกเหมือนหัวใจได้เติบเต็ม เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอเหมือนได้คนค่อยให้กำลังใจเธออยู่ข้างหลัง เธอกลับมายังประเทศของเธอ เก็บมายังครอบครัว เธอเริ่มมองหาความรัก ความอบอุ่นจากคนอื่นที่ไม่ใช่ครอบครัว

       เธอนั้นมีเพื่อนมากมายจากหลาย ๆ ที่ ทั้งโรงเรียนเก่า ที่เรียนพิเศษแต่ละที่ ต่างประเทศ ที่เจอที่สนามบิน เธอเป็นคนชอบมีเพื่อนเยอะ ๆ อยากคุยกับคนหลาย ๆ สไตล์ เธอชอบที่จะฟังแนวคิดของเขา หรือบางทีอาจเป็นเพราะเธอเหงาเกินไป เธอมักจะทำนู่นทำนี่ ไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง เพราะถ้าเธอว่างเธอจะเหงาขึ้นได้ แต่แปลกจัง ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อน คนรู้จักตั้งมากมายแต่ทำเธอเหมือนเธอมีเพื่อนจริง ๆ น้อยนิดนัก น้อยเสียจนเธอไม่รู้จะชวนใครไปไหนมาไหนเป็นเพื่อนดี เธอพยายามชวนทุกคนที่เธอคิดว่าสนิท เธอได้รับคำปฎิเสธเรื่อยมา จนเธอเริ่มตัดสินใจไปไหนมาไหนคนเดียว เธอไม่รู้จะไปพึ่งพาใครอีกแล้ว คนรู้ใจเธอก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ อีกแล้ว เธอเปิดไอจีดูสตอรี่ของเพื่อน ๆ เหมือนทุก ๆ วันแต่วันนี้เธอถึงกลับรู้สึกว่างเปล่าที่หัวใจอีกครั้ง หลังจากรู้สึกดีขึ้นมามากแล้ว เธอเห็นสตอรี่ที่เพื่อนของเธอนั้นนัดรวมตัวกับกินอาหารที่ร้านหนึ่ง ทุกคนในรูปเธอนั้นรู้จักดี นั้นเป็นกลุ่มของเธอ เธออยู่ในกลุ่มนั้น... ทุกคนในกลุ่มไปกันวันนี้ แต่เธอนั้นยังอยู่ที่นี้ ที่บ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่คำชวน ฮ่า ๆ เธอขำให้กับตัวเอง เธอเข้าใจถึงเหตุผลทุกเหตุผลเสมอ เธอเข้าใจทุกอย่าง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย
    "มึงนี้คนผู้ถูกลืม 555"       หญิงสาวมองข้อความที่เพื่อนส่งมาหลังจากพิมพ์ข้อความระบายความในใจไปเกือบครึ่งหน้าแชท หญิงสาวยิ้มขึ้นมาแต่นัยน์ตานั้นไม่ได้ยิ้มด้วยเลย ตาของเธอเศร้าสร้อย อ้างว้าง ไม่นานน้ำใส ๆ ก็ทะลักออกมา ใคร ๆ ก็ต่างลืมเรา จนมีหลายครั้งที่หญิงสาวจากจะหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่เธอนั้นก็กลัวเหลือเกินว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นได้จากไปแล้ว เธอคิดเรื่องสัญญาพินัยกรรม พอเริ่มคิดไปมาก็รู้ว่าความจริงแล้วเธอนั้นไม่ได้ต้องการที่จะจากไปไหน เธอแค่ต้องการคนที่เห็นเธอ เห็นว่าเธออยู่ตรงนี้ เธอต้องการคนที่ต้องการเธอ เธอมีความฝันที่อยากจะแต่งงาน เธออยากมีคนรัก เธออยากมีใครสักคนที่อยู่ด้วยกันไปตลอด ไม่ว่าหันไปเมื่อไหร่ก็เจอ เธอหวังว่าวันนั้นเธอจะเจอ และเธอสัญญากับตัวเองว่าในอนาคต เธอจะเป็นแม่ที่ให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ ให้ลูกของเธอเสมอ ครอบครัวในอนาคตของเธอจะไม่เป็นเหมือนกับครอบครัวเธอ 
     ความรัก ความเอาใจใส่ จากครอบครัว เพื่อน คนรัก อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ของสังคม แต่มีกี่คนแล้วที่ต้องทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ เราอยากให้พวกเธอทุกคนใส่ใจคนใกล้ตัว ดูแลซึ่งกันและกัน ให้ความรัก อย่าลืมพวกเขา เดินไปด้วยกันนะ เมื่อเห็นพวกเขาทุกข์ใจอย่าลืมที่จะซักถาม แสดงความเป็นห่วง นัดเจอเพื่อให้เขาออกมาจากเหวลึกแห่งความโดดเดียว
"เป็นไงบ้าง"
"มีเรื่องทุกข์ใจอะไรหรือเปล่า เล่าได้นะ"
"แกโอเคไหม"
"แกยังมีเราอยู่นะ"
"แก ว่างไหม ไปเที่ยวกัน"
"มาเจอกันหน่อยดิ ไม่เจอกันมานานแล้วนะเว้ย"
     พวกเธอไม่รู้หรอกว่าคำพูดแค่นี้ของพวกเธอจะมีความหมายต่อคน ๆ หนึ่งขนาดไหน อาจจะช่วยให้เขามีชีวิตต่อได้ ช่วยให้เขารู้สึกอบอุ่นที่หัวใจมากขึ้น ให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้ถูกลืมนะ ไม่ได้ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังนะ ถ้ารู้ว่าตัวเองนั้นละเลยใคร ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะหันกับมาใส่ใจพวกเขานะ มนุษย์ต้องการความรัก ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าลืมที่แสดงออกถึงความรักนั้น 
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตอนนี้ ใครที่หว่าเว้ รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เอางี้ไหม       มาคุยกัน เราจะทิ้งไอจีรูปภาพของเราเอาไว้ ทักมาคุยกันได้นะ เราจะเป็นเพื่อนเธอเอง! แกไม่ได้โดดเดียวอีกต่อไปแล้วนะ :-)
IMAGE SUTHITA - เข้าใจ ลองฟังเพลงนี้ดูนะ 

รักพวกเธอนะ ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี อย่าอายที่จะบอกรัก อย่าอายที่จะบอกเขาว่าเขาพิเศษสำหรับเราขนาดไหน ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องหนุ่มสาว ความรักมีอยู่ในทุก ๆ สิ่ง แม้แต่สิ่งของไม่มีชีวิต ก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ดูแล 
มีความสุขมาก ๆ นะ
เธอยิ้มแล้วโลกสดใส แล้วเราก็อยากมีโลกที่สดใสทุกวันเลยย 
แล้วพบกันใหม่ บ้ายบายย :~P

ig : feelingofi
มาพูดคุย ชมรูปภาพของเราได้นะ! (เราเหงา ;-;) ♡
SHARE
Written in this book
Please happy◡̈
🌻My story💫
Writer
chxrryy
writer of feeling
ig : feelingofi

Comments