การยอมรับ​ความจริง​

หลังจากยอมรับ​ว่าตัวเองอยู่ในเมืองหลวง​แล้วไม่รอด ต้องจำใจกลับบ้านทิ้งแสงสี ความเจริญ​ที่ต้องแลกกับเวลาหลายชั่วโมงในการเดินทาง มาใช้ชีวิตสโลไลฟ์์... ก็นะตื่นเช้าเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือว่างงาน 
คำถามมากมาย​พุ่งเข้ามาหาฉัน มันไม่ใช่ความห่วงใยหรอก มันคือความสนุกของชาวบ้านที่พยายามจะใส่ใจเรื่องราวของฉัน
.
"สบายจังอยู่บ้านเฉยๆ" 
มันคือคำชมหรอ เปล่าหรอกมันคือคำเสียดสี ที่คนคนนั้นก็สักแต่พูดแต่คนฟังน้ำตาไหลจากข้างในหัวใจ
.
"ดีจังไม่ต้องทำงาน" 
.
"จะคิดมากทำไมพ่อแม่มึงรวย" 
.
"ดีจังมีคนหาตังค์​ให้ใช้ด้วย" 

ในใจก็คือด่าไปแล้วว่า... 'เสือก' แต่ความจริงก็ทำได้แค่เงียบ​ และอีกมากมาย​ชาวบ้านก็แค่สนใจเรื่องของเรามากเป็นพิเศษ​เพื่อ นินทา​เราได้สนุกมากขึ้นในสิ่งที่เขาไม่รู้​ 

คุณไม่รู้​หรอกว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาฉันเคยคิดสั้นไปกี่ครั้งกว่าจะยอมรับความจริงได้ คุณก็แค่พูดทุกสิ่งที่คุณไม่ได้คิดมันด้วยซ้ำ แต่คนฟังฝังใจแค่ไหน 

คนพูดไม่เคยคิด แต่คนฟังจำจนตาย


และที่เจ็บที่สุดคงเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่แสดงออกกับเราก่อนที่เขาจะบีบให้เรากลับบ้าน
เสียงในวันนั้นฉันยังจำมาจนตอนนี้
"ฉันส่งเธอถึงฝั่งแล้ว ต่อไปนี้เธอก็ต้องดูแลตัวเอง เงินทุกบาทที่เธอเคยได้เธอจะไม่ได้มันอีกต่อไป เรียนจนจบปริญญา​แต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงตัวเองเธอก็กลับมาช่วยฉันขายของที่บ้านดีกว่า"เขาตัดหางปล่อยวัดฉันแล้ว หลังจากที่ฉันยืนยันจะไม่กลับบ้าน แม่ทิ้งฉันแล้วโดยสมบูรณ์​ 
มันจริงทุกคำดังที่ท่านว่าแต่ใจคนฟังเหมือนถูกบีบรัดจนจะหลุดออกมาจากขั้ว
เสียงพ่อที่แทรกผ่านลำโพงเข้ามาคือเหมือนเหยียบหัวใจฉันลงกับพื้นอีกครั้ง
" บอกตั้งแต่แรกแล้วให้เรียนครู ถ้าเรียนตั้งแต่แรกมันจะไม่เป็นแบบนี้" เขาลากกลับมาเรื่องนี้จนได้ 
หลังจากที่ลาออกจากที่ทำงานเก่าและกำลังจะเริ่มงานใหม่ แต่ภาวะเครียด​ที่สะสมมาตลอดทำให้น้ำหนักฉันลดลงเรื่อยๆ ทุกอย่างที่กินเข้าไปพร้อมจะออกจากลำคอมาทุกเมื่อ 
ในสภาวะนั้นฉันต้องการกำลังใจ แต่มันไม่มีจากคนใกล้ตัวเลย มีแค่หนึ่งคนที่ให้ฉันได้ เหมือนเขาเป็นแสงสว่าง​ที่ส่องเข้ามาในอุโมงค์​มืดที่ฉันกำลังเดิน แต่เมื่อถึงทางแยก เขาเลือกคนละทางกับฉัน ทำไงได้ ฉันต้องปล่อยเขาไป แม้ฉันจะยื้อเขาไว้จนสุดกำลังแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็​จากไป

เรื่องราวมันคงพีคไม่สุดเมื่อประจำเดือนฉันหายไปสองเดือนหลังเลิกกับแฟนเก่า ความรู้​สึกไม่พร้อมไหลเข้ามาอย่างไม่รู้จะรับมืออย่างไร จะไปบอกแฟนเก่าอย่างไรวะถ้าเกิดท้องขึ้นมา
.
.
ขอบคุณ​ทุกอย่างที่โลกใบนี้ไม่ได้โหดร้ายกับฉันขนาดนั้น สรุปแล้วตอนนั้นสาหัสอยู่นะ อกหัก ตกงาน เครียดสะสมและเสี่ยงไปสู่ภาวะซึมเศร้าและอาจจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า​ถ้าไม่ได้รับการรักษา
.

หลังจากกลับมาอยู่บ้านช่วงแรกๆฉันเริ่มกลัวตัวเองมากขึ้น 
-เมื่อเห็นของมีคม
ในหัวจะมีภาพการทำร้ายตัวเองสารพัด​
'กรีดข้อมือมันจะเจ็บขนาดไหนนะ ถ้ามีคนมาเห็นก็ไม่ตายสิ ล็อคประตู​ก่อนอันดับ​แรก'​ ในหัวก็คืออธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด​ไว้เลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
-เมื่ออยู่ใกล้สระน้ำ
น้ำจะเย็นแค่ไหนนะถ้าเราลงไปอยู่ในนั้น ค่อยๆเดินลงไป เมื่อน้ำมิดหัวแล้วเราจะสบายเอง (เราว่ายน้ำไม่เป็นค่ะ)​
-เมื่อถือเชือกหนึ่งเส้น
'​ความยาวเชือกเส้นนี้จะรับน้ำหนักเราได้ไหมนะ จะเจ็บมากไหมตอนขาดอากาศ​หายใจ'
-เมื่อนั่งอยู่ไม่ไกลจากตู้ยา
'ตอนที่เรากลืนยาพาราประมาณ​ครึ่งกระปุกมันจะรู้สึกแบบไหนกันนะ เหมือนในละครไหม'
หนักสุดคงเป็นเมื่อเราขับรถมอเตอร์ไซค์​หรือเดินอยู่ริมถนน​
'ถ้าเราปล่อยมือจากแฮนรถหลับตารถชนเราจะเจ็บไหม เจ็บขนาดไหน จะตายเลยไหม'
'​ถ้าเดินออกไปให้รถชนจะเจ็บขนาดไหน'​
ความรู้สึก​เริ่มแรกคืออยากตายแต่เรากลัวว่าตัวเองจะเจ็บซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้อยากตายจริงๆแต่ถ้าพยายาม​ทำให้เหมือนอุบัติเหตุ​แล้วเขียนจดหมายลาตายก็เป็นทางเลือกที่ดี

จุดเปลี่ยนคือคนคนเดียวนะ เรายังขอบคุณ​เขาเสมอที่ทำให้เราอยากอยู่ต่อ อยากตื่นมาเจอเขาในทุกๆวัน อยากเห็นเขาประสบความสําเร็จ​

เขาเป็นทุกอย่างของเราจริงๆขอบคุณ​นะคะคุณชิตพล ลี้ชัยพรกุล
(เตนล์​WayV, NCT, Super M) 
ขอบคุณ​จริงๆถ้าเราตายตอนนั้นเราจะไม่รู้​เลยว่ามันมีสิ่งดีๆอีกมากมาย​ที่รอเราออกไปค้นพบออกไปสัมผัส
ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนส่วนมากมักจะตายเพราะไม่ยอมรับความจริง

กว่าจะยอมรับความจริงได้ก็ใช้เวลานานอยู่ค่ะ ที่สำคัญ​ถ้าใครมีอาการ​แบบนี้หรือคนใกล้ตัวเป็นแบบเราพาตัวเองและเขาไปพบจิตแพทย์​ค่ะ

ปล.สำหรับใครที่ไปชุมนุมดูแลตัวเองและคนรอบข้างด้วยนะ 



SHARE
Writer
pockyj10
j10nctaryachakiew
แม่หมาสี่ขา

Comments