ผลิบาน
นี่คือเรื่องราวของผู้หญิงสองคน ที่บังเอิญพบกันในฤดูฝน

น่าประหลาดใจเพียงใด ที่การบังเอิญพบกันเพียงครั้งเดียว กลับสร้างสายใยบางๆ ที่เชื่อมเราไว้ให้ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

มันเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งในฤดูหนาว ที่ฉันไม่ได้เตรียมใจให้พร้อมกับการตกหลุมรัก

ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนในคำทำนาย 

มีพี่คนหนึ่งพูดไว้ว่า คนที่อกหักมาตลอดเวลายี่สิบสี่ปีของชีวิตอย่างฉัน กำลังจะสมหวังในความรักก่อนสิ้นปี 2019 กับผู้หญิงคนหนึ่งที่แอบปลื้มฉันอยู่

ฉันไม่ชอบการดูหมอ ฉันไม่ได้จ่ายเงินให้แม่หมอไปสักบาท 

เราเป็นแค่คนรู้จักกัน

ส่วนเธอคนนั้น ก็ดูไม่เห็นเหมือนคำบรรยายของแม่หมอเลย

แต่ช่างเถอะ ฉันหลงเสน่ห์เธอตั้งแต่วันนั้นแล้วหละ

ฉันมองหาคนที่เหมือนกัน แล้วในช่วงเริ่มแรกของการทำความรู้จักกัน ฉันก็รู้สึกไปเองว่าเราช่างเหมือนกันเสียนี่กระไร

เริ่มตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นผู้หญิง สุภาพ เรียบร้อย อ่อนหวาน ดูคล้ายกัน

รสนิยมในการฟังเพลง ความชอบด้านการเขียน การทำอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

เธอเป็นหมอ ส่วนฉันเป็นนักจิตวิทยา

มันเป็นสาขาวิชาที่เราต่างสนใจในศาสตร์ที่อีกคนศึกษาอยู่ 

และสองศาสตร์นี้ก็เติมเต็มกันและกันอย่างพอดี คนหนึ่งรักษาร่างกาย อีกคนรักษาจิตใจ

เธอบอกว่าเธอชอบบรรยากาศเวลาอยู่กับฉัน

ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบได้พูดคุย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันกลับพบว่าเราแตกต่างกันเสียเหลือเกิน

ตั้งแต่ภูมิลำเนา จังหวัดที่เราอยู่ สภาพแวดล้อมที่เราเติบโตมา วิธีการเลี้ยงดู ยิ่งเรื่องบุคลิกนิสัยใจคอ ลึกๆ แล้ว เราน่ะแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกันด้วยซ้ำ

ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเคร่งขรึมของเธอ คือความสนุกสนานร่าเริง มีความสุขกับการใช้ชีวิต และรักการผจญภัย

ส่วนภายนอกที่แสนจะสว่างสดใสของฉัน กลับเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มความเศร้าโศก เจ็บปวด และปัญหาสุขภาพจิตมากมายที่ยังอยู่ระหว่างการเยียวยา

การได้เจอกันเพียงเดือนละครั้งสองครั้ง ที่ฉันมองว่ามันแสนจะน้อย ยังถูกซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อเธอไม่สามารถเดินทางมาหาฉันได้เลยเนื่องจากปัญหาโรคระบาด

ฤดูร้อนของเราเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและหยดน้ำตา จากปัญหา ความไม่เข้าใจ และคำบอกเลิกจากฝั่งฉัน กว่าเราจะกลับมาดีกันได้เหมือนเดิม วันเวลาก็ผ่านไปจนฤดูฝนเข้ามาทักทายอีกครั้ง

ในวันเกิดปีที่ยี่สิบห้าของฉันเมื่อปลายเดือนก่อน

ฉันบอกเธอว่าเราจะเรียกกันว่า "แฟน" ก็ได้นะ

แค่อยากจะบอกเธอว่า ไม่ว่าครอบครัวของเธอจะว่ายังไง ฉันก็จะไม่ปล่อยมือจากเธอหรอก

คำนี้ฉันยกให้เธอแล้ว

แต่ชีวิตไม่เคยง่าย

จิตใจที่ยังเปราะบาง ถูกอะไรกระทบนิดเดียวก็พร้อมจะสั่นคลอน โอนอ่อนไปตามพายุอารมณ์

เธอเองก็ยังก้าวข้ามโจทย์ของการเปิดเผยรสนิยมทางเพศให้ครอบครัวรู้ได้ไม่เต็มร้อย

ฉันเองก็เริ่มท้อใจ กับความคาดหวังของตัวเอง 

ความกลัวจะผิดหวังในตัวเธอ

ความเครียดจากทั้งการเรียน การงาน และปัญหาสังคม ก็รุมเร้าประดังประเด

คนอื่นที่พยายามจะเข้ามาในชีวิตฉัน ก็ยังมีเข้ามาพร้อมๆ กันอีกถึงสองคน

คนหนึ่งจะให้สิ่งที่เธอให้ไม่ได้ นั่นคือการคบกันอย่างเปิดเผย

ส่วนอีกคนก็ให้ความรู้สึกที่เธอไม่อาจเติมเต็ม

นั่นคือความรู้สึกของการเป็นผู้ใหญ่ การได้เป็นที่พึ่งพิง และประสบการณ์ร่วมของการเผชิญความเจ็บปวดอันลึกล้ำ ซึ่งคนที่มีสุขภาพจิตแข็งแรงดีอย่างเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัส

และทั้งสองคนนั้น ก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องระยะทางอย่างว่าที่แฟนของฉัน

ตอนนั้นฉันเหนื่อยกับทุกอย่างจนถอดใจแล้ว

ฉันคิดปลอบใจตัวเองว่า อีกเดี๋ยวเราก็ได้เจอกันแล้ว บรรยากาศมึนตึงระหว่างกันในช่วงนี้ก็ช่างมันไปก่อนเถอะ ส่วนเธอเองก็ยุ่งๆ กับการลาออกจากโรงพยาบาลที่บ้านเพื่อมาเรียนต่อเฉพาะทางที่นี่ เราเลยไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก

ลึกๆ ในใจ ฉันรู้ดีว่า หากเราสองคนจะต้องรักษาความสัมพันธ์ระยะไกลนี้ต่อไป อีกไม่นานฉันจะหมดแรงแน่ๆ 

โชคยังดีที่โชคชะตาไม่ใจร้ายเกินไปนัก ดูเหมือนแบบทดสอบต่างๆ ในระยะเริ่มต้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

คืนแรกที่เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหลังไม่เจอหน้ากันมาสามเดือน เราก็ยังเก้อเขินกันอยู่ จนคืนที่สอง เริ่มคุ้นเคยกันจนรู้สึกไว้ใจมากพอ เราถึงได้พูดคุยกันเรื่องความรู้สึกในใจ และหลายๆ เรื่องที่เรายังเข้าใจกันไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องสถานะของเรา

"เรื่องที่เค้าบอกแม่แล้วว่าคุยกับคุณอยู่ ตอนนั้นเล่าให้ฟังแล้วคุณเงียบๆ ไป เค้าไม่รู้ว่าคุณเข้าใจตรงกับเค้ามั้ย"

นั่นคือความสงสัยจากเธอ

"ตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วเหรอคะ เค้าไม่รู้ว่าตกลงเราเป็นอะไรกัน"

นั่นคือคำถามจากฉัน

เราคุยกันอยู่นานเลยหละ เรื่องความสัมพันธ์ของเรา

การตกลงคบกันอย่างเป็นทางการของเรา จึงไม่มีฉากบอกรักหวานๆ ไม่มีวิธีการหรือฉากสถานการณ์อันน่ารักน่าเอ็นดูอย่างที่ใครๆ เขาชอบทำกัน

คืนนั้นฉันเห็นน้ำตาของเธอ ฉันได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นจากเธอ แล้วฉันก็ต้องเผชิญกับความเปราะบางในใจตัวเอง เพราะคำพูดของเธอมาสะกิดให้ประตูทำนบน้ำตาอันแน่นหนาของฉันเปิดออก แล้วน้ำตาของฉันก็ไหลไม่หยุด อย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน

เราเช็ดน้ำตาให้กัน เราปลอบโยนกันและกัน

เรารู้อยู่แล้วว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร 

การขอเป็นแฟนของเธอ เลยเป็นเพียงคำพูดแค่สามพยางค์เท่านั้น

"ได้ไหมคะ"

เธอถามขึ้นมาดื้อๆ

"พี่หลอกขอเค้าเป็นแฟนนี่นา"

ฉันบ่นเสียงอู้อี้อยู่ในอ้อมกอดของเธอ

"แล้วได้ไหมคะ"

เธอถามย้ำ น้ำเสียงที่แสนจะเอ็นดูเจือเสียงหัวเราะเหมือนเคย

"อือฮึ... ได้ค่ะ"

นั่นคือคำตอบจากฉัน

มันไม่ใช่ตอนจบของนิยายสักเรื่อง มันไม่ใช่บทแรกของความสัมพันธ์

มันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันอยากจะบันทึกเก็บไว้ก็เท่านั้น

ยังมีอะไรอีกมากที่เราจะต้องจับมือผ่านมันไปด้วยกัน แต่สิ่งที่เราได้ฝ่าฟันร่วมกันมา ก็เป็นบทเรียนที่ยากมิใช่น้อยเลย มันจึงเป็นเสมือนภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้เราผ่านแต่ละปัญหาไปด้วยกันได้ง่ายขึ้น เป็นขั้นตอนสำคัญของการปรับตัวเข้าหากันและการเรียนรู้ตัวตนกันและกันอย่างละเอียด

ฉันยอมไปเรียนคอร์ส enneagram ขั้นสูงสำหรับไทป์ 1, 4, 7 อยู่ 3 ชั่วโมงตามคำชวนของพี่เขา แล้วก็พบว่า นอกจากจะได้เรียนรู้ชีวิตจากคนที่คล้ายเรามากๆ แล้ว มันทำให้เราเข้าใจคนไทป์ที่ต่างจากเราได้ไวขึ้นจริงๆ แหละ เหมือนจะเห็นภาพความสัมพันธ์ของเราสองคนชัดขึ้นเยอะเลย 

ก็น่าแปลกที่คนไทป์ 4 กับ 7 ซึ่งดูเป็นขั้วตรงข้าม มักจะถูกดึงดูดเข้ามาหากันอยู่บ่อยครั้งไป เพราะคนอื่นๆ ในคลาสก็มักมีคนรักเป็นไทป์ตรงข้ามกันแบบนี้

ตอนนี้ครอบครัวของฉันรับรู้แล้วว่าลูกสาวมีคนรัก

'พี่หวาน' เจอแม่ของฉันแล้วด้วย

พี่เขามาเล่าว่าตอนที่มารับฉัน แม่ฉันแอบกระซิบบอกเธอว่า 

"ฝากดูแลด้วยนะคะ"

ส่วนทางครอบครัวพี่เขา เหลือคุณพ่ออยู่คนหนึ่งที่ยังไม่ได้บอก แต่ด่านที่ยากมากและพี่เขาก็ผ่านมันมาได้แล้ว ก็คือการบอกกับแม่ของตัวเองตรงๆ ว่าตัวเองอยากจะคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเดิมเธอก็กลัวว่าแม่อาจจะตกใจ เพราะในอดีตตัวเองก็เคยคบผู้ชายมาก่อน

คุณแม่ของพี่หวานทำขนมฝากมาให้ครอบครัวฉันด้วย ส่วนแม่ฉันก็ถึงกับออกปาก ฝากชวนพี่หวานไปเที่ยวทะเลด้วยกันกับครอบครัวเราแล้ว

ชีวิตช่วงนี้เลยเหมือนความรักผลิบาน

ฉันค่อยๆ กล้าบอกใครต่อใครมากขึ้นว่าตัวเองมี "แฟน" แล้ว

ไม่ใช่สถานะคนคุยหรือสถานะอื่นๆ ที่มันคลุมเครืออย่างในอดีต

เราสองคนติดอีกฝ่ายมากเลยหละ

อยากจะเข้านอนพร้อมกัน ตื่นมาเจอหน้ากันแบบนี้ทุกวันไป

แต่ฉันยังมีบ้านที่ต้องกลับ ส่วนพี่เขาก็ใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่โรงพยาบาล เราจึงได้อยู่ด้วยกันแค่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ว่างตรงกันเท่านั้น

วันก่อนฉันลืมยาของตัวเอง ทั้งยาโรคภูมิแพ้และโรคกระเพาะ พี่เขาก็มีติดห้องไว้ มีการบอกด้วยว่า

"รู้ว่าจะมีเด็กลืม"

แล้ววันก่อนก็บังเอิญประจำเดือนมาพร้อมกัน เลยได้ทดลองวิธีรักษาอาการปวดท้องวิธีหนึ่งที่ได้ผลอย่างเหลือเชื่อ คืนแรกพี่เขาปวดท้อง พอลองแล้วก็หาย คืนที่สองเป็นตาฉันปวดบ้าง พอได้ลองวิธีรักษาของพี่หวานเข้าไปก็หายสนิท ทั้งที่ปกติมันออกจะหายยาก

พอเห็นฉันดูคลางแคลงใจ คุณหมอแกก็เลยบอกว่า

"มันช่วยได้จริงๆ ขนาดคนเจ็บท้องจะคลอด ยังช่วยได้เลย"

เพื่อคลายความสงสัย ฉันไปกูเกิ้ลมาแล้วหละ

การจูบช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและลดความดันเลือดได้จริงด้วยแฮะ

แล้วก็ยังทำให้สมองหลั่งสารความสุขและคลายความเครียดพวก serotonin, dopamine, oxytocin ออกมา นอกจากนั้นก็ช่วยเบนความสนใจเราจากความเจ็บปวด 

ตอนแรกนึกว่าพี่เขาพูดเอาใจฉันว่าตัวเองหายปวดท้องเพราะฉัน แต่พอตัวเองปวดบ้างแล้วพี่เขาชวนให้ลองจูบกันดูเผื่อจะหาย ปรากฏว่าหายจริงๆ

ฉันเกือบจะไม่ยอมไปค้างกับพี่เขาเพราะไม่อยากไปเป็นภาระให้อีกคนต้องมาเป็นห่วงหรือดูแลในวันที่ควรได้พักผ่อน จะออกไปไหนก็ไม่ได้ ถ้าฉันปวดท้องจนไม่อยากออก แต่หลังจากผ่านการมีรอบเดือนรอบนี้มาด้วยกัน เราสองคนก็ได้ข้อสรุปว่าจะต้องอยู่ด้วยกันแล้วหละในวันที่ปวดท้องประจำเดือน ไม่งั้นใครจะรักษาอาการปวดท้องให้ล่่ะเนอะ กินยายังไม่ให้ผลดีขนาดนี้เลย

ความแปลกก็คือ จู่ๆ ประจำเดือนเราก็มาช้าแบบไม่มีเหตุผลกันทั้งคู่ จนต้องคอยถามกันอยู่ทุกวันว่าของคุณมารึยัง เรายังไม่มา เป็นความบังเอิญที่โชคดีที่มันดันมาเป็นตอนเราอยู่ด้วยกัน ก็ทำให้พบวิธีรักษาอาการปวดท้องที่ดีมากจริงๆ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีวิธีนี้อยู่บนโลกด้วย แต่ถึงรู้ไป ก็ไม่มีใครมาช่วยเราทั้งคู่อยู่ดี เพราะเราต่างก็เป็นคนรักคนแรกของกันและกัน วงเล็บต่อท้ายว่า แบบที่คบกันเพราะรักกัน ใจตรงกัน วางแผนอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่การลองคบอย่างผิวเผิน ยังไม่ทันรักก็เลิกเสียก่อนน่ะ

ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าตัวเองแสนจะดี แสนจะเพียบพร้อม แต่ทำไมไม่สมหวังในความรักสักที

คนนั้นของคุณอาจจะมาช้าก็ได้นะ

เหมือนคุณเจ้ของฉัน ที่ทั้งนิสัยน่ารัก ความสามารถรอบด้าน วัยสามสิบกำลังสวยแซ่บ คือดีมากจนฉันงงว่าเหลือรอดมาถึงฉันได้ยังไง แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะฉันเองก็เป็นคนน่ารัก เป็นคนเก่งมาก และคนจีบเยอะมากมาทั้งชีวิตเช่นกัน (กรี๊ด เริ่มจะหลงตัวเองตามเจ๊เขาแล้ว) 

ฉันพูดไปเรื่อยแหละ คนจะใช่มันก็ใช่ เราเป็นคนกำแพงสูงมากกันทั้งคู่ พอเจอคนที่ใช่เมื่อไหร่ เราจะหาทางเปิดประตูรับเขาเข้ามาเอง แต่ต้องเชื่อก่อนนะว่าคนที่ใช่น่ะมีอยู่จริง เราน่ะดีพอจะได้เป็นฝ่ายรัก และได้รับความรักจากคนอื่นแน่นอน อย่าเพิ่งรีบวิ่งหนีจากทุกคนที่ใจเราบอกว่าใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ในตอนแรก ศึกษากันไปก่อนก็ไม่เสียหาย

แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอจะมีคนรัก อันนี้ต้องหาทางเยียวยา หาทางพัฒนาตัวเอง รักตัวเองให้ได้ก่อน แล้วการมีความสัมพันธ์ก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิม

จำได้แม่นว่าหนึ่งเดือนก่อนฉันไปตกหลุมรักกับคุณเจ้ ฉันเริ่มกลับไปพบนักจิตวิทยาอีกรอบ เพราะเครียดเรื่องเรียน แต่ก็ดันได้ไปแก้ปมความรักในอดีตที่ค้างคาใจมาหลายปีเฉย

เหมือนพอเราเป็นอิสระจากอะไรที่กักขังเราอยู่ ใจที่พร้อมจะรัก มันก็ดึงดูดคนที่ใช่เข้ามาเอง

สำหรับใครเพิ่งเคยเข้ามาอ่าน ฉันเคยเขียนเรื่องคุณเจ้/พี่หวานไว้หลายตอนแล้ว ตอนนี้เลยเล่าแบบรวบรัดหน่อยนะคะ

วันนี้มาเขียนเท่านี้แหละ ได้ยินมาว่ามีคนบ่นคิดถึง

แล้วพบกันใหม่นะคะคุณสมุดบันทึก :)









SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

annn
4 months ago
ว้าว ยินดีด้วยนะคะที่ได้เจอความรักดีๆ เราเชื่อมาตลอดเลยค่ะ ความรักที่ดีเริ่มมาจากการรักตัวเอง เราจะไม่สามารถถูกรัก หรือมอบความรักที่ดีได้ ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง 😊
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณค่ะ 🥰