ก้าวแรกไปก่อน ก้าวที่สองจะตามมาเอง (สตีฟ จอบส์)
1
หลังออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน ก่อนที่จะจับมือกับสตีฟ วอซเนียก เพื่อนสนิทเพื่อก่อตั้งแอปเปิลในโรงรถอันเป็นตำนานนั้น รู้ไหมครับว่าสตีฟ จอบส์ทำอะไรมาก่อน?

เฉลย สตีฟ จอบส์ก็เป็นพนักงานบริษัทคนนึงนั่นเองครับ เขาไม่ได้เขียนโปรแกรมเก่งแบบบิลเกตส์หรือมาร์คซักเกอร์เบิร์ก ที่ลาออกมาบริหารบริษัทตัวเองทันที โดยจอบส์เข้าไปสมัครงานกับบริษัทฮาตาริ ผู้ผลิตเกมส์ตู้ที่โด่งดังในสมัยนั้น

สาเหตุสำคัญคือ จอบส์อยากเล่นเกมตู้ฟรีๆโดยไม่เสียเงิน เพราะการเล่นเกมส์ตามร้านแล้วต้องหยอดเหรียญละตานั้นสูบเงินคนเล่นไปมากมาย เขาจึงมาขอทำงานกับฮาตาริ ซึ่งเป็นบริษัทเล็กๆ ที่กำลังโต เรียกว่าเป็นสตาร์ทอัพยุคก่อนก็ได้ โดยจอบส์มักจะอยู่เล่นเกมหลังเลิกงานเสมอ

วันหนึ่งเขาได้รับโจทย์ให้พัฒนาตู้เกมหนึ่ง จริงๆ คือทีมวิศวกรคุยกันว่าจะพัฒนาตู้เกมใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วลงความเห็นกันว่าทำไม่ได้หรอก มันยากมาก แต่สตีฟ จอบส์เสนอตัวบอกว่าเขาทำได้ เจ้าของบริษัทจึงบอกว่าถ้าจอบส์ทำได้ จะจ่ายให้อย่างงาม

สตีฟ จอบส์รับงานมาแต่ไม่ได้ลงมือทำเอง เขาวิ่งไปขอให้สตีฟ วอซเนียก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันที่ชมรมคอมพิวเตอร์ ที่ปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทHP โดยจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ (ภายหลังเรื่องมาแดงว่า จอบส์แบ่งให้วอซเนียกน้อยมาก ส่วนใหญ่คือหักค่านายหน้าเข้ากระเป๋าตัวเองหมด)

วอซเนียกช่วยจอบส์ทำงานชิ้นนั้นจนสำเร็จ ทำให้สตีฟ จอบส์ได้รับคำชมมากมาย(ฮา)

2
สมัยนั้นค่าโทรศัพท์ทางไกลข้ามรัฐมีราคาแพงมาก เป็นจอบส์ที่ชวนวอซเนียกมาแฮกระบบ และเปิดให้บริการโทรทางไกลราคาถูก และทำกำไรได้มากมาย จอบส์ฝันถึงการเปิดบริษัทตัวเองจากสิ่งนี้ (แต่มันผิดกฏหมาย) ภายหลังทั้งสองคนถูกจับและตักเตือน จึงเลิกไป

และวันที่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องแรกของโลก อัลแตร์ 8800 (Altair) ออกจำหน่าย จอบส์ก็เข้าไปปรึกษาและชวนวอซเนียกให้มาทำคอมพิวเตอร์แบบนี้ออกขายบ้าง โดยให้วอซเนียกดูแลการสร้างระบบ ผลิตภัณฑ์ ส่วนจอบส์จะดูแลเรื่องภาพลักษณ์ การตลาดและการขายเอง

โดยจอบส์ไปขายฝันและชักชวนให้ ไมก์ มาร์กคูล่า มาลงทุนได้สำเร็จ (ที่อเมริกาจะมีผู้ใหญ่พร้อมเอาเงินตัวเองมาลงในธุรกิจเปิดใหม่ของหนุ่มสาว ถ้าหากเขาเห็นว่ามันน่าสนใจพอ เพราะถ้าสำเร็จมีโอกาสกลายเป็นบริษัทพันล้าน ต่างจากบ้านเราที่ไม่มีวัฒนธรรมนี้)

ทั้งคู่นำเครื่อง Apple ที่เป็นโปโตไทด์(ต้นแบบ)ของตัวเองไปแสดงในงานแฟร์ ด้วยความสวยงามที่ต่างจากแบรนด์อื่นๆ ทำให้มีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามา และเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ในที่สุด

3
ส่วนตัวผมชอบเรื่องเล่าของสตีฟ จอบส์ช่วงนี้มากที่สุด มากกว่าตอนสำเร็จแล้วแต่โดนบีบออกตอน 30 หรือตอนกลับมากอบกู้แอปเปิลในวัย 40

เพราะมันแสดงให้เห็นความธรรมดาของสตีฟ จอบส์ ที่เป็นเด็กหนุ่มคนนึงที่รักสนุก สนใจอะไรก็ไปลองทำ มีไอเดียอะไรที่ตัวเองทำได้ไม่ดีก็กล้าชวนคนอื่นที่เก่งกว่ามาร่วมมือ เราจะเห็นความเป็นคนหนุ่มที่กล้าทดลอง กล้าเรียนรู้ โดยเอาตัวเองไปลุยกับสิ่งนั้น

เวลาพูดถึงอัจฉริยะสักคน เรามักจะคิดว่าเขาเก่ง เต็มไปด้วยพรสวรรค์ล้นฟ้า ทำอะไรครั้งแรกๆก็สำเร็จเลย แต่ความจริง อัจฉริยะก็คือคนธรรมดาที่ลงมือทำสิ่งต่างๆ ถูกบ้าง ผิดบ้าง คือทำ 10 ครั้งอาจล้มเหลว 9 แล้วสำเร็จ 1 ครั้งอะไรแบบนี้ แต่ทุกคนก็มักมองเห็นความสำเร็จ 1 ครั้งนั้นมากกว่าความล้มเหลว 9 ครั้ง

ถ้าถามว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร?
ผมคิดว่า มันสอนให้เรากล้าที่จะลงมือทำและสนุกกับชีวิตมากขึ้น เริ่มทำสิ่งต่างๆ จากที่ตัวเองมีและตัวเองเป็น พอทำไปเรื่อยๆ ทดลองไปเรื่อยๆ สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นเอง

ก้าวแรกไปก่อน ก้าวที่สองจะตามมาเองครับ


ปล: เขียนเรื่องนี้เพราะเป็น FC สตีฟ จอบส์ครับ รู้สึกชอบแก ที่สมัยหนุ่มๆ แกเกรียนดี (จากเรื่องเล่าที่ได้ฟังมา)
ปล.2 อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์ครับ

SHARE
Writer
Porglon
Editor & Reader
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments