เมื่อเหล่าไอดอล K-pop เป็นเพียงสินค้าในตลาด
เมื่อพูดถึงไอดอล K-pop ภาพฝันอาจดูสวยหรูสำหรับชาวแฟนคลับที่ได้มองศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างผลงานผ่านเสียงเพลง แรงบันดาลใจ และเสียงหัวเราะให้กับใครๆหลายคน แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของไอดอลเหล่านี้มีที่มาอย่างไร

วงการบันเทิงของเกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่การเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงและความสร้างสามารถไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น การแสดง หรือแม้แต่การเอ็นเตอร์เทรนเรียกเสียงหัวเราะ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะนำไปสู่การขับเคลื่อนทางสังคมที่นำพาความมั่นคงทางการเงิน และการประสบความสำเร็จในอาชีพซึ่งเป็นอีกความฝันหนึ่งของหนุ่มสาวหลายคนทั่วโลก

วงการบันเทิงของเกาหลีใต้ การจะทำผลงานให้เป็นที่รู้จักในสื่อกระแสหลักจำเป็นต้องผ่านค่ายสังกัดต่างๆ กระบวนการเหล่านี้กลายมาเป็นการแข่งขันการผลิตในรูปแบบหนึ่ง ที่เหล่าผู้มีความฝันจะต้องงัดความสามารถมาขายให้กับค่ายสังกัดต่างๆ เพื่อที่จะผลิตผลงานออกสู่ตลาดภายใต้การกำกับดูแลของบริษัท เนื่องจากในสังกัดมีตำแหน่งอยู่อย่างจำกัดและจำนวนคนที่ใฝ่ฝันที่จะเข้ามาอยู่ในวงการมีล้นเหลือ การผลักดันศิลปินให้ประสบความสำเร็จทุกคนไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันในตลาดยิ่งสูงขึ้น ภายใต้ระบบทุนนิยมที่มีใจกลางหลักคือการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินเพื่อสะสมทุน

การเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ดำเนินควบคู่ไปกับการขูดรีด (exploitation) แรงงานหรือเหล่าไอดอลที่นายทุนกระทำต่อศิลปินเพื่อสร้างมูลค่าส่วนเกินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้ระบบเสรีนิยมใหม่ที่พยายามสร้างภาพหลอกลวงว่า ปัจเจกชนแต่ละคนสามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินอย่างเสรีในตลาด ทุนก็สามารถเข้าไปขูดรัดมูลส่วนเกินของแรงงานได้อย่างราบลื่นภายใต้การแข่งขันอย่างเข้มข้น


อุตสหกรรมบันเทิงของประเทศเกาหลีใต้เป็นที่นิยมในหลากหลายประเทศ หรือเรียกว่า ฮัลยู (Hallyu) “กระแสเกาหลี” (Korean wave) ได้เริ่มมีอิทธิพลตั้งแต่ช่วง 90’s จนได้รับความนิยมอย่างมากจนถึงปัจจุบันที่มีทั้งภาพยนต์ ซีรีย์ รายการวาไรตี้โชว์ หรือดนตรี K-pop กระแสฮัลยูได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศอย่างมาก สื่อบันเทิงเหล่านี้ถือว่าเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่สำคัญในการส่งออก เกาหลีใต้เน้นการผลิตข้าวของเครื่องใช้มตั้งแต่ยุคเผด็จการพัคชุนฮี (Park-Chun-Hee-1961–1979) [สมัยที่ไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าเกาหลี] ซึ่งได้มีการวางรากฐานฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว มีการเร่งพัฒนาเศรษญกิจเชิงอุตสาหกรรมโดยจ้างคนจำนวนมากเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสหกรรมและค่าแรงต่ำที่จุด จุดสำคัญในยุคของพัคชุนฮีนี้คือการใช้แรงงานหนุ่มสาวผู้ยอมจำนนต่อกฎระเบียบภายใต้อุดมการณ์แบบชาตินิยมทำงานเพื่อชาติ

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการขูดรีดแรงงานอย่างเข้มข้น เมื่อต้นยุค 90’s ระบอบประชาธิปไตยเริ่มเป็นรูปร่างและระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเริ่มเสื่อมลง กระแสฮัลยูได้ก่อตัวขึ้นในฐานะสินค้าส่งออก กระทั่งช่วงวิกฤติการณ์เงินเอเชียหรือ IMF เกาหลีใต้ได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้เกิดหนี้สะสมอย่างรุนแรง สถาบันการเงิน IMF เห็นช่องทางในการเข้ามาแทรกแทรงปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ โดยเข้าไปช่วยบรรเทาทางการเงินภายใต้เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นภาระหนี้สินของประเทศที่เร่งให้ต้องกาทางผลิตสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากอุปโภคบริโภคเพื่อส่งออกไปยังนอกประเทศ

เมื่อล่วงเลยมาช่วง 2010’s ความโด่งดังของสื่อที่เป็นสินค้าได้เป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง จึงมีการส่งเสริมกันอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในส่วนของ K-pop ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล หนุ่มสาวจำนวนมากแห่กันเข้ามาในอุตสาหกรรมบันเทิง ไม่ต่างจากยุคเผด็จการพัคชุนฮีที่เร่งพัฒนาเศรษฐกิจเชิงอุตสหกรรมโรงงาน เพียงแต่ว่าในวงการ K-pop จะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า การใข้งานที่ยืดหยุ่น กระบวนการผลิตที่เปลี่ยนรูปแบบจากการผลิตวัตถุที่จับต้องได้กลายมาเป็นการผลิตผลงานเชิงอวัตถุที่จับต้องไม่ได้ ความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าวได้เคลื่อนตัวออกจากโรงงานอุตสาหกรรมมาสู่โรงงานสังคม ที่ทุกคนล้วนเป็นศิลปินที่ผลิตสัญญะบางอย่างที่มีมูลค่าทางใดทางหนึ่งที่จับต้องไม่ได้

กรณีของอุตสาหกรรม K-pop เจ้าของปัจจัยการผลิตคือเจ้าของบริษัท และแรงงานของศิลปินที่อยู่ในสังกัด ซึ่งใช้แรงงานทางกายผสมกับแรงงานสมองผลิตสินค้าอวัตถุออกมาขายในตลาด เช่น ผีมือการแสดง เพลง ท่าเต้น เอ็มวีเพลง คอนเสิร์ต ไอเดียต่างๆ ที่สามารถสร้างมูลค่า กล่าวได้ว่าเป็นสินค้าที่ถูกผลิตออกมาให้ผู้คนบริโภคเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะ เรียกว่า ทุนนิยมการรับรู้ (cognitive capitalism) หรือ ทุนนิยมสัญญะ (semicapitalism) ซึ่งเป็นสินค้าอวัตถุที่ถูกปกป้องด้วยกลไกของกฏหมายทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) การขูดรีดของทุนต่อแรงงานดำเนินอยู่ภายใต้การเอาสัญญะที่แรงงานผลิตเข้ามาสู่พืื้นที่ของการสร้างมูลค่าให้กับการสะสมของนายทุน

เมื่อเหล่าหนุ่มสาวที่เห็นถึงภาพลักษณ์ของดาราคนดังที่ประสบความสำเร็จจากวงการบันเทิง ทำให้มีคนจำนวนมากผลักดันเข้าสู่ตลาดนี้ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างสูง แนวคิดเสรีนิยมใหม่ฝังรากลึกเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและทำให้ปัจเจกเชื่อในการบรรลุศักยภาพ(การประสบความสำเร็จ)ผ่านการแข่งขันในตลาดเสรี สอดคล้องกับลัทธิขงจื๊อใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานหนักเพื่อความมั่นคงของชีวิต (จะเห็นได้จากเหล่าไอดอลที่ชอบพูดว่าตัวเองทำงานหนักมาก) แนวคิดทั้งสองได้ผสมผสานกันอย่างลงตัวและครอบงำสังคมเกาหลีใต้ ซ้ำเติมช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ผลมาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่

บทบาทของขงจื๊อในเกาหลีใต้ถูกฝังรากลึกมาเป็นเวลานานตลอดสมัยโซซ็อน (1392–1910) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้น อคติเรื่องเพศ(ชายเป็นใหญ่) ความกตัญญู ตลอดจนการให้ความสำคัญทางการศึกษา และทุกวันนี้อิทธิพลของลัทธิขงจื๊อยังไม่หายไป ลัทธิขงจื๊อให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางการศึกษาและการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนต้องดิ้นรนตัวเองอย่างหนักเพื่อไปให้ถึงความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งดูเหมือนว่าระดับจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่าระบบทุนได้ขยายตัวมากขึ้น เฉกเช่นสมัยพัคชุนฮี ประชาชนถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาชาติและทำให้ประเทศเกาหลีเหนือกว่าประเทศอื่น อดีตที่เลวร้ายด้วยการทำงานอย่างหนักในโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จนถึงการทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นเรื่องปกติ (คนเกาหลีเชื่อว่าการทำงานเกิน 10-12+ ชม ขึ้นไปคือคนทำงานหนัก หากต่ำกว่านั้นคือคนขี้เกียจ)

ค่านิยมการทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จซึ่งเป็นผลผลิตจากลัทธิขงจื๊อไม่ได้หายไปจากสังคม แต่ยังฝังรากลึกแน่นกว่าเดิมเพื่อมุ่งการเป็นที่หนึ่ง ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่ทุนได้ถูกดูดเข้ามาในคนส่วนน้อย สิ่งนี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน หมายความว่าลัทธิคงจื๊อได้ผลักดันให้ปัจเจกต้องแข่งขันอย่างเข้มข้นมากขึ้นไปอีกภายใต้ระบบเสรีนิมยมใหม่จนกว่าจะไปถึงเกณฑ์มาตรที่สูงขึ้นตามที่สังคมคาดหวัง


ความฝันที่จะเลื่อนชนชั้นทางสังคมโดยการทำงานหนักกลายเป็นค่านิยมและแข่งขันกันสูง ในส่วนวงการ K-pop ก็มีการแข่งขันอย่างสูง (ไอดอลต้องถีบตัวเองและแข่งกันกับไอดอลคนอื่นเพื่อเป็นกระแส) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความสำเร็จ กลุ่มที่จะได้เข้าไปทำงานในวงการบันเทิงจะต้องเป็นคนที่ทำงานหนักและมีคุณสมบัติที่จะสร้างกำไรให้แก่บริษัท และแน่นอนว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรอย่างมหาศาลได้จากการขูดรีดแรงงานศิลปินที่ผลิตออกมาอย่างหนักหน่วง รวมไปถึงการควบคุมอย่างหนักในชีวิตแรงงานศิลปินเหล่านี้

เมื่อการเป็นไอดอลเป็นช่องทางหนึ่งในการเลื่อนสถานะทางสังคม วัยหนุ่มสาวที่มีใจรักด้านนี้จำนวนมากก็แห่เข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อสร้างความมุ่งมั่นเชิงวัตถุและต้องการผลิตผลงานเชิงศิลปะ โดยที่หนุ่มสาวเหล่านี้จำเป็นต้องทุ่มแรงกายไปกับการสร้างความสามารถซึ่งเป็นสัญญะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การเต้น บุคลิกภาพที่สังคมยอมรับ ก่อนที่สัญญะจะถูกแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าในตลาด ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ของการแข่งขัน เช่น เด็กๆ จะเริ่มออดิชั่นสำหรับคัดเลือกตั้งแต่อายุยังน้อย


การแข่งขันเข้าสู่อุตสหกรรมไอดอลที่เหล่าเด็กๆ ต้องมาออดิชั่นแข่งขันกันผลิตสัญญะให้ถูกใจกรรมการ เมื่อผ่านการคัดเลือกได้กลายมาเป็นศิลปินฝึกหัก (Trainee) โดยจะมีการเซ็นสัญญาระยะยาว 5-13 ปีแล้วแต่บริษัท แต่การเป็นศิลปินฝึกหักเป็นเพียงขึ้นตอนหนึ่งในการคัดเลือก ไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้มาเป็นศิลปินเต็มตัวหรือไม่ ศิลปินฝึกหักจะต้องฝึกตามเงื่อนไขกฏระเบียบของบริษัทที่วางไว้อย่างเคร่งครััดเช่น ต้องฝึกซ้อมวันละกี่ชม. หากมีเด็กฝึกคนไหนเตะตากรรมการก็จะถูกคัดตัวไปร่วมกับเด็กฝึกคนอื่นๆที่มีแววเหมือนกัน กระบวนการนี้เป็นการคัดเลือกศิลปินเข้าอยู่ในวง ซึ่งบริษัทได้วางรูปแบบไว้เรียบร้อยว่า เด็กฝึกที่คัดมาจะต้องมีคาแร็คเตอร์อย่างไร ภาพลักษณ์ควรจะออกมาประมาณไหน วงดนตรีถูกกำหนดล่วงหน้าและถูกปฏิบัติเหมือนสินค้าตั้งแต่ต้น โปรดิวเซอร์เพลงที่จะต้องออกแบบอย่างที่ต้องการตั้งแต่ภาพลักษณ์ เสียง การตลาดก่อนจะคัดเลือกสมาชิกในวง

กระบวนการเทรนด์และคัดเลือกจะใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคนอาจยาวนาน เมื่อได้รับการเป็นกรุ๊ปแบนด์จะมีการเดบิวต์เป็นวง หากได้รับเสียงกระแสตอบรับดี ศิลปินฝึกหัดก็จะได้รับเลือกให้เป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ซึ่งมาพร้อมกับการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ (7–13 ปี) ในรูปแบบการผลิตนี้ ความสัมพันธ์ทางการผลิต (relation of production) จึงอยู่ในรูปแบบนายจ้าง CEO กับลูกจ้างที่เป็นแรงงานศิลปิน ภายหลักการเซ็นสัญญาบริษัทจะมีอำราจเหนือแรงงานโดยสามารถกำหนดกฎเกณฑ์การประพฤติของศิลปินได้ กล่าวคือศิลปินกำลังกลายเป็น ความสัมพันธ์ทางการผลิต (relation of production) ของบริษัททันที

เมื่อการเข้ามาของศิลปินภายใต้การกำกับของบริษัท แรงงานศิลปินเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเงื่อนไขที่ทางบริษัทกำหนดไว้ ต้องอยู่ในที่พักที่จัดหาไว้ให้ ใช้ชีวิตตามตารางกิจกรรมที่จัดไว้ ออกรายการต้องแสดงออกอย่างไร กริยามารยาทต้องเป็นอย่างไร ซ้อมเต้นและร้องเพลงอย่างหนักในแต่ละวัน หลักเลี่ยงการออกเดต จำกัดปริมาณอาหารในแต่ละวัน น้ำหนักตัวต้องไม่เกินเกณฑ์ บางค่ายมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปให้ศิลปินจนเป็นหนี้กันอย่างมหาศาล หากศิลปินใดออกกลางคันจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับบริษัท หนี้สินเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขูดรีดในระบบทุนนิยมการเงิน

กฎระเบียบเหล่านี้มีไว้เพื่อให้ศิลปินไม่ออกนอกลู่นอกทางอันที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และมีความบริสุทธิ์ตลอดเวลาตามค่านิยมของสังคมที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และหน้าตาทางสังคม เป็นเหตุให้ศิลปินต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นการผลิตสัญญะที่สังคมเห็นว่า ดีงาม ในกรณีไอดอลหญิง แฟนคลับผู้ชายส่วนหนึ่งบริโภคในฐานะวัตถุแห่งความปรารถนา (object of desire) คาดหวังให้ศิลปินหญิงต้องมีภาพลักษณ์ที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา หรือยั่วยวน หรือในทางกลับกันศิลปินชายเองก็ถูกคาดหวังว่าต้องมีภาพลักษณ์ที่เฮฮา มีความตลก อ่อนโยน มีความเป็นผู้นำ และให้เกียรติเพศหญิง เสื้อผ้าหน้าผมต้องดูดี

แต่ขอบเขตของผู้บริโภคว่าเป็นวัตถุแห่งความปรารถนาก็ไม่ได้ถูกกำหนดอย่างเบ็ดเสร็จโดยชายเป็นใหญ่เสียทีเดียว เพราะวงการ K-pop ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยแฟนคลับที่เป็นผู้หญิง โดยทั่วไปในไอดอลที่เป็นบอยแบนด์ได้รับความนิยมกว่าไอดอลที่เป็นเกิร์ลกรุ๊ปอย่างเช่น BTS ในทางหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าไอดอลที่เป็นผู้หญิงจะมีแฟนความน้อยกว่า กล่าวได้ว่าไม่ว่าศิลปินไอดอลเพศไหนก็อยู่ในสถานะที่เป็นวัตถุแห่งความปรารถนาทั้งในฐานะวัตถุแห่งความปรารถนาทางเพศ และวัตถุแห่งความปรารถนาที่อยากจะเป็น

แรงงานศิลปินเหล่านี้ต้องรักษาผลิตภาพในการสร้างมูลค่าโดยจะต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดไว้ หากมองจากมุมของทุน ต้นทุนแรงงานที่ศิลปินใช้ในการรักษาภาพลักษณ์คือขั้นตอนของการผลิตมูลค่ารูปแบบหนึ่ง ที่บริษัทสามารถช่วงชิงมูลค่าส่วนเกินได้ ในทางหนึ่งคือการจำยอมต่ออำนาจทางวัฒนธรรม (cultural hegemony) ของสังคมเพื่อรักษาการขูดรีดแรงงานเอาไว้ เพื่อไม่ให้ไอดอลมีพฤติกรรมแหวกไปจากบรรทัดฐานทางสังคมที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ และนำไปสู่ยอดขายสินค้าที่ร่วงหล่นของศิลปิน

ศิลปินกลายเป็นสินค้นในแง่ที่เป็นการผลิตและสินค้าสัญญะที่ถูกบริโภคได้ ทั้งการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ กลายเป็นสัญญะที่มีผลต่อการผลิตสร้างมูลค่า ซึ่งไม่ใช่แค่ผลงานที่แรงงานสร้างออกมา แต่รวมถึงชีวิตส่วนตัวของศิลปินด้วย ในทางเทคนิคบางส่วนคล้ายกับระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่บีบบังคับแรงงานให้อยู่ในพื้นที่การผลิตให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ทำการผลิตสูงสุดออกมาให้นายทุน เช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้าหลายแห่ง นายทุนกำหนดเวลาที่แน่ชัดว่าวันหนึ่งจะอนุญาตให้แรงงานเข้าห้องน้ำได้กี่ครั้งเพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิต เป็นการควบคุมทั้งในร่างกายและพฤติกรรม ในกรณีไอดอล แรงงานไม่เพียงแต่เป็นผู้มีอำนาจในการต่อรองน้อยมากในความสัมพันธ์ทางผลิตระหว่างแรงงานกับนายทุน หากแต่ต้องมาตกอยู่ภายใต้อำนาจของทุนนิยมที่เคลื่อนตัวออกมาจากนายทุนที่เป็นตัวบุคคลมาเป็นชีวอำนาจแบบทุนนิยมเสรีใหม่และขงจื๊อใหม่ ที่สอดส่องดูแลไม่ให้ศิลปินประพฤติออกนอกลู่นอกทางทำให้ไม่สามารถผลิตมูลค่าได้ พฤติกรรมการใชีวิตตั้งแต่การตื่นตอน การกิน การออกกำลังกาย เป็นสัญญะที่ถูกดึงเข้าสู่พื้นที่ของการคิดคำนวนต้นทุน-กำไรอย่างเบ็ดเสร็จ

ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งบริษัทที่คอยกำกับควบคุมดูแล และยังมีสาธารณะชนที่คอยหน้าที่สอดส่องดูแลในแต่ละบุคคลอีกด้วย เช่น การวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่แตกต่างไปจากค่านิยมกระแสหลักผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้อุดมการณ์แบบขงจื๊อที่เป็นผลมาจากสมัยโชซ็อน บรรยากาศการแข่งขันอย่างสูงในเกาหลีใต้ส่งผลให้คนเกาหลีแบกรับความเครียดจากสาธารณชน และไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตจนกระทั่งหากทางออกโดยการฆ่าตัวตาย การแข่งขันในอุตสาหกรรมของไอดอลเกาหลีเป็นเพียงการแข่งขันหนึ่งที่มีในสังคม แต่ก็ยังมีพื้นที่อื่นๆของสังคมเต็มไปด้วยการแข่งขันเช่นกัน

แรงกดดันมหาศาลจากความต้องการประสบความสำเร็จถูกพบเห็นในทุกพื้นที่ ตั้งแต่การแข่งขันในระบบการศึกษาไปจนถึงวัฒนธรรมระหว่างบริษัทต่างๆ ที่ไม่ยอมแพ้กับความล้มเหลว นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับอัตราการฆ่าตัวตายที่สูง

ตัวอย่างของศิลปินที่ถูกสังคมกดดันอย่างหนัก ในกรณีของซอลลี่ (Sulli) ที่ฆ่าตัวตายในปี 2019 เป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดียเพราะได้กระทำสิ่งที่ขัดกับบรรทัดฐานทางสังคม หรือแม้แต่การโพสรูปคู่กับแฟนจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซอลลี่เป็นตัวอย่างของคนที่แหกบรรทัดฐานทางสังคมทำให้ชีวอำนาจแบบอนุรักษนิยมขงจื๊งต้องหาทางกำจัดออกไป หรือในกรณีของจงฮยอน (Jong-hyun) เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหลังจากที่ต้องแบกรับความกดดันอย่างหนักจากค่ายเพลงและสังคม จงฮยอนคือตัวอย่างของคนที่ไม่มีศักยภาพในการผลิตมากพอในสายตาของสังคมที่ถูกครอบงำโดบชีวอำนาจแบบเสรีนิยมใหม่และขงจื๊อใหม้ อย่างที่เขาเขียนจดหมายเป็นนัยว่า การทำงานหนักที่เท่าไหร่ก็ไม่พอ ความกดดันความเครียด ยังไม่รวมถึงศิลปินคนอื่นๆที่ตกอยู่ภายใต้โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล

จะเห็นได้ว่าระบบทุนนิยมความรับรู้ ไอดอลในฐานะแรงงานศิลปินได้ถูกขูดรีดอย่างเป็นระบบ การขูดรีดแรงงานในระบบทุนนิยมยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อศิลปิน เช่น การคุกคามทางเพศทั้งจากไอดอลชายหรือกลุ่มนายทุนที่เป็นเจ้าของต้นสังกัด ก็สามารถรอดพ้นจากการกระทำผิดโดยใช้อำนาจในระบอุปถัมภ์ที่มีกับนักการเมือง การสะสมทุนของระบบทุนนิยมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ภายใต้ระบอบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่กับลัทธิขงจื๊อใหม่ที่ถูกกำหนดโดยระบบทุนนิยมทางการเงิน ก็กระทำการขูดรีดแรงงานเพื่อผลิตมูลค่าส่วนเกินให้สูงที่สุดตราบที่เท่าจะทำได้ และวิกฤติของระบบทุนนิยมนี้เองก็จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดไม่มีวันสิ้นสุด


เคยเป็นแฟนคลับมาหลายวงมานานมากแต่ไม่ได้ตามใครมาสักพักเพราะเบื่อแฟนคลับ ลองมาดูตัวอย่างโดยเฉพาะกระแสดังอย่าง BTS ในตอนนี้(เมนนุ้งแท) แฟนคลับส่วนหนึ่งปักใจเชื่ออย่าง 60-80% ว่าทางค่ายดูแลศิลปินอย่างดีมาก ให้อิสระภาพหลายๆอย่างอย่างที่ค่ายอื่นไม่สามารถทำให้ได้ แต่ถ้าลองมองในอีกมุม บริษัทไม่จำเป็นต้องโชว์ด้านแย่ๆ ให้เห็นเสมอไป แฟนคลับรับรู้แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นคือข้อมูลเป็นจริงทั้งหมด​หรือเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ​ แน่นอนว่ากฎระเบียบมีทุกบริษัทขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นเคร่งมากน้อยแค่ไหน (ส่วนใหญ่ก็จะเคร่งกัน) และสิ่งที่แฟนคลับเห็นในปัจจุบันคือผลลัพธ์จากการบังคับใช้กฎระเบียบมาแล้วในอดีตและปัจจุบัน​ยังใช้อยู่แต่อาจจะไม่มากเท่า(?)​เนื่องจากศิลปินสร้างมูลค่าในตลาดอย่างมหาศาล อำนาจการต่อรองจึงเกิดขึ้น ฉะนั้นบริษัทจำเป็นต้องผ่อนปรนกฎระเบียบต่อศิลปินมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาสถานะการคงอยู่ของศิลปินไว้

แฟนคลับมักเลือกที่่จะมองแต่ในมุมด้านดีๆไว้ก่อน พร้อมกับคาดหวังและทึกทักเอาเองบางส่วน หากศิลปินคนใดหลุดจากพฤติกรรมที่เคยเป็นจะเกิดความรู้สึกผิดหวังหรือเกิดการตั้งคำถามบางอย่างออกมา บางคนหันมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทำหน้าที่คอยสอดส่องแทนบริษัททันที หากจะโต้แย้งว่า win-win ทั้งคู่ ศิลปินก็หาผลประโยชน์ต่อบริษัทในเรื่องของการประสบความสำเร็จและการเงินและชื่อเสียง บริษัทก็ได้ทั้งเงินและชื่อเสียงเช่นกัน ก็คงจะมีเหตุผลอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะการเข้ามาเป็นศิลปินผู้คนต้องรู้แล้วว่า ชีวิตความเป็นส่วนตัวจะต้องแลกกับความเป็นสาธารณชน แต่คำถามต่อมาคือ... มีคนกี่เปอร์เซ็นที่ประสบความสำเร็จในวงการนี้ และคนกี่เปอร์เซ็นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลักพร้อมหนี้สินมหาศาล


อ่านเพิ่มเติม:https://www.academia.edu/37470697/K-pop_Female_Idols_Culture_Industry_Neoliberal_Social_Policy_and_Governmentality_in_Korea, เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, Autonomia : ทุนนิยมความรับรู้ แรงงานอวัตถุ และการเมืองของการปฏิวัติ, ILLUMINATIONS EDITIONS, 2560; https://link.medium.com/Gwp1AcKwAbb
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments