พี่น้องปกาเกอะญอ
พื้นที่สูงของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ประมาณเกือบ 70 ล้านไร่ ประชากรบนพื้นที่สูง มีสภาพยากจน ขาดความรู้ในการเพาะปลูกพืชและการใช้สารเคมีที่เหมาะสม ทำการเกษตรแบบตัดและเผาป่าตามวิถีดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นที่สูงถูกทำลาย เสื่อมโทรม เกิดปัญหาหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้อยู่อาศัยและทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่ราบ

ในบรรดาประชากรบนพื้นที่สูง มีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่กระจัดกระจายประมาณหนึ่งล้านคน มากที่สุดที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดตาก ชนเผ่าที่พบมากที่สุดคือ ปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง ประมาณ 60% ของจำนวนชนเผ่าทั้งหมด

พูดถึงชนเผ่าปกาเกอะญอ ชนเผ่านี้มีความเชื่อเรื่องต้นไม้ใหญ่ ผูกพันกับป่าและธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ จะนำรกเด็ก ไปพันไว้กับต้นไม้ใหญ่รอบหมู่บ้าน และห้ามตัดต้นไม้นั้นเด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่า ขวัญของเด็กอยู่ที่ต้นไม้ ซึ่งจะปกป้องดูแลรักษาเด็กให้เติบโตแข็งแรง

แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อไม่มีความรู้ในการทำอาชีพ จึงดำรงวิถีชีวิตแบบการทำไร่หมุนเวียนตามเยี่ยงบรรพบุรุษ ละทิ้งจากพื้นที่เพาะปลูกเดิม ที่ความสมบูรณ์ของดินเสื่อมโทรมลง ปลูกอะไรไม่ได้แล้ว บุกรุกเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ ตัดฟันและเผาป่าเพื่อเพาะปลูกพืชในฤดูกาลต่อไป เป็นวิถีหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อีก 4-5 ปี ก็จะวนกลับมายังพื้นที่เดิมที่เคยละทิ้งไปแล้ว ซึ่งถึงเวลานั้น พื้นที่ที่ร้างคนบุกรุกไปหลายปี ธรรมชาติได้ฟื้นตัวเอง มีป่ากลับคืนมา แต่ก็จะต้องถูกตัดฟันอีก เป็นวงจร

หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลการพัฒนาพื้นที่สูง ได้น้อมนำแนวทางโครงการหลวงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนชาวเขา อย่างเหมาะสมตามบริบทพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และปัญหา หลักการคือ นำความรู้มาใส่ให้ในคนและในปัญหา ร่วมกับกระบวนการบูรณาการและการมีส่วนร่วม (Put knowledge into people and problems with integration and participation process) เกิดเป็นโมเดลการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงในบริบทต่าง ๆ

“โมเดลห้วยน้ำใส” คนอยู่ร่วมกับป่า ลดการทำไร่หมุนเวียน บ้านห้วยน้ำใส ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประชากรเป็นปกาเกอะญอ 86 ครัวเรือน ใช้แผนที่การใช้ที่ดินรายแปลง เป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ร่วมด้วยแผนชุมชน เป็นเครื่องมือในการวางแผนการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

โมเดลห้วยน้ำใส โดยกระบวนการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมของชุมชน กำหนดโซนพื้นที่พัฒนาออกเป็น 4 โซน ได้แก่

• พื้นที่พัฒนาโซน A พื้นที่ทำกินของชุมชน (ปี 2562) พัฒนาและปรับระบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการปลูกพืชชนิดใหม่ที่มีมูลค่าสูง พัฒนาแหล่งน้ำและระบบการกระจายน้ำ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว

• พื้นที่พัฒนาโซน B ซึ่งใช้ทำไร่หมุนเวียนปีก่อนหน้า 1 ปี (ปี 2561) ใช้รูปแบบและต่อยอดการพัฒนาโซน A พัฒนาคุณภาพการผลิตพืชเดิม และส่งเสริมพืชทางเลือกทดแทนการปลูกข้าวไร่หมุนเวียน พัฒนาแหล่งน้ำ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และสร้างป่าสร้างรายได้

• พื้นที่พัฒนาโซน C ซึ่งใช้ทำไร่หมุนเวียนเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้า (ปี 2559/60) ใช้รูปแบบและต่อยอดการพัฒนาโซน A และโซน B ส่งเสริมพืชทางเลือกทดแทนการปลูกข้าวไร่ พัฒนาคุณภาพการผลิตพืชเดิม จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำ และสร้างป่าสร้างรายได้

• พัฒนาพื้นที่โซน D ซึ่งถูกทิ้งร้างจากการทำไร่หมุนเวียนเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้า (ปี 2558/59) ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง เกิดเป็นป่าธรรมชาติ หากตามวิถีเดิม ชาวบ้านจะหมุนเวียนกลับมายังพื้นที่โซนนี้ ตัดฟันและเผาต้นไม้ เพื่อเพาะปลูกพืชฤดูกาลใหม่ แต่ด้วยการพัฒนาพื้นที่โซน A, B และ C ทำให้ชาวบ้านมีผลผลิตที่มีคุณภาพ มีรายได้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องย้ายที่ทำกินไปยังพื้นที่อื่น พื้นที่โซน D จึงยังคงอยู่เป็นป่าธรรมชาติ สามารถใช้สอยและใช้ประโยชน์ได้ และจากกระบวนการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้มีการกำหนดขอบเขตป้องกันการบุกรุกทำลายป่า ปลูกป่าชุมชน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ขึ้นทะเบียนป่าชุมชน และมีการบริหารจัดการพื้นที่โดยชุมชน จัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า ทำฝายชะลอน้ำ

ผลจากการใช้ “โมเดลห้วยน้ำใส” ในปี 2562 สามารถคืนพื้นที่ป่าได้เกือบ 1,000 ไร่ และสร้างป่าชุมชนได้กว่า 500 ไร่ และเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ภาคธุรกิจ ตลาด ร้านค้า ร้านอาหารทุกแห่งปิดทำการ ในขณะที่คนเมืองเดือดร้อนยุ่งยากกับเรื่องอาหารการกินในสภาพชีวิตวิถีใหม่ คนบ้านห้วยน้ำใสกลับมีความสุขที่บ้านบนดอยกับครอบครัว ชุมชนมี “ซุปเปอร์มาร์เก็ตบนดอย” ไม่ต้องพึ่งตลาดร้านค้าข้างนอก ซุปเปอร์ฯ บนดอย มีทุกอย่างที่ต้องการอยู่ในไร่ในสวนรอบ ๆ บ้าน คนที่นั่นมีความมั่นคงด้านอาหาร และปลอดภัยจากโรคร้าย

“โมเดลแม่สอง: ไฟสว่าง ชีวิตสว่าง” พลังงานสะอาดจากน้ำและแสงอาทิตย์ ตำบลแม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 240 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 7 ชั่วโมง ประชากรเป็นปกาเกอะญอ 2,685 ครัวเรือน จำนวน 11,200 คน ครอบคลุมพื้นที่ 256,000 ไร่ อยู่ในลุ่มน้ำเมย ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า เป็นพื้นที่เขตต้นน้ำ จึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภค แต่เวลากลางคืน แม่สองจะตกอยู่ในความมืด เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากติดขัดข้อกฏหมายป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ โรงเรียนที่มีอยู่เพียง 1 แห่ง และห้องเรียนสาขาอีก 14 แห่ง เด็ก ๆ ต้องจุดเทียนทำการบ้าน อ่านหนังสือ บางบ้านพ่อต้องใช้ไฟฉายคาดหน้าผากส่องแสงสว่างให้ลูก รวมทั้งสถานีอนามัย 2 แห่ง ต้องใช้เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก แต่ไม่เพียงพอต่อการบริการทางสาธารณสุขพื้นฐาน

โครงการการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบใช้ความสูงน้ำต่ำมาก จึงเหมาะกับสภาพพื้นที่ภูเขา ที่มีลำธารขนาดเล็กมากมาย และมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแบบผสมผสานได้ ด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำจากต้นน้ำลำธาร ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ และแบตเตอรีลิเธียมไอออน (Lithium-ion battery) พร้อมระบบจัดการ Smart Monitoring บนพื้นที่สูง ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับชุมชน โรงเรียน สถานพยาบาล วัด หน่วยงานราชการในท้องถิ่น และช่วยปรับระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง เครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่เกษตร ระบบการให้น้ำในโรงเรือนปลูกพืช ส่งผลดีต่อคุณภาพการผลิตของเกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โมเดลแม่สอง: ไฟสว่าง ชีวิตสว่าง ดำเนินการแล้วใน 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านแม่ระเมิง และบ้านวะโดรโก ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และบ้านปูคำ-ห้วยแห้ง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ครอบคลุม 59 ครัวเรือน ประชากรกว่า 300 คน โรงเรียนหลัก 1 แห่ง ห้องเรียนสาขา 14 แห่ง สถานพยาบาล 2 แห่ง โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะพร้อมระบบน้ำ 2 แห่ง หน่วยงานท้องถิ่น ร้านสหกรณ์ และวัด โดยชุมชนมีการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการและกำกับดูแลการใช้พลังงานไฟฟ้า แต่งตั้งหัวหน้าซอย เพื่อดูแลการใช้ไฟฟ้าของลูกบ้านในซอยให้อยู่ในกติกา เช่น แต่ละบ้านอนุญาตให้มีหลอดไฟแสงสว่างได้เพียง 2 หลอด ห้ามใช้เครื่องไฟฟ้าที่มีขดลวด เป็นต้น และกำหนดกิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ น้ำและป่าไม้ รวมทั้งสร้างความตระหนักของชุมชนถึงความสำคัญในการดูแลป้องกันและอนุรักษ์ต้นน้ำ ให้เป็นแหล่งสร้างพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

พื้นที่ดำเนินการ โมเดลแม่สอง ทั้ง 3 พื้นที่ จะทำหน้าที่เป็นตันแบบการเรียนรู้ให้แก่พื้นที่อื่น ในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีบริบทคล้ายกัน เพื่อขยายผลให้พี่น้องบนดอยมีไฟสว่าง ชีวิตสว่าง โดยทั่วถึงกัน

SHARE
Writer
PDing
Amature
Writer

Comments

Papilion
11 days ago
👍
Reply