สถานะ x.1 : รักแรกพบ?

“...แห้งเหี่ยว...

ชีวิตฉันช่วงนี้มันช่างแห้งเหี่ยวเหมือนกับต้นไม้ในฤดูแล้งที่เหลือแต่ก้านสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกเหี่ยวเฉา ชีวิตแบบเดิม ๆ ตื่นมาทำงาน ทำงานเสร็จกลับบ้าน ฉันไม่กิน ไม่เที่ยว ไม่สุงสิงกับใคร ไม่มีแฟน นั่นทำให้ชีวิตช่างจืดชืดสิ้นดี บวกกับฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ฝนดันตกหนักกลางหน้าร้อน...ถามจริง?...ใครมันจะไปพกร่มมา เซ็ง! แต่ก็อย่างว่าจะเอาแน่อะไรกับฟ้าฝน

ฉันไม่มีทางเลือกอืี่นนอกจากรอให้ฝนซาลง ฉันไม่อยากตัวเปียก ฉันควรจะกลับเข้าไปนั่งในตึก ท่าทางจะตกอีกนาน แค่คิดว่าต้องทนรถติดอีกหลายชั่วโมงบนขนส่งสาธารณะระบบแอร์ธรรมชาติก็ยิ่งเซ็ง แต่อย่างน้อยวันนี้ก็คงไม่ร้อนตับแตก เพราะดูจากปริมาณน้ำฝนแล้ว คงทำให้อากาศเย็นลงไปอีกหลายองศาเลยล่ะ

ระหว่างที่เดินกลับเข้าไปในตึก เพื่อหาที่นั่งรอฝน เสียงนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ฉันควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าใบโตที่พวกคนที่ทำงานก็ต่างพากันแซวว่าฉันแบกบ้านมาทำงาน แต่ฉันไม่สนใจคำถากถางพวกนั้นหรอก ฉันชอบมีของที่ต้องใช้ครบอยู่ตลอดเวลามากกว่า ถ้าต้องใช้แล้วไม่มี มันน่าหงุดหงิด ฉันเลิกแคร์ผู้คนที่ไม่ได้หวังดีกับฉันนานแล้ว เสียเวลาชีวิตเปล่า ๆ คนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักฉันจริง ๆ และฉันก็ชอบที่จะให้พวกเขาเข้าใจว่าฉันเป็นคนขวาง ๆ ทำอะไรทวนกระแสสังคม เพราะต้องการต่อต้านสังคม เอาเถอะ ตามสบาย แม้จะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่คนพวกนั้นก็ทำได้แค่พูดจาดูถูกคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น ฉันเอือมกับสังคมแบบนี้เต็มที แต่ทำไงได้ ยังต้องติดอยู่นี่เพราะเงินมันดี ต้องหาเงินใช้หนี้ให้พ่อที่ธุรกิจล้มละลายเพราะโดนเพื่อนโกง นั่นสิ ไม่แปลกหรอกที่ฉันเพื่อนน้อยมาก และไม่มีเพื่อนที่ทำงานเลย คนมันมีปม

“โอ๊ะ!” แรงกระชากที่แขนซ้ายทำให้หยุดชะงัก โทรศัพท์เกือบหลุดมือ มันตกใจมากกว่าเจ็บ ฉันหันไปมองต้นตอของแรงกระชากนั้นทันที
“ขอโทษครับ ผม...” คนที่เดินชนฉันรีบบอก เราสบตากัน ชั่วขณะนั้น ฉันก็รู้สึกวาบขึ้นกลางอก มันแปลกมาก เขาเป็นคนแปลกหน้า แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นเคย เขาเองก็ชะงักไปก่อนจะยิ้มออกมา...ยิ้มสวยซะด้วย
“เจ็บหรือเปล่าครับ” หล่อ...หล่อเลยล่ะ หน้าขาวจั๊วะอย่างกับหลุดออกมาจากซีรี่ย์จีน
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันจ้องหน้าเขา คุ้นมาก เคยเจอที่ไหนนะ 
ยิ่งฉันจ้อง เขายิ่งยิ้มกว้างขึ้น หน้าขึ้นสี ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ 
ฉันคงจ้องเขาหนักไปหน่อย และเดาว่าฉันคงขมวดคิ้วจนหน้ายุ่ง 
“ขอโทษครับ” เขาหน้าแดง “ไม่ได้หัวเราะคุณนะ แค่มันแปลกจนอดขำไม่ได้” 

อ้อ ใช่ บังเอิญว่าฉันไม่สวยถึงขนาดจะทำให้เขาตกตะลึง หรือเคลิบเคลิ้ม ก็อย่างว่าล่ะ มองดูตัวเองในกระจกทุกวันก็พอจะเข้าใจเขาอยู่ บุคลิกท่าทางยิ่งแล้วใหญ่ มีคนเคยเดาว่าฉันเหมือนเด็กสถาปัตย์ เกษตร วิศวะ ดูลุย ๆ เซอ ๆ เดากี่ทีก็ไม่เคยถูก ท่าทางแบบฉันไม่น่าเรียนหมอ ยิ่งโตขึ้นมาทำงานแล้ว เดินออกไปนอกโรงพยาบาลคนยิ่งดูไม่ออก ฉันไม่ค่อยแคร์หรอกเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม รักษาคนให้หายป่วยได้ก็พอ แล้วเวลามาที่ทำงานส่วนใหญ่ก็เข้าห้องผ่าตัด แต่งหน้าไปให้ใครดูล่ะ แถมต้องใส่แมสตลอด ชุดที่ใส่ประจำก็ชุดผ่าตัด ตอนค่ำจะกลับบ้านก็ไม่มีใครสนใจแล้ว ฉันเลือกใส่เสื้อทำงานทรงสุภาพแบบเรียบ ๆ ที่ผ้านุ่ม ตัวหลวม ๆ ใส่สบาย กับกางเกงทำงานเอวยืดสีสุขุม รองเท้าผ้าใบสีดำ นี่เป็นเครื่องแบบทำงาน ฉันว่าดูดี แต่เพื่อนว่าเฉิ่ม มันเตือนให้แต่งตัวดี ๆ แต่งหน้าบ้าง แต่ฉันไม่เคยทำตาม กลับถึงบ้านก็เหนื่อยจนแทบจะล้มตัวลงนอนทันทีแล้ว ถ้าต้องล้างเครื่องสำอางค์ ตื่นเช้ามาแต่งหน้าอีก มันเป็นภาระเกินไป
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันคงจ้องคุณแรงไปหน่อย ขอโทษด้วยค่ะ” ฉันบอกยิ้ม ก่อนจะก้มหัวให้เขาแทนการบอกลา
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ คือ...” เขาหัวเราะน้อย ๆ “คือ...คุ้นหน้าคุณมาก รู้สึกเหมือนเราเคยเจอกันมาก่อนเลย”

ฮ่ะ!... เอาจริงดิ นี่มุขจีบสาวเหรอ ถึงฉันจะคุ้นหน้าเขาเหมือนกันก็ตาม และยอมรับว่าใจเต้นแรงกับรอยยิ้มและความหล่อของเขา ไม่รวมไอ้ที่วาบ ๆ ตรงอกนี้ซึ่งฉันไม่รู้ว่าคืออะไรนะ ฉันก็คิดว่ามันเลี่ยนเกินไปอยู่ดี

“เดี๋ยวนี้เขาไม่จีบสาวอย่างนี้แล้วมั้งคุณ” เอากะเขาสิ สันดานเดิมฉันแก้ไม่หายจริง ๆ ปากหมา
เขาหัวเราะ “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” เขาหน้าแดงแปร๊ดเลย สงสัยจะพูดแรงไป เขาคงจะอายแย่แล้ว
“ขอโทษทีนะคุณ อย่าถือสาฉันเลย ฉันมักจะปากหมาแบบนี้แหละ อีกอย่างฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ผู้ชายจะจีบอยู่แล้ว นี่ก็ดูมั่นหน้าไป ฮ่าๆๆ ขอโทษด้วยค่ะ” ฉันก้มหัวให้เขาก่อนจะเดินออกมา

เขาเดินตามมา ฉันจึงหันกลับไปมอง
“คือ... คุณว่างไหมครับ เอ่อ... ตอนนี้ฝนก็ตกหนักเลย ยังออกไปไหนไม่ได้อยู่ดี ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมขอเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วได้ไหมครับ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ผมเดินชนคุณ”
ฉันหัวเราะกับความคิดตัวเอง รู้สึกสวยขึ้นมาทันทีที่มีผู้ชายหน้าตาดีชวนไปดื่มกาแฟ 
“นี่ถ้าฉันหลงตัวเองอีกหน่อย ฉันจะคิดว่าคุณจะจีบฉันจริงนะเนี่ย”
ขายิ้มกว้าง ขำกับสิ่งที่ฉันพูด “จะถือว่าอย่างงั้นก็ได้ครับ” 
ฉันเลิกคิ้ว อยู่แห้ง ๆ มาสามสิบกว่าปี เอาเถอะ นี่ถิ่นเรา ไม่อันตราย อย่างน้อยคนชวนก็หล่อ รอฝนก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่ดี วันนี้จะได้สดชื่นกับเขาบ้าง นั่งคุยกับอาหารตาก็น่าจะรื่นรมย์ไม่น้อย ฉันยิ้มน้อย ๆ ให้กับความคิดในหัว
“ได้กาแฟสักแก้วก็ดีเหมือนกัน”

ฉันยังคิดถึงเขาไม่เลิกเลย ตั้งแต่ลากันที่ร้านกาแฟ จนถึงตอนนี้ที่กำลังจะเข้านอน เคยเจอที่ไหนนะ 
... ‘ผมชื่อภาคครับ เพิ่งมาทำงานที่นี่วันนี้วันแรก’... คนอะไรยิ้มสวยจัง ยิ้มจนคนดูอยากจะยิ้มตาม คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่าฉันอ่อนกว่าเขาสามปี ต้องเรียกพี่สินะ ...พี่ภาค...ฮ่าๆๆ ได้ความรู้สึกแบบสาว ม.ปลายแอบชอบรุ่นพี่ไปอีก ดัดจริตจริง ๆ เลย เอาจริงดิ นี่ฉันกำลังชอบเขาจริงเหรอเนี่ย ฟีลลิ่งนี้! ตอนอายุสามสิบห้าเนี่ยนะ!?
“ยังไม่นอนอีกหรอเจ้” น้องชายฉันเปิดประตูเดินเข้ามานั่งปลายเตียง
“กำลังจะนอนละ”
“มีเรื่องอะไรรึเปล่า” 
“ทำไมถึงถาม”
“หน้าตามันออก”
“ยังไงยะ”
“แบบมีเรื่องคาใจ ละก็แบบคนไปเจอเรื่องดี ๆ  มา อะไรประมาณนั้น”
“โห แม่นแท้ แกนี่เป็นหมอผีหรือเปล่า”
“หมอดูก็พอมั้ง แหม”
“จริงๆ ก็มีเรื่องสงสัยนิดหน่อย”
“เรื่อง?”
“วันนี้เจอผู้ชายแปลกหน้า หล่อมาก ชวนไปกินกาแฟ”
“นั่น! นั่นไง” มันตบตักฉาด ๆ “เขาจะจีบเจ้อ่ะดิ”
“เออ เขาก็ว่างั้นว่ะ ฮ่าๆ รู้สึกสวย...”
“คือ แหม” มันทำปากจิ๊ ๆ “เจ้ก็ไม่ได้ขี้เหร่นะ แต่ค่อนข้างจะ...อื่ม...แต่งตัวไม่เป็น เอางี้ดีกว่า ใช้คำว่าเฉิ่ม ก็จะแรงไปหน่อย”
“เออ เข้าใจได้”
“ไม่ต้องสวยมากก็มีคนจีบได้นะเจ้ ว่าไปนี่ก็ร้ายนะเรา มาฮอทตอนสามสิบห้า”
ฉันหัวเราะหึ ๆ “ฮอทบ้าฮอทบออะไร นอกจากชวนไปกินกาแฟ แล้วก็ไม่มี sign อย่างอื่นเลยที่บอกว่าเขาจะจีบ อย่าดัดจริต”
“มันเป็นยังไง ไหนเล่ามา” 
“ก็ไม่มีอะไร กินกาแฟ คุยกันเรื่องฟ้าฝน หนังสือ หนัง การ์ตูน กาแฟ คุยสนุกดี มันแปลกตรงที่แม่งคุ้นมากเลยว่ะ”
“เคยเจอกันเหรอ”
“ไม่เคยนะ ถ้าเคยต้องนึกออกละ แต่นี่นึกยังไงก็นึกไม่ออก แต่ตอนเจอกัน ฉันรู้สึกวาบ ๆ ตรงเนี่ย” ฉันลูบออก “แล้วแบบเหมือนโดนดูดอ่ะ คือมองเขาจนตาจะถลนออกมาก็รู้สึกว่าอยากมองอีก”
“รักแรกพบเหรอเจ้ โอ้โห โรแมนติก”
“รักแรกพบมันเป็นยังไง แกรู้จักเหรอ”
“เขาก็เล่า ๆ กันมา อาการเหมือนเจ้นี่แหละ วาบ ๆ ที่อก รู้สึกคุ้นเคย เหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากัน คิดถึง อยากเจออีก”
“หมอผีชัด ๆ” ฉันหัวเราะฮ่า ๆ ในขณะที่เจ้าน้องชายบึนปากทำหน้าเซ็ง
“พรุ่งนี้เจ้จะเจอเขาไหม” จู่ ๆ มันก็เปลี่ยนอารมณ์
“ไม่รู้ดิ”
“ถ้าพรุ่งนี้เจออีก ขอแต่งงานไปเลย จะได้หายแห้งเหี่ยวซะที มดลูกมันมีวันหมดอายุนะเจ้ หยักไย่ขึ้นละมั้ง”
“ขอบใจที่เป็นห่วงนะยะ” ฉันเบะปาก “น่าดีใจแทนมดลูกจริง ๆ แต่มดลูกบ้านแกสิ หมดอายุ พูดเหมือนเป็นอาหารกระป๋อง”
เจ้าน้องชายตัวแสบฉันยิ้มร่า “ไปนอนแล้วเจ้ อ้อ! ใช่ จะบอกว่า เดือนนี้แม่บอกว่าไม่ต้องให้ตังค์แม่แล้วนะ แกว่าคืนเงินเขาครบหมดแล้ว เราปลดหนี้ได้แล้ว”
“เออ ยังไงก็ให้อยู่ดี”
เจ้าน้องชายเดินออกไป ฉันกลับมาอยู่กับตนเองอีกครั้งล้มตัวลงนอนแผ่มองเพดาน จู่หน้าเขาก็ลอยขึ้นมาอีก ถ้าพรุ่งนี้เจออีกก็ดีสิ...รักแรกพบงั้นเหรอ อาจจะใช่ก็ได้มั้ง ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะเจอกับตัว มันแปลกดี แต่ก็ให้ความรู้สึกที่ดีนะ ตื่นเต้นดีใจเหมือนว่าในที่สุดก็ได้เจออะไรที่รอมานานเสียที...”





SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments