รู้ใช่มั้ย.. ไม่ว่ายังไง


สบายดีมั้ย?
เราทักแกไปด้วยข้อความสั้นๆแบบนั้น เราคิดถึงแกมาสักพักใหญ่ๆแล้วแต่ก็ไม่ทักไปสักทีเพราะอยากคีพคูล บวกกับการเรียนออนไลน์ทุกวัน ทำการบ้านเสร็จก็สูบพลังงานไปมากโข ความจริงคือเราก็รู้ตัวว่าถ้าทักแกไป จิตใจของเราจะว้าวุ่น และไม่สามารถโฟกัสอะไรได้เหมือนเดิม เราคงเอาแต่นั่งรอว่าแกจะตอบข้อความเรามั้ย แล้วถ้าแกไม่ตอบเราก็คงจะเฟลไปอีก ก็เลยจบลงที่ไม่ทักดีกว่า ไม่พร้อมสู้รบกับใจของตัวเอง เรายังต้องการความสงบสุข ถึงแม้จะคิดถึงแกมากจนแทบทนไม่ไหว

แต่ก็อย่างที่เห็น สุดท้ายเราก็ทักแกไปจนได้ เหตุผลก็เพราะเรานึกขึ้นได้ว่าแกจะเข้าเรียนมหาลัยที่ไทย แล้วนี่ก็ล่วงเลยมาเดือน6แล้ว สรุปแกเป็นยังไงบ้าง เส้นทางชีวิตของแกจะสวนทางกับเราหรือเปล่านะ..?

ไม่ได้คุยกันนานเลย! ฉันสบายดี!
ข้อความที่แกตอบมาทำให้เราเผลอยิ้มกว้าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าแกสบายดี หรือเป็นเพราะแกดูกระตือรือล้นที่เราทักไป แกก็รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ย? ว่ามันดูนานมากเลยที่ไม่ได้คุยกัน

เราถามแกว่าช่วงนี้ทำอะไรอยู่ เพราะเราอยากรู้จริงๆว่าวันๆแกทำอะไร แต่แกก็ตอบเราว่าเหมือนเดิม พร้อมกับรีพลายข้อความเก่าที่แกเคยบอกเราไปก่อนหน้านี้เรื่องที่แกทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราก็เหมือนจะเข้าใจแกนะ แต่บางทีก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน.. แกเป็นเด็กอายุ19นะ ต้องแบกรับอะไรขนาดนั้นเลยหรอ..?

อย่างนี้นี่เอง! แล้วเรื่องมหาลัยล่ะว่ายังไง? ที่ทักมานี่เพราะคิดว่าแกตัดสินใจรึยังนะ..

เราถามเข้าประเด็นเพราะมันเป็นเหตุผลที่เป็นข้ออ้างให้ตัวเราทักแกไป เราเป็นห่วงแกและอยากช่วยเหลือถ้าทำได้ จริงอยู่ที่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแค่คนแปลกหน้าในบางความทรงจำ  แต่เราก็อยากจะให้แกเท่าที่เราทำได้ ในฐานะคนที่โตกว่าเท่านั้นแหละมั้ง มันคงเป็นทางเดียวที่ไม่ทำให้แกรู้สึกอึดอัดจนเกินไป ทำเหมือนไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้เลย..

แล้วแกก็บอกว่าเราแกจะเรียนทั้งหมายลัยที่ญี่ปุ่นแล้วก็ที่ไทย เราเลยถามต่อว่ายังไง แกบอกว่าที่นึงเรียนออนไลน์ พอได้ฟังคำตอบหลังจากนั้นเราก็ไม่อยากถามแกต่อแล้ว ดูเหมือนแกไม่อยากจะเล่าอะไรให้เราฟังเท่าไหร่ สองคำถามนั่นใช้เวลานานเกือบสัปดาห์ในการตอบ เราอยากคุยกับแก ที่ทักไปเพราะเราเป็นห่วงแก ไม่ได้ตั้งใจให้แกมาตอบคำถามเหมือนเราเป็นพิธีกรนะเว้ย เสียมารยาทจริงๆ

ถ้าไม่อยากคุยกัน ก็ไม่เห็นต้องทำเหมือนดีใจที่ทักไปเลย ไอ้บ้า..

เราเลยตอบแกไปว่า “อย่างงี้นี่เอง เราก็เรียนออนไลน์ทุกวันเหมือนกัน จะได้ไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็ยังไม่แน่ใจ ฮะๆ” เราตอบเหมือนคนบ้าพูดคนเดียวเพราะคิดว่าคงจะทำดีที่สุดได้แค่นี้ เราไม่ได้ถามอะไรแกต่อ แกก็คงไม่ตอบมาแล้วล่ะมั้ง? แต่ช่างมันเถอะ เราก็จะปล่อยแกไปแล้วกัน..


สนุกมั้ย?? จะมาโตเกียวหรอ?
หลายวันต่อมาอยู่ๆแกก็ตอบกลับมา คำถามอย่างรู้อยากเห็นนั่นมันอะไรกันน่ะ? เราทำตัวไม่ถูกที่อยู่ๆแกก็มาถามเรา หลังจากวันนั้นเราก็อุตส่าห์ใช้ชีวิตแบบที่ไม่คาดหวังว่าแกจะตอบเราอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นแต่ใจเรากลับเต้นแรงเมื่อเห็นข้อความจากแกอีกครั้ง

คราวนี้เป็นเราเองที่ไม่ยอมตอบแก อย่างแรกเพราะทำตัวไม่ถูก อย่างที่สองคืองอน ใช่! งอนนั่นแหละ ก็ดูแกทำดิ เราอุตส่าห์ทักไปด้วยความหวังดีแต่แกก็ตั้งกำแพงใส่เราแบบนั้น เย็นชาขนาดนั้นใครจะไปทนไหว แล้วพอเราจะไม่สนใจแกแกก็มา  แกรู้มั้ยว่ามันคือฟางเส้นสุดท้าย

วันต่อมาเราตอบข้อความแก เราเกลียดตัวเองที่ยังไงก็ห้ามตัวเองไม่ให้อะไรตอบยาวๆไม่ได้ เราคิดถึงแกมากจริงๆ เรากลายเป็นคนพูดมากทั้งๆที่ไม่ชอบพูดกับใครเลย ต่อให้คนมาเตือนหรือมาบอกให้ตัดบทแกไปแต่เราก็ทำไม่ได้ เราตอบแกตามที่ใจเราอยากตอบ แล้วอยู่ๆแกก็ตอบเรากลับมาอีก เราแปลกใจมากเพราะแกไม่เคยตอบเร็วแบบนี้มานานแล้ว นับตั้งแต่ที่แกบอกว่าไปทำธุรกิจอะไรนั่นน่ะ

แล้วในคืนนั้น ตอนที่แกตอบเรามาอีกเราก็เลยยิงคำถามที่ไม่คิดว่าจะทำให้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

นอนดึกอีกแล้วหรอ?
เราถามแกไปแบบที่ไม่คาดหวังอะไร แกอาจจะไม่ตอบเราก็ได้ แกเย็นชาเหลือเกิน แต่เราก็ยังอยากจะลองเสี่ยงดู เราวางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียงแล้วไปอาบน้ำ ในหัวก็เอาแต่คิดว่าสิ่งที่ถามไปจะทำให้แกรู้รึเปล่าว่าเรารู้สึกยังไง ก่อนจะปลอบใจตัวเองไปด้วยว่าไม่หรอก เพื่อนกัน

“แกนอนดึกเพราะยังคิดถึงคนเก่าอยู่รึเปล่า..?”

นี่ต่างหากคือคำถามที่อยากถาม ยังไงเราก็รู้ตัวดีว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง ถ้าคนที่แกจะคิดถึงในตอนกลางดึกก็คงเป็นเขา ถึงแม้ว่านี่จะผ่านมาได้3เดือนแล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าหัวใจของแกเป็นยังไงบ้าง แกลืมเขาได้หรือยัง แกพร้อมจะเริ่มต้นใหม่แค่ไหน หรือมันไม่มีทาง..

พอเราอาบน้ำเสร็จ เราก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน แกตอบเรากลับมาเยอะมาก เพียงแค่เราถามไปว่านอนดึกอีกแล้วหรอ แกบอกเราว่าพรุ่งนี้แกจะไปที่ๆนึง แกตื่นเต้นมาก ถามเราว่ารู้จักที่นั่นรึเปล่า คืนนั้นเรากับแกก็ได้คุยกัน แกส่งรูปภาพของกินที่แกชอบให้เราดู เราก็ส่งรูปที่เราเคยถ่ายให้แกดูเหมือนกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เราคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเกิดขึ้น แกชอบไปที่นั่นเราเองก็ชอบเหมือนกัน แล้วแกก็เริ่มถามเราว่าถ้าเรามาเรียนที่ญี่ปุ่นแล้วเราจะพักที่ไหน เราก็เลยส่งข้อมูลของหอพักเราไปให้แกดู

I really want tonight to last forever.. I really wanna be with you..
วันต่อมาเราเลยถามแกบ้างว่าแล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหนแล้ว ความจริงคือเราอยากรู้มากว่าจะได้มีโอกาสเจอแกมั้ย ถ้าเกิดว่าแกอยู่ใกล้ๆเราก็คงจะดี..

แกบอกเราว่าตอนนี้แกอยู่จังหวัดชิบะ(ติดโตเกียว) แต่แกกำลังจะย้ายแล้ว คำตอบของแกกำลังให้เรากังวัลมาก กังวลว่าแกจะย้ายไปที่ๆไกลกว่านี้ ในใจเราเอาแต่สับสนวุ่นวายอยู่คนเดียวตอนที่ถามว่าแกจะย้ายไปอยู่ไหน ระหว่างรอแกตอบเราก็ได้แต่ภาวนาขอให้แกไม่ไปไกลจากเรา.. เรากลัวเหลือเกิน เราอุตส่าห์ไปอยู่ประเทศแกแล้ว ถ้าแกไปไหนไกลจากเราอีกเราคงจะเสียใจมากๆ..

ฉันจะย้ายไปโตเกียว
กรี้ดดด!!!! คำตอบของแกเหมือนเป็นแสงสว่างที่จุดพรึบขึ้นในใจเรา นี่มันดียิ่งกว่าอะไรซะอีก! แกจะย้ายมาอยู่โตเกียวเหมือนเรา! แกจะอยู่ใกล้ๆเรา! เราดีใจมากเลยนะ อาจจะฟังดูบ้าบอแต่เราดีใจจริงๆนะที่จะได้อยู่ใกล้ๆแก ถ้ามีโอกาสก็อาจจะได้เจอแกบ่อยๆ คือเรามีความสุขมากจริงๆนะ อะไรมันจะพอดีขนาดนี้ แกน่าจะบอกเราเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ เอาแต่อ้อมไปอ้อมมาอยู่นั่นแหละ ถ้าเราไม่ถามแล้วแกจะพูดมั้ย? เห้ออ ผู้ชายประเทศเกาะ!!

“งั้นก็ดีเลยไม่ใช่หรอ เราอาจจะเจอกันได้รึเปล่านะ ฮะๆ” เราถามแกไปก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนความเขิน พยายามบิ้วตัวเองว่านี่เป็นคำถามปกติ  เพื่อนกันถามได้ แต่กลับเขินจนหน้าแดงไปหมด

ถ้าเธออยากเจอนะ ฮะๆ

เราเห็นคำตอบแกแล้วก็เขินเป็นบ้าคนเดียวอีกระลอก นั่นแปลว่าแกไม่ปฏิเสธที่จะเจอกันใช่มั้ย? ถ้าเราบอกแกว่าอยากเจอแกก็จะมาเจองั้นหรอ งืมมม

แต่ฝันไปเถอะว่าจะพูด..!

แล้วแกไม่อยากเจอเราหรอ? ฮะๆ
เราถามย้อนอย่างจงใจ ตายเถอะ เราไม่เคยเป็นคนแบบนี้เลย ปกติเป็นคนตรงๆถามตรงตอบตรง แต่อยู่ๆเราก็อยากแกล้งแกขึ้นมายังไงไม่รู้ >< แต่ไอ้ ฮะๆ หลังประโยคก็ยังคงใช้กลบเกลื้อนความรู้สึกเหมือนเดิม

คิดว่า ‘ถ้าเจอกันได้ก็ดีสินะ’ต่างหากล่ะ ฮ่ะๆ
แกรู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกมา!!! ไม่ต้องมา ฮะๆ กลบเกลื่อนตามเลยไอ้บ้า /// ประโยคแกมันหมายความว่าแกเองก็อยากเจอเราหรอ?? หื้มม นี่มันอะไรเนี่ย เขินจนบิดเป็นกุ้งแล้ว

เราเอาผ้าห้มปิดหน้าแล้วนอนบิดไปบิดมาอยู่คนเดียวด้วยความเขินเอามากๆเลย เขินจนไม่กล้าตอบแกอีก -///- เอาอีกแล้วนะ ถ้าไม่ถามก็จะไม่พูดเลยใช่มั้ยว่าอยากเจอกันรึเปล่า ต้องให้เค้นคำตอบอยู่เรื่อย เค้นทุกเรื่อง เราอยากไปหยิกแก้มแกจริงๆ การเจอกันมันก็ต้องอยากเจอกันทั้งสองฝ่ายสิ จะมาถามเราคนเดียวได้ไงล่ะ หัดพูดความรู้สึกตัวเองบ้าง!! เลิกอ้อมโลกเข้าใจมั้ย?? ‘ถ้าเจอกันได้ก็ดีสินะ’ หรอ? พูดมาตรงๆสิว่าอยากเจอ ภาษาญี่ปุ่นนี่มันน่าขัดใจทั้งคนใช้ทั้งตัวภาษาจริงๆ เอาแต่พูดว่า ‘คิดว่า.... ก็ดีสินะ’ นี่แกเพ้อคนเดียวกันอยู่รึไง!!?

และแน่นอนคำตอบที่เราตอบแกไปหลังจากที่ตั้งสติได้(เกือบชั่วโมง) ก็คือ..


ฉันก็เหมือนกัน!
พูดมาพูดกลับไม่โกง เรามีความรู้สึกนี้ให้แกมาตลอด เราดีใจมาก มีความสุขมากที่เห็นแกพูดแบบนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าสำหรับแกมันเป็นความรู้สึกแบบไหน แกพูดด้วยความรู้สึกแบบไหน แกเขินรึเปล่า แต่เราเขินมากเลย มันเป็นเรื่องปกติรึเปล่าที่จะเขิน? หรือว่าเพราะเราชอบแกก็เลยเข้าข้างตัวเองมากไป? 

หลังจากนั้นเราก็บอกตัวเองว่าอย่าคาดหวังมาก ระหว่างนี้อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่ทุกครั้งที่เผลอคิดถึง ก็อดที่จะมีความสุขไม่ได้อยู่ดี.. เราแอบตั้งตารอ เพราะแกพูดแบบนั้นถึงจะพยายามเฉยๆแต่ก็มีความสุขอยู่ดี..

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามที่หวังหรือเปล่า แต่ขอบคุณนะที่ทำให้เรามีความสุข นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ ขอบคุณจริงๆ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้นเราก็ขอให้แกดูแลรักษาหัวใจตัวเองดีๆ

แล้วมาเจอกันนะ เราจะรอ :)




ปล. ฮะๆ หรือ 555 ในภาษาญี่ปุ่นจะใช้ตัวอักษรตัวนึงที่แปลว่าหัวเราะ ฟิลเดียวกับ 555 ต่อท้ายประโยคของบ้านเรา แต่เขียนเป็น 笑 แทน เราไม่รู้จะแปลออกมายังไงก็เลยแทนว่า ฮะๆ ฟิลมันก็เลยอาจจะไม่ตรงขนาดนั้น แต่อักษรนั้นมีความหมายว่าหัวเราะหรือยิ้ม ย่อมาจาก 笑う

SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments