เขียนไว้ให้คนข้างๆ มาอ่าน ใน 10 ปีข้างหน้า
หลายวันนี้เกิดคำถามแปลกๆ ขึ้นมาว่า...

หากผมจากโลกนี้ไป ลูกสาวผมจะมาไล่ไถ Timeline ใน Facebook ผมรึเปล่าหว่า จะมาไล่ดูรูปใน IG ผมไหม? อ่านเรื่องใน Storylog ที่เคยเขียน ไปจนถึงลองเสิร์ชชื่อพ่อมันใน Google หาคลิปใน Youtube ดูไหมนะ?

ในยุคนี้ เราแชร์อะไรลงโซเชียล มันก็คงอยู่ในนั้นไปสักพักใหญ่ๆ แหละ อาจจะมีคนขุดมาตอนไหนก็ได้ ‘ตัวตน’ ของเราคงไม่ได้ถูกลบไปได้ง่ายนัก

ซึ่งก็ดีนะ ถ้าในวันนั้นผมไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองให้ลูกฟังอีกแล้ว ให้เขาได้มาเจอเรื่องราวต่างๆ ที่ผมทิ้งไว้ในนี้ก็ดี

มันอาจจะเป็นเรื่องตลกๆ อย่างการที่ไปตบกับโจรจีน ถึงเรื่องจริงจังอย่างการวิเคราะห์การเมือง หรือการตกตะกอนความคิดผ่านการทำธุรกิจ

ได้เห็นรูปพ่อมันแก้ผ้าใน Harbin ไปจนถึงรูปราเมงที่ลูกคงสงสัยว่าพ่อมันแดกอะไรเยอะแยะ

ได้เห็นรูปตัวเองและเรื่องราวที่ผมเขียนถึงเขา ตั้งแต่วันที่เขายังไม่รู้เรื่องรู้ราว อันที่จริง ตอนพิมพ์สเตตัสนี้ ลูกผมก็นอนหลับอยู่ข้างๆ นี่แหละ : p

ผมทำงานเกี่ยวกับ Story มาเป็น 10 ปี
แต่ไม่เคยเข้าใจมันในมุมมองนี้มาก่อน

ตอนเริ่มต้น Storylog ผมทำด้วยแนวคิดที่ว่า เรื่องราวดีๆ ไม่มีวันตาย แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันมากกว่านั้น
Story มันคือ Legacy
มันเป็นมรดกที่เราทิ้งไว้ได้
คิดอย่างนี้แล้วอยากเล่าอะไรมากมายเพิ่มขึ้นเต็มไปหมด เราอยากถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ลูกอ่านแฮะ

ดีบ้างแย่บ้าง มีประโยชน์บ้าง ไร้สาระบ้าง
แต่วันนึงถ้าเรามานั่งพูดนั่งคุยกับเขาไม่ได้

...ตัวอักษรเหล่านี้มันย้งคงอยู่

ให้เขาได้คุยกับเราผ่านตัวอักษรนี้
อาจจะทำให้เขาหัวเราะได้ในวันเหนื่อยๆ
อาจจะทำให้เขาร้องไห้ในวันที่คิดถึงกัน

อาจจะทำให้ได้มีรอยยิ้มเล็กๆ หากเขารู้ว่าหลังผมกดโพสต์สเตตัสนี้ ผมจะอุ้มเขาไปนอน และต้องผ่านไปเป็า 10 ปีแหละ เขาถึงจะได้มาอ่านสิ่งนี้ได้

ถึงวันนั้นคงอุ้มลูกไม่ไหวแล้ว
แต่หวังว่าจะยังมีเรื่องราวดีๆ
ได้เล่าให้ลูกฟังอยู่ละกัน : ))
SHARE
Writer
Pippo
Entertainer
Barista at Storylog

Comments