ความทรงจำหนึ่งเพิ่งผ่านไป
คอร์ดรัก
  ท่ามกลางค่ำคืนเงียบสงัด ระหว่างทำงานกลุ่มเสร็จเรียบร้้้อยแล้ว ฉันมองเห็นเเสงไฟสลัวค่อยๆกระพริบอย่างเชื่องช้า 
ราวกับว่ากำลังเยาะเย้ยคนขี้กลัวให้รับรสความกลัวอย่างเต็มที่ในบรรยากาศที่แสนจะเอื้ออำนวย " ใจนี่มันช่างขี้ขลาดซะเหลือเกิน" สายลมหอบเอาความหนาวปกคลุมร่างบาง ตึกสูงเพียงไม่กี่ชั้นนีี่เองที่ทำให้ฉันหวาดหวิวใจได้ไม่น้อย ฉันบอกลาเพื่อนๆ "เรากลับเเล้วนะ" ถึงเเม้ในใจจะเเบกความกลัวไว้หนักอึ้งก็ตาม ขณะก้าวออกจากตึกด้วยใจเด็ดเดี่ยว มองโทรศัพท์มีเเบตเหลือเพียง2% ฉันบอกคนในสายว่า "อย่าวางนะ เค้ากลัว เเบตจะหมดแล้วด้วย อย่าวางนะ" หลังจากนั้นเสียงปลายสายก็กลายเป็นเสียงกีตาร์คลอเบาๆสลับกับเสียงหัวเราะ ฉันแอบดุเขาอยู่ในใจเหมือนกัน มันน่าหัวเราะตรงไหน ก็เรากลัวนี่ เเต่สำหรับเขาเเล้ว คงมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับหญิงสาวอายุ21 จึงเปรยเสียงหัวเราะสลับกับเสียงเพลงตลอดสาย หััััวใจฉันเเอบยิ้มเล็กน้อย เเล้วรีบสาวท้าวให้ถึงรถเร็วที่สุด จากนั้นเริ่มตั้งสติ กดปุ่มสตาร์ทเเล้วบิดเต็มที่ ไฟกระพริบทอดยาวบนถนนที่เต็มไปด้วย ลูกระนาด ( พระเอกทุกสถานการณ์ของมหาลัยแห่งหนึ่ง ) ฉันแอบเรียกคนในสาย "เธอ เธอพูดอะไรหน่อยสิ เค้ากลัว ได้ยินไหม เธอ ถ้าแกล้งจะโกรธจริงๆแล้วนะ " แม้ฉันจะพร่ำพรรณนากับปลายสายอย่างไร ก็มีเพียงความเงียบปกคลุมทุกอณูความกลัว ฉันเหลือบมองโทรศัพท์เจ้ากรรมด้วยหางตา เพราะต้องมองทางที่มืดสนิท ขณะนั้นเอง หััััวใจฉััััันหุบแผ่วทันที ปฃายสายถูกตัดไปแล้้ว ใช่ มันตัดไปแล้ว :( 
พลังเเบตเตอรี่อันน้อยนิด ได้หมดลงแล้ว...

จากนั้น ฉันรีบบิดคันเร่งโดยไม่คำนึงถึงลูกระนาดเลยเเม้เเต่น้อย ตัวฉันกระโดดสูง แต่หน้ายังชารับแรงลมไม่หวั่น ผนวกกับเสียงหัวใจที่เต้นคร่อมจังหวะมาสักพักแล้ว มันช่างน่าขันนัก หากให้เปรียบเทียบคงเหมือนรายการโชว์ตีระนาดระดับนักดนตรีมือโปรเชียวละ ทำเอาปวดไปหมดทั้งตัว เเต่ความปวดที่คุ้มกันความกลัวได้ตลอดรอดฝั่งก็นับว่าคุ้มที่สุดเเล้ว ฉันเผลอยิ้มอย่างภูมิใจ

เมื่อมาถึงหอพัก ลมก็กระหน่ำซัดดอกเอื้องฟ้าหล่นประปราย ต้นไม้ร้องโหยหวนเกี่ยวกันพัลวันตามเเรงลม ฉันรีบวิ่งขึ้นห้องด้วยความเร็วเเสง หากเปรียบกับความคิดถึงที่เร็วนักแล้ว ก็ยังเเพ้ความกลัวของฉัน ณ ขณะนี้อย่างราบคาบ ( ฉันแอบขำที่เปรียบเทียบความเร็วกับความคิดถึง เเต่นั่นเเหละ ก็ไอ้เจ้าความรักเยียวยาฉันให้ตื่นทุกขณะนี่นา ฉันหัวเราะกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ) 


ห้อง ชั้น4 มันช่างสูงเหลือเกิน ขาฉันอ่อนเเรงเนื่องจากความรีบที่สั่งสมมาตั้งเเต่ต้น ฉันใช้เเรงมากเกินไปกับเรื่องนี้ คิดเเล้วก็ได้แต่หัวเราะคนเดียว 

ฉันจึงค่อยๆเดินช้าๆจนถึงหน้าห้อง ฉันถอนหายใจยาวอีกเฮือกหนึ่ง.. เห้ออออ.. ถึงสักทีนะ ฉันเคาะประตูสามครั้ง ก็ได้ยินเสียงหวานตอบรับ "เปิดเข้ามาเลยค่ะ" ปลายเสียงเป็นน้องเมทผู้น่ารักนั่นเอง ฉันวางเป้บนโต๊ะหนังสือ เดินไปหยิบสายชาร์จ จัดเเจงชาร์จปุ๊บปั๊บ จึึงเปิดเครื่อง 

ในใจแอบหวังให้ปลายสายเเต่งกลอนส่งมาสักบท ฉันใส่หูฟังเพื่อบ่งบอกว่าจะอยู่ในโลกส่วนตัวสักพัก  แต่ก็ไม่จริงเสมอไป เพราะบางครั้งเมื่อใส่หูฟังคุยกับอีกคนก็กลายเป็นโลกของเราโดยง่ายดาย  ฉันกดโทรหาเขา รอสายสักพัก ก็รัวประโยคใส่มากมาย " เมื่อกี้ เเบตหมด เค้ากลัวมากเลยนะ  บลาๆ" ปลายสายยังคงยิ้ม เเละเดินไปหยิบหนังสือมาอ่านกลอนที่ชอบให้ฟัง สลับกับร้องเพลงคลอเบาๆ...ในห้วงคำนึงมันสั่งให้นึกถึงกลอนที่เขาเเต่งส่่งมาในช่วงเย็น ว่า..
.
ไกลกว่าอีกซีกโลกหนึ่ง...
ขบวนลมความคิดถึงจึงดั้นด้น
เคลื่อนสู่จังหวัดใจในบัดดล
เพื่อบอกรักใครบางคน, ตรงปลายทาง

คุณ : เล่นกีตาร์เป็นมั้ย?
.... : พอได้

คุณ : คอร์ดนี้คอร์ดอะไร

นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วก้อย วางอยู่บนสายกีตาร์ทั้ง6สาย

 : นี่สินะที่เขาเรียกว่าเขินเเก้มเเดง 
ลองทำดูููู สิ อาการเราไม่่่่่ต่างกััััััันแน่่่ ๆ : ) 

.
.สุดท้าย



ฉันอมยิ้ม ราวกับว่าคอร์ดที่เล่นเป็นคอร์ดรัก บทกวีที่เธอแต่่่่งส่่่่งมา ช่างหวานจัััับใจกว่าบทอื่นใดที่เคยอ่านเลย ...


#บันทึกความทรงจำหนึ่งพึ่งผ่านพ้นไป🌼
SHARE
Writer
mathu98
writer
the moon

Comments