ณ ห้วง หนึ่ง
ฉัน...
   ฉันวิ่งตามสิ่งหนึ่งมานานนักเเล้ว ลุงชัยต้อนวัวข้ามสะพานไม้ไผ่ผ่านมา แกหยุดนิ่งมองที่ฉันด้้้วยสายตางุนงง ยืืนคนละฟากฝั่งคลอง เเกตะโกนบอกฉันเกี่ยวกับเรื่องพายุที่จะถ่าโถมเข้าซัดหมู่บ้านตีนเขาในค่ำคืนนี้ ด้วยความเป็นห่วงเเกไล่ฉันกลับบ้าน พร้อมบ่นยาวพรืด ฉันฟังไม่ถนัดนักด้วยลมหนาวที่โหมเข้าใส่ราวหอบเอาหิมะมาจากขั่วโลก เย็นเฉียบไปทั้งตัว ด้วยความเหนื่อยฉันจึงหอบแห่กๆเเข่งกับเจ้าตูบ เพื่อนคู่ใจ 

"ข้ามคันนายาว คงจะถึงศาลาร้าง ฉันจะหยุดพักสักประเดี๋ยว เเล้วค่อยวิ่งหามันต่อ เจ้าสามสี วิ่งหนีข้าไปไกลเหลือเกิน...."

   เเดดอ่อนๆส่องกราดตกกระทบบนเเคร่ไม้ผุพัง เสี้ยนไม้ไผ่โผล่เเหลมน่าสยองนัก หากโดนบาดเข้าเลือดคงไหลซิบเป็นทางเชียวละ ฉันจึงเลือกนั่งริมเเคร่กวาดสายตามองรอบๆศาลาหลังเก่าที่เต็มไปด้วยคำประชาสัมพันธ์บนกระดาษที่ขาดรุ่งริ่ง หลังคาพังถล่มทับเเทงค์น้ำจนราเขียวเกาะกุมหนาขนัดเพียงเเค่สำรวจเเวดล้อมรอบๆก็ชวนขนลุกซู่ ลมพัดใบไม้เเห้งปลิวหล่นลงพื้นโคลนอย่างเบาหวิว ก็ด้วยฝนตกยามเย็นนั่นเเหละที่ทำให้ใบไม้ติดโคลนไม่ติงไหว เจ้าตูบใช้ปลายจมูกดมกลิ่นรอบศาลา เท้าเหยียบใบไม้จมโคลนเสียงดังกรอบเเกรบ ปลวกน้อยใหญ่จับจองที่อยู่อาศัยใต้ต้นไม้สูงลิบสุดปลายตา ฉันเงยหน้ามองช้าๆตามกิ่งเเมกไม้ที่มีเถาวัลย์ย้อยระโยงระยางต่อสู้กันพัลวันเพื่อชูคอรับเเสงแดดอ่อน ขณะนั้นเองที่ฉันตะโกนบอกเจ้าตูบเพื่อนรักที่นอนตะกุยดินอยู่ล่างเเคร่ หลังจากสำรวจพื้นที่เรียบร้อย ฉันตะโกนด้วยความดีใจสุดชีวิต "เจ้าตูบๆ ฉันเจอเเล้ว เจ้าสามสี มันอยู่บนกิ่งไม้นั่นไง เจ้าตูบ " ฉันลุกพรวดชี้ไปยังกิ่งไม้เล็กบนต้นไม้อันทึมทึบไปด้วยใบไม้เขียวชอุ่ม หุ้มด้วยเเดดอ่อนยามเย็น เเดดอ่อนเคลื่อนตัวเพียงนิด เเสงสว่างก็วะวาบขึ้น ส่องกระทบนัยน์ตาอันเป็นที่รักของฉัน ฉันรีบใช้มือบังก่อนมันจะกินตาดำให้ขาวโพลน เหมือนที่ยายของฉัน เคยบอกไว้เมื่อช่วงหว่านข้าวไถนาปีที่เเล้ว ยายของฉันมักพูดเสมอว่า "อย่าใช้สายตาสู้กับเเดดมันมากนัก ยิ่งเเดดเเรงมากเท่าไหร่ ตาดำเราจะถูกกลืนไปมากเท่านั้น " เมื่อยายพูดจบฉันก็มองหน้าอันเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของยาย มองเข้าไปในดวงตา ที่เหลือตาดำเพียงเล็กน้อย ด้วยความชราหรือสู้กับเเดดมาจนวัยนี้ ก็ไม่อาจรู้เเน่ ในดวงตาของยายมีเส้นเเดงเขียววกวนเป็นเส้นสายราวกับรากแก้วที่ฝังลึก มันสลับกันอยู่บนเนื้อขาว อีกทั้งมีสีขาวขุ่นเหมือนพังผืดเกาะตาตลอดเวลา เมื่อฉันนึกถึงเรื่องนี้ ฉันจะรีบหลบเเดดทันที ฉันคงไม่เอาสายตาไปสู้กับเเดดจ้าเช่นนั้นหรอก เเต่เเสงนี่มันสะท้อนเข้ามาในตาฉัน เหมือนต้องการให้ฉันมองมัน ฉันค่อยๆเคลื่อนนิ้วมือเรียวยาวออกจากกันเป็นช่องเล็กๆ ให้พอแอบมองผ่านช่องนิ้วได้  "ก็เเหงละ ฉันกลัวนี่" ตาของฉันเป็นอาวุธล้ำค่าสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างบนโลก หากฉันไม่มีตา ฉันจะเห็นหน้าเจ้าตูบได้อย่างไร ไหนจะท้องฟ้าที่เเซมด้วยปุยเมฆขาวบาง ต้นหญ้าเรี่ยเตี้ยอันปกคลุมด้วยเเม่คะนิ้งวะวิบวะวับ มันช่างสวยงามเสียเหลือเกิน ฉะนั้นเเล้ว อะไรก็ต้องระวังไว้ทั้งนั้น เพื่อสายตาของฉันจะได้ไม่พร่ามัว ตาดำยังกลมโตเต็มลูก ตัดกับตาขาวอย่างสมบูรณ์ ฉันนี่มันเด่นเกินใครจริงๆ  เด็กแรกรุ่นอย่างฉันหลายคนต่อสู้กับเเดดกับลม ตาดำเหลือเพียงนิด ทำงานหนักสาหัสนัก ฉันเลยต้องเป็นเพื่อนรักกับเจ้าตูบนี่ไง เจ้าหมาน้อยแสนซื่่อตัวโปรด

เล่ามาซะนานเชียว ฉันควรจะเอามือออกเพื่อมองเเสงนั่นให้ชัดเเจ้งเสียที เเม้ฉันจะรักดวงตามากเท่าไหร่ ความอยากรู้ของฉันก็คงมากกว่าเป็นล้านเท่า ฉันคิดในใจ คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เนื่องจากครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สองหลังจากจ้องเเสงวันนั้น เเล้วยายเตือนฉันถึงผลที่จะตามมา ฉันจึงระเเวดระวังเเดดมาตลอด "ครั้งนี้ฉันขอเถอะ ตาของฉันคงไม่ถูกพังผืดขาวกลืนกินหรอกหน่า" ฉันเคลื่อนปลายนิ้วลงมาสุดปลายตา เเสงสว่างวาบที่ตกกระทบนัยน์ตาฉัน มันเป็นสีสะท้อนของเเสงเเดดกับว่าวสุดที่รักของฉัน ฉันตั้งชื่อให้มันว่าสามสี ก็เพราะมันเป็นว่าวสีธงชาติ ฉันวิ่งตามมันมาซะไกล พอเจอก็อยู่ติดกับเเดดเสียอย่างนั้น เเสงสีเเดงมันทอสว่างวาบมากกว่าสีอื่นใด ตามด้วยสีน้ำเงินที่มันสะท้อนผสมกันเเผ่เข้านัยน์ตาฉันอย่างอาจหาญ มันหนักเกินที่สายตาฉันจะรับไหว ฉันก้มหน้าลงสักพัก พร้อมสงสัยว่า
"เเล้วใยเเสงสีขาวจึงไม่แผ่สีของมันมาด้วย มันถูกเเดดอ่อนกลืนไปอย่างนั้นหรือ" เจ้าตูบกระดิกหางยิกๆ หลังจากฉันนั่งลงอีกครั้ง ฉันจะไม่คิดหาวิธีเอาว่าวลงตอนนี้เเน่ ฉันรอให้เเสงเเดดอ่อนลงสักหน่อยหรือรอให้พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาสักครึ่งดวงก่อนดีกว่าน่าจะพอมองเห็นว่าวสามสีอยู่ จากนั้น ฉันตัดสินใจนอนลงบนเเคร่เพื่อรอเวลา พร้อมเอามือรองหลังหัวเป็นหมอนเนื้อนุ่มที่หาได้ขณะนั้น ฉันย้อนกลับไปคิดว่า ถ้าฉันไม่ปล่อยเชือกว่าวให้มันขึ้นสูงมากขนาดนี้ ฉันอาจจะเก็บว่าวบนดินไถชื้น ไม่ก็โคลนสีดำเข้มที่ไหนสักที่ ซึ่งไม่ต้องลำบากมาสู้กับเเสงเเดด อีกทั้งต้นไม้นี่มันสูงลิบฟ้า ขณะนั้นใจฉันก็กระซิบเบาๆว่า ก็ดีเเล้วละที่ว่าวสีสวยไม่เปื้อนโคลน เกิดเปื้อนขึ้นมา  สีขาวคงกลายเป็นสีดำไปทั้งเเถบ ถึึึึึงอย่างไรฉันก็พอรับได้ เเต่หากสีที่เหลือเปื้อนโคลนละก็ ฉันต้องฟูมฟายอยู่หลายคืนเชียวละ มันเป็นกระดาษสีจากบรรพบุรุษตกทอดมา จนถึงรุ่นฉันก็น่าจะเหลือเเผ่นสุดท้าย ฉันจึงคิดค้นทำเป็นว่าวซะฉันนึกขอบคุณพระเจ้าที่ให้ความเมตตาตััวฉันเเละบรรพบุรุษ อาเมนนนน...

 หลังจากนั้นฉันก็หลับลง เเรงลมอ่อนโชยสะพัดกระทบหน้าเบาๆตลอดเวลา เจ้าตูบคุ้ยดิน กินโคลนจนมอมเเมม เสียงเฉาะเเฉะของน้ำโคลนในรูที่เจ้าตูบคุ้ย ปลุกฉันให้ตื่นขึ้น "เจ้าตูบ!!! นี่มันค่ำมากแล้วนี่ ฉันหลับไปนานเชียว ตามที่หวังไว้ตะวันตกดินปุ๊บฉันจะจัดการเอาว่าวลงมาทันที นี่ดึกสงัดนักแล้ว เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องเป็นเพลงขนาดนี้ ฉันจะเอามันลงมาได้อย่างไร"
   ป่านนี้ยายคงบ่นเป็นต่อยหอยแหงๆ ฉันค่อยๆปืนป่ายบนต้นไม้ลื่น จับกิ่งไม้ ผุพังเเละเถาวัลย์ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ฮึบ ฮึบ ฮึบ!!! ฉันออกเสียงเพื่อส่งเเรงมากขึ้น เจ้าตูบก็เห่าหอนไปทั่วศาลาร้าง มันบีบหัวใจให้ฉันเปลี่ยวยิิ่งนัก ฉันอ้างว้างเหลือเกิน พลางคิดว่าต้องหยุดเสียงหอนของเจ้าตูบเผื่อจะลดความกลัว ความวังเวง ลงได้บ้าง ฉันหักกิ่งไม้เล็ก โยนไปยังหัวเจ้าตูบ มันร้องดังแอ๊ก แอ๊ก แอ๊กกก เเล้วเงยหน้ามองฉัน จากนั้นมันก็วิ่งหนีกลับบ้านไป ฉันคิดในใจ "ฉันทำอะไรลงไปนี่ อยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปีฉันไม่เคยตีมันเลย มันคือเพื่อนคนเดียวของฉัน เเละตอนนี้ฉันอยู่ตัวคนเดียวบนต้นไม้ใหญ่ เเสงใดก็ไม่มีส่องลอดผ่านมา มีเพียงศาลาหลังเก่าผุพังกับเเคร่ไม้ไผ่เก่าๆ " ฉันตัดสินใจปีนขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงง่ามต้นไม้ใหญ่ ขณะนั้นพระเจ้าก็เยาะเย้ยสมทบฉันด้วยการส่งฝนลงมากลั่นเเกล้ง เจ้าสามสีหรือว่าวสีธงชาติที่ตกมาติดต้นไม้สูงนี้ เป็นของเล่นที่ฉันรักเเละหวงเเหน ไม่อยากเเม้เเต่จะให้เปื้อนโคลนหรือถูกลมฝนจนเปื่อยเปลือย ฉันควรทำอย่างไรดี เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! ฉันร้องก้องทั่วท้องนาศาลาหลังเก่า ลมกระโชกเเรงตามพายุฝน ฉันนึกถึงคำพูดของลุงชัยทันที พายุกราดเกรียวน่าสะพรึงนัก ต้นไม้ตีนเขาที่ไกลลิบถูกฟ้าผ่าเรียงต้น ฉันได้เเต่หวังในใจ มันจะมาถึงฉันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ว่าวของฉันต่างจากใครอื่นตรงที่ฉันเเอบติดทองเเดงที่งัดเเงะมาจากสายไฟ เวลามันขึ้นสูงเเดดอ่อนส่องกระทบ มันจะสวยงาม เเต่ครั้งนี้ มันจะมีภัยหากฉันไม่รีบปีนไปเอามันออก ทั้งฉันเเละเจ้าสามสีคงไหม้เกรียมเป็นเเน่เเท้ ฟ้าเเลบ เเปลบ!! อีกครั้งหนึ่ง มันส่องมายังทองเเดงที่ฉันมัดติดบนว่าวที่รักนั่น ฉันมองเเสงวาบนั้นอย่างจังด้วยนัยน์ตาบริสุทธิ์ ด้วยความห่วงว่าว ฉันลืมคำพูดของยายไปเเล้ว เเสงเเปล้บ!!มันกระทบเข้าตาฉัน หากจะหลับตาให้ทันก็สายไปแล้ว ตอนนี้ดวงตาฉันพร่ามัวยิ่งนัก ว่าวสีธงชาติถูกฟ้าฝ่าไหม้บนกิ่งไม้ที่อยู่สูงสุด ฝนหยุดตกเเล้ว เหลือเพียงลมเย็นๆเเละความกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉันค่อยๆไต่ต้นไม้ลงมา น้ำตาอาบเเก้ม เจ้าสามสีว่าวสีธงชาติของฉันไหม้ไปกับฟอนไฟอันโหดร้าย ฉันเห็นเศษธุลีของมันหล่นพริ้วลงมา อย่างอิสระ ใต้ต้นไม้มีขี้เถ้าจากสิ่งที่ฉันรักที่สุด ติดตมโคลน มันบีบหัวใจฉันจนริ้วเเหลก ฉันเดินกลับบ้านอย่างอ่อนเเรง ด้วยสายตาพร่ามัว

ขณะนั้น!! กระดาษสีขาวค่อยๆพริ้วลงมาตามเเรงลมกำลังจะผ่านตาฉันไป ฉันรีบคว้ามันเอาไว้ ถึงเเม้จะไหม้ไปบ้างเเต่มันช่างสวยงามนัก เพราะอาจจะเป็นชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็ได้ เเต่กระนั้นฉันขอสารภาพว่าฉันไม่เคยมองเห็นคุณค่าของมันเลย มันไม่ใช่สีโปรดที่บรรพบุรุษตกทอดมา แต่มันไม่เคยทำร้ายสายตาฉันขณะลอยละลิ่วขึ้นสูงกระทบเเดดเลยสักครั้ง ทำไมเล่า สองสีนั้นมันถึงกัดกินเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจฉันได้ขนาดนี้ ฉันศรัทธาเพราะบรรพบุรุษศรัทธา หรือว่าฉันหลอมตัวเพื่อความอยูู่รอด บางทีฉันเพียงต้องการให้ผู้คนยอมรับ " ก็เเหงละ ใครชอบสีอื่นละก็ เเตกต่างจากคนเเถวนี้สิ้นเชิง บรรพบุรุษฉันเคยบอกไว้ว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ต่อจากนี้มันไหม้ไปเเล้ว ทั้งในความเป็นจริงเเละในใจฉัน ฉันจะบอกคนอื่นว่ามีเพียงสีขาวที่ยังเหลือเศษให้ย้อนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ช่วยคลายความเศร้าฉันได้มากทีเดียว ลาก่อนนะเจ้าสามสี ต่อจากนี้ ฉันสามารถบอกคนอื่นได้เต็มปาก ว่าฉันศรัทธาในสีขาว ฉันละทิ้งตัวเองเพื่่ออุดมการณ์  ฉันยิ้มได้อีกครั้ง เพราะความหวังคือ
ฉันจะทำว่าวสีขาวนวล มีริ้วปีกเเละหางทอดยาวไปทั่วทั้งฟ้า ฉันหวัง ฉันหวังอย่างนั้นจริงๆ....
#ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ
อาจจะงงๆเพราะพึ่งเริ่มฝึกเขียนครั้งแรก..🍀
SHARE
Written in this book
เธอคือใครในโลกใบนี้?
บทกวีตามความรู้สึกของสหายผู้โดดเดี่ยว
Writer
mathu98
writer
the moon

Comments