การคิดเชิงบวกดีจริงหรือแค่หลอกตัวเอง
หากจะต้องนิยมคำว่าการคิดเชิงบวกหรือ "positive thinking" อะไรคือความหมายของมัน

การใช้ชีวิตในปัจจุบันเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่พร้อมจะแผ่พลังงานด้านลบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการมองโลกในแง่ดีและการคิดบวกเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด(?) แล้วมองโลกในแง่ดีหรือการคิดบวกมันทำงานอย่างไร?

อย่างที่รู้กันว่าการมองโลกในแง่ดีหรือการคิดบวกนั้น ช่วยลดระดับความเครียดและยังทำให้จิตใจดีขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้วัฒนธรรมการคิดบวก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวิธีการคิดในประจำวันของเราให้ราบรื่นยิ่งขึ้น

หากจะต้องนิยามการคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดี ก็อาจจะหมายถึง การคิดในสิ่งที่ดีเพื่อเอาชนะความเครียดและความรู้สึกแย่ต่างๆ อย่างเช่น ความไม่พึงพอใจ ความเจ็บปวดความทุกข์ทรมาน การคิดบวกเป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการรับรู้ไปในทางที่ดี การยอมรับความเป็นจริง มองสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น

แต่เส้นทางความสุขเหล่านี้กลับถูกสร้างขึ้นจากใครบางคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม เห็นได้ชัดเจนจากหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ ข้อความ วิดีโอ พอดแคสต์ โควตคำคมที่มักถูกแชร์์บ่อยๆ หรือแม้แต่ไลฟ์โค้ชที่โด่งดังจากการถ่ายทอดความคิดเชิงสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความสุข และสร้างความหวังให้กับผู้คนอยู่เสมอ ความสุขสำเร็จเหล่านี้จึงกลายเป็นทางออกให้กับชีวิต เพียงแค่มองโลกในแง่ดี คิดบวกเข้าไว้ ที่เหลือก็รอให้คนที่กำลังเผชิญกับความเครียดหรือความทุกข์นำไปใช้

ยกตัวอย่างในกรณีที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังของไลฟ์โค้ชคนหนึ่ง ในปัจจุบันไลฟ์โค้ชเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยม เนื่องจากทักษะในการสร้างแรงจูงใจ แนะแนวทางใช้ชีวิตกับผู้ที่ต้องการปลดปล่อยตนเองออกจากความทุกข์หรือการหาทางออกในการแก้ปัญหาชีวิต อาชีพไลฟ์โค้ชใครก็สามารถเป็นได้ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักธุรกิจที่ล้มเหลว

หลายคนในสังคมผันตัวมาเป็นไลฟ์โค้ช โดยจะนำแนวคิดส่วนใหญ่ในเชิงบวก(?) มาถ่ายทอดให้กับผู้คนไม่ว่าจะเป็นการขายคอร์สหรือการเสียค่าเข้าอบรม อาชีพไลฟ์โค้ชนี้จงสามารถทำเงินได้มากกว่า 6-7 หลัก ที่น่าสนใจของสังคมที่พยายามไขว่ขว้าวิธีคิดเชิงบวกโดยอาศัยไลฟ์โค้ชเป็นผู้แนะนำแนวทางนั้น ผู้คนจำนวนมากยอมควักเงินจ่ายให้กับบุคคลเหล่านี้ จึงเกิดคำถามตามมาว่า วิธีคิดหรือแม้แต่คำพูดของไลฟ์โค้ชจากการขายคอร์สเหล่านี้มันได้ผลกับชีวิตของอีกคนจริงหรอ? หรือเป็นเพียงแนวคิดที่กำลังหลอกตัวเองให้จำนนอยู่กับชีวิตที่ไม่พึงประสงค์?

ตัวชี้วัดความมีชื่อเสียงของไลฟ์โค้ชอย่างหนึ่งคือหนังสือ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำเงิน สามารถมองเห็นได้ตามหนังสือ best seller ตามแผงหนังสือต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและต้องการหาที่พึงทางใจของคน(?) หรืออาจเป็นเพียงการตลาดที่เขาเพียงแต่ต้องการขายฝันผ่านหนังสือกันแน่ หนังสือของคนเหล่านี้พบว่าเนื้อหาในหนังสือกลวงเปล่า มุ่งเน้นไปที่ 'ความรู้สึก' มากกว่าให้ 'ความรู้' (แน่นอนว่าคนจำนวนหนึ่งมักเลือกที่จะไม่หยิบหนังสือที่มีความรู้และเนื้อหาค่อนข้างเยอะ อ่านแล้วต้องใช้กระบวนการคิดที่ลึกซึ้ง) เมื่ออ่านจบอาจจะค้นพบความรู้สึกที่อยากจะพัฒนาตนเอง แต่การพัฒนาเหล่านั้นต้องผ่านคอร์สหรือตามแบบวิธีของพวกเขา ต้องได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี (?)

แนวคิดการคิดบวก การพัฒนาตนเอง การประสบความสำเร็จ เป็นคำที่ล้างสมองสังคมที่เหลื่อมล้ำและไร้ความเป็นธรรม การคิดในแง่ดีเป็นเรื่องที่ดีเพราะช่วยให้พ้นจากทุกข์และสร้างสุขภาพจิตที่ดี แต่การคิดบวกมากจนเกินไปอาจจะทำให้กลายเป็นคน Ignorant โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

"การประสบความสำเร็จ" เป็นวาทกรรมหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลงทางมามากมาย และมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของสังคม เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่า 'การประสบความสำเร็จ' นั้นคืออะไร และแน่นอนว่าไลฟ์โค้ชจะมีคำตอบสำเร็จรูปให้คือ 'ความร่ำรวย' แท้จริงแล้วการประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องของปัจเจก แต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน อาจสรุปได้ว่า การคิดเชิงบวกผ่านไลฟ์โค้ชสามารถชี้นำคนและมักสอนให้มองข้ามปัญหาขั้นต้น สะกดจิตให้คิดว่าตัวเองกระจอก ยังไม่เก่งยังไม่ดีพอ และหลอกให้มองเพียงแค่ปลายทางอย่างไร้ความเห็นอกเห็นใจ เมื่อได้รับแนวคิดนี้มาทั้งหมด ก็จะเลิกสนใจเรื่องของสิ่งที่ซุกซ่อนภายใต้สังคมทันทีอย่างเช่นความเหลื่อมล้ำและความไร้อยุติธรรม ประเด็นนี้กลับกลายเป็นเรื่องของความขี้เกียจ โง่จนเจ็บ ไร้ความเห็นใจผ่านคำว่า 'ร่ำรวย'

การมุ่งเน้นหาการคิดเชิงบวกตลอดเวลา และปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความคิดด้านลบ หรืออาจะเรียกได้ว่า 'ซ่อน' ความรู้สึกที่แท้จริงเหล่านั้นไว้ ผลที่ตามมาคือกลายเป็นเหมือนยาพิษในใจอย่างไม่รู้ตัว จึงเกิดคำว่า ‘toxic positivity’ หรือ ‘toxic optimism’ ตามมา จุดประสงค์ของมันคือทำให้เราเสพติดความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกจริงๆ แต่กลับมาจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อตัวเราโดยเฉพาะความสุขที่ถูกสร้างจากคำพูดคนอื่น ซึ่งมีเงื่อนไขในการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเรา

วัฒนธรรมการคิดบวกทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นแต่ต้องแลกกับการแบกความรับผิดชอบที่หนักอึ้งไว้บนบ่า ในทางตรงกันข้าม แม้บางคนจะคิดบวกแต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีขึ้น หรือเป็นเพราะพวกเขาคิดบวกไม่มากพอ? จากนั้นการเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นก็จะเกิดขึ้น ทำไมเราถึงมีความสุขในแบบที่คนอื่นมีไม่ได้? กลายเป็นประโยคที่เฝ้าถามตนเองอยู่ซ้ำๆ การถูกบังคับให้คิดบวกนี้จึงทำให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตมากกว่าเดิม เนื่องจากความรู้สึกที่แท้จริงถูกผลักให้ออกห่างจากความรู้สึกที่ควรจะได้รับ และทิ้งให้อยู่กับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถจะมองความสุขหรือการคิดในแง่บวกได้ด้วยตนเอง ความเจ็บปวดนั้นคือความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องหาทางระบายมันออกมาเพื่อให้สุขภาพชีวิตดียิ่งขึ้น

สักครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนไม่รู้จัก สิ่งที่ออกจากปากมาอันดับแรกคือการบอกให้เขาใจเย็น ลองมองในสิ่งดีๆ​ที่เกิดขึ้นก่อน แล้วจะผ่านมันไปได้ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเมื่อเราพยายามจะแนะนำสิ่งดีๆให้กับคนอื่น จนบางครั้งเรามักจะรับบทเป็นผู้อมความทุกข์นั้นไว้แทน เรามักเผลอคิดว่าตัวเองมีความรู้สึกผิดชอบกับความรู้สึกคนนั้น จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเหลือและเข้าใจเขาให้มากที่สุด โดยเบี่ยงความสนใจออกจากความเศร้า
แต่ความน่าข่มขืนของความจริงที่เกิดขึ้นคือ เรากลายเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นความคิดแบบ toxic positivity ให้คนอื่นไม่รู้ตัวถ้าหากพูดถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถมองโลกในแง่บวกได้มากมาย โดยเฉพาะในช่วงที่จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ทางใจเป็นเวลานาน การบอกให้มองโลกในแง่ดีในขณะเวลานั้นคงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาในเวลาอันสั้น แถมยังไปบังคับให้ฝืนใจคิดการมองในแง่บวกซะอีก

แล้วอะไรคือสิ่งที่จะช่วยให้เราจากความทุกข์ได้จริงๆ ถ้าหากไม่ใช่การคิดบวก? ความช่วยเหลือในขณะนั้น อาจไม่ใช่คำพูดสร้างแรงบันดาลใจหรือการคิดบวก แต่การหาใครสักคนมายืนยันว่า ความคิดหรือความรู้สึกของพวกเขาในขณะนั้นเป็นเรื่อง "ปกติ" การเป็นผู้ฟังที่ดีที่ รับฟังอย่างตั้งใจ และไม่ตัดสินช่วยให้เราไม่รู้สึกแปลกแยกที่ตัวเองกำลังเศร้าจึงเป็นทางออกที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

หากสุดท้ายแล้วการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล แล้วจะทำอย่างไร? แน่นอนว่าตัวอย่างประโยคยอดฮิต 'ลองมองแต่เรื่องดีๆ' 'เดี๋ยวมันก็ผ่านไป' 'หยุดคิดในเรื่องไม่ดี' 'มองแต่ความสุข' 'อย่ายอมแพ้' นั้นคงไม่ใช่คำพูดที่ดีนัก หนำซ้ำยังซ้ำเติมให้เกิดความรู้สึกแย่กว่าเดิมเป็นแน่

ทุกคนมีการคิดเป็นของตนเอง บางครั้งก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้ายอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านความรู้สึกไปได้ การเรียนรู้ที่จะระบายมันออกมา และการจัดระบบความคิดเพื่อหาวิธีการรับมือแตกต่างกันออกไป นักบำบัด ลอว์รา ลี ทาวน์เซนด์ (Laura Lee Townsend) อธิบายไว้ว่า การรับรู้และการสังเกตอารมณ์เชิงลบหรือความคิดด้านลบของตัวเอง จะช่วยให้ก้าวผ่านปัญหาไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

ความคิดในเชิงลบ ฟังแล้วดูเป็นคำที่ไม่น่าอยากจะเผชิญเท่าไหร่ เพราะมันได้สร้างความคิดที่ซ้ำไปซ้ำมา ความคิดที่สร้างความเจ็บปวดและไม่หายไปในเวลาอันรวดเร็ว

ทว่าการคิดลบกลับเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเจ็บปวดของเรานั้นสำคัญ การคิดลบไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีที่มาที่ไป การครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมากลับสร้างคุณค่าความทุกข์ทรมานเข้ากับการมีตัวตนของเราอย่างลึกซึ้ง การเจ็บปวดเป็นการเล่าเรื่องราวบางส่วนว่าเรายังมีชีวิตอยู่ และคอยย้ำเตือนว่าเราเป็นใคร ทำอะไร ทำอย่างไร และจะจบมันอย่างไร การคิดลบจึงเป็นการกลับไปหาความทุกข์ของตนเองเพื่อให้เราได้สัมผัสกับ "ความเป็นฉัน" (I-ness) นั่นคือการดำรงอยู่

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปล่อยมันไป กลับกันมันคือกระบวนการทางความคิดที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสติเมื่อความทุกข์ทรมานนั้นมาเยือน ยอมรับอยู่กับมัน (ไม่ไหวก็บอกไม่ไหว) เฝ้าถามตัวเองว่าต้องการอะไรจากการกลับวนไปหาเรื่องทุกข์ใจเหล่านั้นเพื่อแก้ไขปัญหา หากต้องปล่อยความเจ็บปวดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น 

ความเศร้าจากการคิดลบ toxic positivity ไม่ว่าจะเศร้า เสียใจ ผิดหวัง หงุดหงิด นั้นไม่ได้เลวร้าย การพยายามมีความสุขอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาเสมอไป ท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากจะมีความรู้สึกด้านไหนมากกว่า และการมุ่งเป้าไปที่การคิดบวกก็ทำให้ตัวเราเองไม่ได้แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งทำให้พลาดโอกาสในการสร้างวิธีการจัดการอื่นๆที่ยืดหยุ่นให้กับชีวิต

การแบ่งปันความทุกข์เป็นพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ โดยวิธีการที่นิยมมากที่สุดคือการ 'ร้องไห้' เนื่องจากการร้องมีส่วนในการเยียวยาสภาพจิตใจ โดยโปรตีนที่ช่วยยับยั้งและทำลายแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ฉะนั้น การคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องดีด้านเดียวเสมอไป ในความเป็นจริงการมองโลกแง่ดีก็ยังมีข้อเสียอยู่มากมาย และการมองโลกในแง่ลบก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปเช่นกัน มนุษย์มักจะออกแบบความรู้สึกของตัวเอง โดยจะกำหนดว่าควรจะมีหรือไม่มีความรู้สึกไหนบ้าง ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็ตามที่ทำให้เราพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม มันก็ทำให้เรารู้ตัวเสมอว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ไหน เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าควรจะวิ่งเข้าหาหรือจะถอยหนี เพราะฉะนั้น แทนที่จะมองข้ามความรู้สึกด้านลบ เลือกที่จะมองแต่ด้านบวก อาจจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์จากความรู้สึกตรงนั้นเพื่อสร้างความยืดหยุ่นแทน การเลือกที่จะมองและนำไปพัฒนาวิธีคิด ท้ายที่สุด เราก็จะมีการตัดสินใจที่เหมาะสมและรับมือกับสถานการณ์คล้ายๆ กันได้ดีกว่าเดิม

*(?) แสดงถึงข้อมูลและคำตอบที่ไม่แน่ชัดว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่


SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments

StillHaveMe
11 days ago
เป็นบทความที่น่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณที่มาร่วมแบ่งปัน แนวคิดใหม่ๆนะคะ สังคมแย่ก็จริงค่ะแต่เราก็สามารถเรียนรู้เผื่อที่จะอยู่กับมันให้ได้ค่ะ
Reply