Memories of Sitges, Summer 2017
ถึงแม้เหตุผลหลักที่ทำให้เราสองคนเดินทางมายังเมือง Sitges คือการเข้าร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ก็ตาม แต่ที่นี้ก็มอบความทรงจำที่งดงาม และเป็นสุขทุกครั้งที่เราหวนคิดถึง     
     ราวสองชั่วโมง จากท่าอากาศยานชาร์ล เดอ โกล, กรุงปารีส เมื่อเครื่องบินเริ่มลดระดับลง เมืองบาร์เซโลน่าก็ปรากฏต่อหน้าเราเป็นครั้งแรก หลังจากรับสัมภาระกันเรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินทางต่อด้วยรถบัสจากสนามบินเพื่อไปยังเมือง “Sitges” (“ซิตเกส”) โดยตลอดระยะเวลาบนรถบัส เราต่างเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์สุดแปลกตา ที่เผยโฉมต้อนรับเราอยู่ตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินสีแดงที่ตัดกันกับภูเขาหินสีขาว ผสานกันกับสีเขียวเพียงเล็กน้อยจากต้นไม้สูงใหญ่รูปร่างประหลาด เมื่อผสมรวมกันกับบ้านเรือนสีขาวที่มุงด้วยหลังคาอิฐสีน้ำตาลแดงแล้ว เราก็แอบสรุปภายในใจเสียไม่ได้ว่า PANTONE ของประเทศนี้ ดูจะเป็นสีโทนอุ่นที่สุดแสนจะร้อนแรงดั่งคำเขาว่าจริงๆนะ 

     เมื่อรถบัสวิ่งมาจนสุดสาย ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องลงเดินตามหาโรงแรมกันแล้ว และถึงแม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่เราสองคนก็มาถึงโรงแรมกันจนได้ โรงแรมที่เราจองไว้เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้กับย่านเมืองเก่าของ Sitges ซึ่งภายในโรงแรมตกแต่งตระการตาไปด้วยภาพวาด กระเบื้องและจานเซรามิกส์โบราณมากมาย ที่ไม่ว่าใครเห็นครั้งแรกก็คงอดประทับใจไม่ได้ หลังจากจัดข้าวของและเปลี่ยนชุดกันเรียบร้อย เราสองคนตัดสินใจว่าจะออกไปเดินสำรวจรอบๆเมืองนี้กัน 



     ชื่อเมือง “Sitges” หรือ “Sitja” ในภาษาคาตาลันนั้น มีที่มามาจากคำว่า “ไซโล” หรือยุ้งฉาง ที่มีลักษณะเป็นหลุมลึกขุดลงไปใต้ดิน ทำหน้าที่เก็บรักษาเมล็ดพืชซึ่งสามารถพบได้แพร่หลายในพื้นที่บริเวณนี้ เมือง Sitges นั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่าพบร่องรอยของมนุษย์ยุคหิน ซึ่งดำรงชีพด้วยการหาของป่า ล่าสัตว์ และหาปลา มาตั้งรกรากในบริเวณนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเมือง Sitges นั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อศิลปินผู้มีชื่อเสียงชาวคาตาลันเริ่มมาตั้งรกรากและใช้ชีวิตที่นี้ ซึ่งต่อมาได้ดึงดูดผู้คนมากมายทั้งศิลปิน และสถาปนิกให้มาอยู่อาศัยและสร้างอาคารบ้านเรือนที่นี้เช่นกัน ซึ่งร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นั้นยังคงอยู่ และพบเห็นได้ตลอดทางการเดินเยี่ยมชมในย่านเมืองเก่านั้นเอง

     ในปัจจุบัน Sitges เป็นเมืองเล็กๆที่มีชื่อเสียงด้านชายหาดที่งดงามเหมาะแก่การพักตากอากาศ และยิ่งคึกคักไปด้วยผู้คนในยามกลางคืน นอกจากนี้ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเมือง Sitges นั้น ก็ค่อนข้างที่จะขัดไปจากวัฒนธรรมของเมืองอื่นๆในยุโรป เนื่องด้วยเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา และการให้ความยอมรับเพศที่สามอย่างเปิดเผย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ระหว่างทางของการเดินสำรวจเมือง เราสองคนจะพบเจอกับเพศที่สามที่แต่งตัวกันอย่างเปิดเผยอยู่หลายคนทีเดียว สเน่ห์อย่างนึงของเมือง Sitges นั้น มาจากอัธยาศัยที่น่ารักของชาว Sitges โดยเฉพาะรุ่นคุณตาคุณยาย ที่ไม่ว่าจะเดินสวนกับเรากี่คนต่อคน ก็มิวาย ต้องกล่าวทักทาย “Hola” (“โอ๊-ล่า”) พร้อมส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับเรา



     เราสองคนเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินเล็กๆปูด้วยหินที่ขนาบสองข้างไปด้วยตึกแถวสูงสามชั้นเรียงชิดติดกันตลอดทาง เจ้าของตึกเกือบทุกหลังแต่งแต้มความสดใสให้กับตึกของตนเองด้วยการวางกระถางดอกไม้ตามระเบียง ดอกไม้สีแดงสดตัดกับสีขาวของตึกช่วยสร้างบรรยากาศอันเป็นมิตรให้กับเราเป็นอย่างดี เราพบกับตึกที่ออกแบบสวยงามวิจิตรอยู่บ้าง และบ่อยมากขึ้นเมื่อเราเดินเข้าใกล้ใจกลางย่านเมืองเก่า สำหรับตึกเหล่านี้นั้นเป็นตึกโบราณที่ออกแบบในสไตล์ Modernisme หรือจะเรียกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Art Nouveau สไตล์คาตาลันก็ว่าได้ แน่นอนว่านี้คือหนึ่งในหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยของชาวคาตาลันในยุคศตวรรษที่ 19 ได้เป็นอย่างดี หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในสไตล์ Modernisme ที่เราทุกคนต่างรู้จัก ย่อมหนีไม่พ้นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชื่อดังอย่าง อันตอนี เกาดี (Antoni Gaudi) ผู้ออกแบบ Sagrada Familia อันโด่งดั่งนั้นเอง 

,

     ถึงแม้ว่าเราสองคนจะเพลิดเพลินไปกับการเดินชมเมืองมากแค่ไหน แต่ก็อดแปลกใจกันไม่ได้ว่าเหตุใด ในบ่ายวันเสาร์เช่นนี้ ถึงไม่มีร้านรวงใดๆเปิดเลย เราได้แต่ตั้งคำถามกันอย่างอดสงสัยไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเราสะดุดตาเข้ากับร้านเจลาโต้ร้านนึง ซึ่งแน่นอนว่าเปิดทำการ เราจึงพร้อมใจกันเดินตรงดิ่งเข้าไปอุดหนุน สำหรับร้านเจลาโต้ใน Sitges นั้น พบเห็นได้เป็นจำนวนมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพละก็ เราสามารถหาร้านเจลาโต้เจอได้แทบทุกบล็อกของตรอกเลยก็ว่าได้ เราเดินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งสุดทางเดิน ณ ตรอกแห่งหนึ่ง เมื่อทิวทัศน์เบื้องหน้าของเราเปลี่ยนไปจากตึกแถวสามชั้น เป็นทะเลสีครามเข้มไกลสุดลูกหูลูกตา เรามองเห็นนักท่องเที่ยวมากมายในชุดว่ายน้ำกำลังนอนพึ่งแดดอยู่บนชายหาด และในขณะที่เรากำลังกวาดสายตาสำรวจทัศนียภาพใหม่อยู่นั้นเอง ก็สะดุดตาเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังแสดงโชว์ฟองสบู่อยู่ ช่างเป็นภาพประทับใจที่เรายังคงจดจำได้อยู่จนบัดนี้

     จากชายหาดด้านซ้ายมือของเรา จะมองเห็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง นั้นคือ Church of Sant Bartomeu and Santa Tecla โบสถ์อิฐที่ตั้งตระง่านอยู่บนเนินสูงติดกับทะเล โบสถ์แห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในจุดใจกลางสำคัญของเมืองก็ว่าได้ และยังขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวเมือง Sitges ที่สวยที่สุดอีกด้วย เราเดินผ่านโบสถ์ไปตามทางเดินหินกว้าง จนกระทั่งพบกับอาคารสูงสีขาวที่มีฐานและประตูที่ทำจากอิฐสีน้ำตาลอ่อนก้อนโตเปลื่อยเปล่า อาคารนี้ตั้งเด่นอยู่ติดขอบทะเล และดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต่างเข้าคิวรอถ่ายภาพคู่กันอย่างเนื่องแน่น ซึ่งแน่นอนว่าเราสองคนก็ไม่พลาดโอกาสนี้เช่นกัน หลังจากถ่ายภาพความประทับใจเก็บไว้เป็นที่ระลึก เราเดินมุ่งหน้าต่อไปยังอาคารสีขาว และพบกับอาคารในรูปแบบที่คล้ายกันมากเชื่อมต่อกันอยู่ หรืออาจสรุปได้ว่า นี้คงจะเป็นตึกเดียวกันอย่างแน่นอน สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Raco de la Calma ซึ่งตึกที่อยู่ติดกันนั้นเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของที่นี้ มีชื่อว่า Palau de Marical หรือ Maricel Palace ซึ่งในวันที่เราไปถึงนั้น ที่นี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงาน

     เมื่อเริ่มตกค่ำ เราสองคนเดินกลับเข้ามาในย่านเมืองอีกครั้ง และพบว่าเมืองที่เคยเงียบเชียบในตอนบ่าย ได้เปลี่ยนไปกลายเป็นสถานที่อันคึกคัก และคลาคลั่งไปด้วยผู้คน แน่นอนว่าร้านค้าต่างๆที่เคยปิดในตอนแรกนั้น ต่างเปิดทำการกันครบทุกร้าน เราไขปริศนาข้อนี้ให้กระจ่างด้วยเทคโนโลยีที่อยู่ในมือ แล้วพบว่า แท้จริงแล้วห้างร้านต่างๆในประเทศสเปนจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10 โมงไปจนถึงบ่าย 2 และจะเปิดทำการอีกทีในเวลา 5 โมงเย็นจนถึงดึก นับเป็นประสบการณ์และข้อควรรู้ใหม่ของเรา ที่ครั้งหน้าคงไม่พลาดที่จะเช็คข้อมูลแบบนี้ล่วงหน้าก่อนไปเยือนเมืองต่างๆอย่างแน่นอน



     ในหน้าร้อนของยุโรปนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กว่าพระอาทิตย์จะจากเราไปนั้น ก็หลังจากเวลา 3 ทุ่มไปแล้ว และกลับมาส่องแสงทักทายเราในยามเช้า ตั้งแต่ยังไม่ทันจะ 6 โมง อาจเป็นเรื่องปกติของคนที่นี้ แต่เป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา ชาวไทยผู้มาเยือนยุโรปกันเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าเราตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อแสงแดดแรกแยงตา มื้อเช้านี้เราอิ่มท้องด้วยอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ และมื้อนี้ก็ทำให้เราได้รู้จักกับเมนูใหม่ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี้ นั้นคือ “ไข่เจียวสเปน”, ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ไข่เจียวมันฝรั่ง”, tortilla de patatas ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าส่วนประกอบหลักคงหนีไม่พ้น ไข่ และมันฝรั่ง เราประทับใจในรสชาติของเมนูนี้มาก ยืนยันด้วยการเดินกลับไปตักมาทานเพิ่มอยู่สองถึงสามครั้งหน เมื่อท้องอิ่มแล้ว เราสองคนก็ออกไปปฏิบัติภารกิจทางด้านวิชาการที่งานคอนเฟอเรซ์กัน และหลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อย เราก็เลือกที่จะใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆไปกับการเดินเที่ยวผ่อนคลายรอบๆเมือง โดยที่ในวันนี้ เราไม่พลาดที่จะกล่าวทักทายด้วยคำว่า “Hola !” พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กับชาวเมือง Sitges อย่างไม่เคอะเขิน ให้สมกับที่ร่ำเรียนมาจากเมื่อวาน

,

     แต่แล้ว Sitges ก็เผยโฉมหน้าอีกด้านออกมาให้เราได้เห็น เมื่อเราพบกับพรหมดอกไม้สวยงามที่ถูกปูเป็นทางยาวกลางทางเดินหิน เป็นหย่อมๆมากมาย ซึ่งแต่ละที่ที่เราพบต่างมีลวดลายและสีสันที่งดงามแตกต่างกัน และยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อเราเดินมาถึงใจกลางเมือง ที่ซึ่งเราได้พบกับขบวนคานิวัลขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยคนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งมาพร้อมกับตุ๊กตาตัวใหญ่ยักษ์สองตัว ที่กำลังถูกเชิดให้เต้นระบำตามจังหวะของดนตรีพื้นถิ่นที่บรรเลงประกอบอยู่ แน่นอนว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่กันถ่ายภาพและวิดีโอกันอย่างสนุกสนาน เมื่อลองศึกษาดู จึงทราบว่าเทศกาลที่จัดขึ้นนี้มีชื่อว่า “Corpus Christi Flower Festival” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงกลางเดือนมิถุนายน โดยชาว Sitges จะเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ด้วยการร่วมกันตกแต่งทางเดินหน้าบ้านด้วยพรหมดอกไม้ซึ่งทำมาจากกลีบดอกคาร์เนชั่นเป็นหลัก ทำให้ทางเดินตลอดทั้งเมืองถูกตกแต่งไปด้วยพรหมดอกไม้สีสันสวยงามลวดลายแตกต่างกันไป มีรายงานว่า ในทุกปีดอกคาเนชั่นจำนวนกว่า 360,000 ดอกจะถูกใช้ในเทศกาลนี้ ในค่ำวันนั้น เราเลือกเข้าทานมื้อค่ำกันในร้านที่มีชื่อว่า La Oca ที่ดึงดูดเราด้วยตู้ย่างไก่แบบหมุนขนาดใหญ่หน้าร้าน แน่นอนว่าเราสังเกตเห็นร้านนี้กันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จึงพร้อมใจตกลงกันว่าจะต้องมาลองไก่ย่างร้านนี้กันให้ได้ และเมนูไก่ย่าง(หนังสุดกรอบ) ของที่นี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ เราเดินกลับโรงแรมด้วยท้องที่อิ่มหน่ำ และจิตใจที่อิ่มเอม ช่างเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะภิรมย์อะไรเช่นนี้นะ



     เมื่อวันสุดท้ายใน Sitges มาถึง เราเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในช่วงสายๆของวัน แวะซื้อโปสการ์ดและสแตมป์ที่ร้านค้าเล็กๆแห่งหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะแวะทานเจลาโต้กันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเป็นการบอกลา Sitges หลังจากนั่งทานไอศกรีมไป เขียนข้อความลงในโปสการ์ดไป เราสองคนก็มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับเข้าไปยังบาร์เซโลน่า


ก่อนที่เราจะคุ้นเคยกันมากไปกว่านี้ ถึงเวลาที่เราต้องบอกลากันจริงๆแล้วละ แต่แทนที่เราจะกล่าวคำอำลาต่อกัน เราเลือกที่จะกล่าวว่า “Hasta luego, ‘Sitges’”, “See you again, ‘Sitges’” 
SHARE
Writer
mmaypphasita
Reader
When Reader Be Writer

Comments

jojoekul
5 months ago
อ่านแล้วอยากไปด้วยเลย
Reply
mmaypphasita
5 months ago
แง้ เธอมาเม้นให้เรา เธอเป็นเมืองที่น่ารักจริงๆน๊าา เราถึงอยากพาไปจริงๆง่ะ
bibibing
5 months ago
อยากจองตั๋วแย้วว
Reply
mmaypphasita
5 months ago
ชอบไหมจ๊ะ ดีมากจริงๆน๊า ต้องไปบิกินี่กัน เขาไม่มองเลย เราอยากใส่อะไรก็ใส่ได้ 😚😚😚